ก้าวสู่ปีที่ 54 กฟผ. ปรับตัวครั้งใหญ่รับเทรนด์ลดคาร์บอน เพิ่มการพึ่งพาทรัพยากรในประเทศรับมือวิกฤตพลังงาน พร้อมขยายบริการพลังงานครบวงจรตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย

กฟผ. เร่งเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนตอบโจทย์คาร์บอนเป็นศูนย์ เน้นการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติภายในประเทศเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ช่วยลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิง พร้อมขับเคลื่อน กฟผ. สู่ผู้ให้บริการด้านพลังงานอย่างครบวงจรตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ไฟฟ้าที่หลากหลาย

นา​ยบุญญนิตย์​ ว​งศ์รักมิตร​ ผู้ว่าการ​การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย​ (กฟผ.) กล่าวถึงทิศทางการขับเคลื่อน กฟผ. เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนา กฟผ. ก้าวสู่ปีที่ 54 ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2565 ว่า ท่ามกลางวิกฤตพลังงานและทิศทางพลังงานโลกที่มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ กฟผ. ในฐานะหน่วยงานหลักที่ดูแลรักษาความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าของประเทศ จึงเร่งเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนกา​รผลิตไฟฟ้า​จาก​พลังงาน​หมุนเวียน​เพื่อพึ่งพาตนเองจากทรัพยากรธรรมชาติ​ภายในประเทศ ลดการนำเข้าเชื้อเพลิงราคาสูง ทำให้ประชาชนมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ ไฟไม่ตกไม่ดับ แม้ในช่วงวิกฤตพลังงาน โดยมีโครงการหลักคือ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำ​ร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำในเขื่อนของ กฟผ. หรือโซลาร์​เซลล์ลอยน้ำไฮบริด​ ซึ่งเห็นผลสำเร็จอย่าง​เป็นรูปธรรมจากโครงการนำร่องโซลาร์​เซลล์ลอยน้ำไฮบริด​เขื่อนสิรินธร​ จ.อุบลราชธานี ที่ช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กระตุ้น​เศรษฐกิจฐานราก​และส่งเสริมการท่องเที่ยว กฟผ. จึงตั้งเป้าเร่งดำเนินโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดให้ครบ 2,725 เมกะวัตต์ ตามแผน PDP2018 Rev.1 ภายใน 5-10 ปี โดยในปี 2565 อยู่ระหว่างเดินหน้าโครงการโซลาร์​เซลล์ลอยน้ำไฮบริด​เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น กำลังผลิต 24 เมกะวัตต์ กำหนดจ่ายไฟเชิงพาณิชย์​ในปี 2566 รวมถึงยังมีแผนพัฒนาโครงการโซลาร์​เซลล์ลอยน้ำไฮบริดพร้อมติดตั้งแบตเตอรี่​กักเก็บ​พลังงาน​ (BESS) ในโครงการเขื่อนคู่เฉลิมพระเกียรติฉลองพระชนมายุครบ 6 รอบ ในเขื่อนวชิราลงกร​ณและเขื่อนศรีนครินทร์​ จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นเขื่อนที่มีศักยภาพทั้งด้านปริมาณน้ำ พื้นที่การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ พื้นที่ติดตั้งแบตเตอรี่​กักเก็บ​พลังงาน (BESS) และระบบส่งไฟฟ้าร่วมกันที่สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้มากถึง 1,100 เมกะวัตต์ ช่วยในการบริหารจัดการไฟฟ้า ทำให้ระะบบไฟฟ้ามีความมั่นคง​มากยิ่งขึ้น

​ขณะเดียวกัน กฟผ. ได้พัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัย (Grid Modernization) เพื่อให้สามารถนำพลังงานหมุนเวียนมาปรับใช้ได้อย่างเหมาะสม ไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบผลิตไฟฟ้าในภาพรวม ซึ่งในปี 2565 ตั้งเป้าขยายผลนำระบบพยากรณ์​การผลิต​ไฟฟ้า​จากพลังงาน​หมุนเวียน​ที่ กฟผ. พัฒนาขึ้นจนมีความแม่นยำและประสิทธิภาพสูงไปติดตั้งภายในศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าตามเขตปฏิบัติการต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวม 11 แห่ง ส่วนโครงการติดตั้ง BESS ที่สถานีไฟฟ้า​แรง​สูงชัยบาดาล จ.ลพบุรี และการปรับปรุงสถานีไฟฟ้าแรงสูงดิจิทัลนำร่องจำนวน 2 แห่ง คือ สถานีไฟฟ้า​แรง​สูง​กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ​ และสถานีไฟฟ้า​แรง​สูง​ตราด จ.ตราด คาดว่าจะจ่ายไฟเชิงพาณิชย์ภายในปีนี้​เช่นกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการควบคุมและส่งจ่ายไฟฟ้าอย่างมีเสถียรภาพและพัฒนาต่อยอดสู่นวัตกรรมโรงไฟฟ้าเสมือนในอนาคต

