ผลการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการคลังเอเปค (APEC Senior Finance Officials’ Meeting: APEC SFOM) วันที่ 22 มิถุนายน 2565 ณ โรงแรมอวานี ขอนแก่น โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จังหวัดขอนแก่น

นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงว่า ในระหว่างวันที่ 22 – 23 มิถุนายน 2565 กระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการคลังเอเปค (APEC Senior Finance Officials’ Meeting: APEC SFOM) ณ จังหวัดขอนแก่น โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็นประธานการประชุม และมีผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย สมาชิกเขตเศรษฐกิจเอเปคและองค์การระหว่างประเทศ อาทิ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group: WBG) ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) และหน่วยงานสนับสนุนนโยบายของเอเปค (APEC Policy Support Unit: APEC PSU) เพื่อร่วมหารือในประเด็นด้านเศรษฐกิจ และประเด็นการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Finance) รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อมุ่งสู่การเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล (Digitalization for Digital Economy) ภายใต้แนวคิด “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล มุ่งสู่การเงินการคลังยั่งยืน” โดยในวันที่ 22 มิถุนายน 2565 เป็นการประชุมเพื่อหารือประเด็นด้านเศรษฐกิจและการเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งมีสาระสำคัญของผลการประชุมสรุปได้ ดังนี้

 

1. ผลการหารือประเด็นด้านเศรษฐกิจ ที่ประชุมได้หารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นด้านเศรษฐกิจ โดยผู้แทนจาก IMF ได้รายงานการคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปี 2565 ว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 3.6 ต่อปี ซึ่งชะลอลงจากปีก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ 6.1 ต่อปี ในส่วนของภาพรวมเศรษฐกิจของสมาชิกเขตเศรษฐกิจเอเปคในปี 2565 คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 3.3 ต่อปี ที่ชะลอลงจากปีก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ 5.9 ต่อปี จากปัจจัยเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่สูงขึ้น แนวโน้มนโยบายการเงินแบบเข้มงวด ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาห่วงโซ่อุปทานโลก อันเป็นผลกระทบต่อเนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ ผลการคาดการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับการวิเคราะห์ของ WBG ADB และ APEC PSU นอกจากนี้ ADB ได้ให้ข้อเสนอแนะว่าความร่วมมือของภูมิภาคเอเปคในด้านเศรษฐกิจจะช่วยส่งผลให้เศรษฐกิจของเอเปคสามารถฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน

ในการนี้ นายวโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะผู้แทนไทยได้นำเสนอสถานการณ์และทิศทางเศรษฐกิจไทย โดยคาดว่าในปี 2565 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ร้อยละ 3.0 - 3.5 ต่อปี โดยขยายตัวเร่งขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ 1.5 ต่อปี โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภายในประเทศที่ขยายตัว การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวจากการผ่อนคลายมาตรการการเดินทางเข้าประเทศไทย และนโยบายการคลังที่สนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งในด้านการบรรเทาผลกระทบด้านค่าครองชีพต่อกลุ่มเป้าหมาย การสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจชุมชน และการส่งเสริมการลงทุนในระดับประเทศและระดับภูมิภาค

 

2. ผลการหารือในประเด็นการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าของผลการสัมมนาเรื่อง การพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความยั่งยืนในตลาดทุน ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2565 ณ จังหวัดขอนแก่น โดยผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้รายงานสรุปประเด็นที่สำคัญด้านการเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในมุมมองของผู้กำหนดนโยบาย และการพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างความยั่งยืนในตลาดทุนนอกจากนี้ ADB และองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Cooperation and Development: OECD) ได้นำเสนอประสบการณ์ด้านการสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero Emission) ทั้งนี้ องค์กรระหว่างประเทศดังกล่าวได้มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืน อาทิ การจัดทำมาตรฐานในการรายงานความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Risks) และการพัฒนามาตรฐานและเกณฑ์การจัดหมวดหมู่ด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance Taxonomy) ที่สอดคล้องกับการดำเนินนโยบายของแต่ละสมาชิกเขตเศรษฐกิจ

ในการนี้ นายวโรทัยฯ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้กล่าวถึงการดำเนินงานของกระทรวงการคลังที่มุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยการสนับสนุนสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเป็นประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งกระทรวงการคลังได้จัดทำกรอบการพัฒนาด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน และได้มีการออกพันธบัตรเพื่อความยั่งยืน เพื่อเป็นช่องทางหนึ่งในการระดมทุนโครงการเพื่อเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบของวิกฤตโควิด-19 ด้วย ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้ดำเนินการออกพันธบัตรดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งบริหารจัดการให้ตลาดพันธบัตรมีสภาพคล่องที่เหมาะสม โดยปัจจุบันมีวงเงินคงค้างของพันธบัตรเพื่อความยั่งยืนรวม 2.12 แสนล้านบาท

 

ทั้งนี้ ในช่วงเย็นของวันที่ 22 มิถุนายน 2565 ที่ประชุมจะมีการหารือในประเด็นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อมุ่งสู่การเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล อาทิ การนำนวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการดำเนินนโยบายการคลัง ทั้งในส่วนการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการพัฒนาประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ การพัฒนาการเชื่อมโยงการชำระเงินในกลุ่มเขตเศรษฐกิจเอเปค และการสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านช่องทางการระดมทุนดิจิทัล

 

การประชุม APEC SFOM ถือเป็นโอกาสอันดีที่สมาชิกเขตเศรษฐกิจเอเปคได้หารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมถึงรับทราบแนวโน้มสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ความคืบหน้าในการดำเนินการด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และแนวทางในการพัฒนาการดำเนินนโยบายที่เอื้อต่อการไปสู่เป้าหมายด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่เป็นรูปธรรม ทั้งนี้ การประชุม APEC SFOM จะดำเนินต่อไปในวันที่ 23 มิถุนายน 2565

Visitors: 4,432,366