ในยุคสมัยใหม่ที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประชาชนมีความหลากหลายมากขึ้น กฟผ. ยังเร่งขับเคลื่อนธุรกิจสู่การเป็นผู้ให้บริการด้านพลังงานอย่างครบวงจร (Energy Solutions Provider) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าว เช่น

  •         ธุรกิจ EGAT EV Businessปัจจุบัน กฟผ. ได้​ขยายสถานี EleX​ by​ EGAT​ ทั้งแบบชาร์จเร็วและชาร์จ​ธรรมดาในพื้นที่ต่าง ๆ จำนวน 49 สถานีทั่วประเทศ โดยภายในปีนี้ตั้งเป้าจะขยายสถานีให้ได้รวมกว่า 120 สถานี เพื่อสนับสนุนการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ นอกจากนี้ กฟผ. ยังร่วมกับการไฟฟ้า​นครหลวง​และการไฟฟ้า​ส่วนภูมิภาค​ศึกษาการรวบรวมสถานีชาร์จของแต่ละหน่วยงานให้เป็นแพลตฟอร์มเดียวกัน เพื่อะศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าและวางแผนบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เหมาะสม รวมถึงการกำหนดที่ตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าให้มีความครอบคลุมและลดการลงทุนที่ซ้ำซ้อน
  •        ธุรกิจจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เร่งจัดหาและนำเข้า LNG​ แบบตลาดจร เพื่อช่วยลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า โดยในช่วงวิกฤตพลังงานสามารถแบ่งเบาภาระ​ประชาชน​ประมาณ 500 ล้านบาทพร้อมเดินหน้าร่วมทุน​โครงการก่อสร้างคลังจัดเก็บและแปรสภาพก๊าซธรรมชาติเหลวแห่งที่ 2 ที่ ต.หนองแฟบ จ.ระยอง กับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)​ เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติในประเทศ สนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในเดือนพฤศจิกายน​ 2565​
  •        บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด ลุยธุรกิจนวัตกรรมพลังงานและเทคโนโลยีแห่งอนาคต (New S-curve) เช่น เทคโนโลยีการทำตลาดซื้อขายไฟฟ้า การซื้อขายคาร์บอนเครดิต

นอกจากนี้ กฟผ. ยังเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำภายใต้นโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอน (EGAT Carbon Neutrality) ผ่านโครงการต่าง ๆ อาทิ โครงการปลูกป่าล้านไร่อย่างมีส่วนร่วมที่ผนึกกำลังกับภาคีเครือข่ายตั้งเป้าปลูกป่า 1 ล้านไร่ ภายในระยะเวลา 10 ปี ระหว่างปี พ.ศ.2565 – 2574 ทั้งป่าต้นน้ำ ป่าบก และป่าชายเลน โดยในปี 2565 กฟผ. มีแผนลงพื้นที่ปลูกป่าในพื้นที่ต่าง ๆ การพัฒนาแพลตฟอร์มบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ (Enzy Platform) สำหรับติดตามและควบคุมการประหยัดพลังงานรายอาคาร ปัจจุบันนำร่องใช้งานในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และกลุ่มอุตสาหกรรม โครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 มุ่งหวังให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

กฟผ. พร้อมเดินหน้าพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดควบคู่กับการสร้างสมดุลพลังงานภายใต้การดำเนินงานตามแนวคิด “EGAT for ALL : กฟผ. เป็นของคนไทยทุกคนและทำเพื่อทุกคน” โดยคำนึงถึงประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ เพื่อชูศักยภาพความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืนของประเทศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อันจะเป็นแต้มต่อสำคัญของประเทศไทยในการสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนบนเวทีเศรษฐกิจการค้าโลกต่อไป 

Visitors: 4,232,086