มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์ Weekly Investment View May 17 –21, 2021 | Wealth Advisory by CIMB Thai Bank

ตลาดหุ้นไทย

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยปิดที่ระดับ 1,549.48 จุด ซึ่งได้รับแรงกดดันจากจำนวนผู้ติดโรคโควิด-19 ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง แตะระดับมากกว่า 2,000 ราย อีกทั้งยังพบคลัสเตอร์แหล่งใหม่อย่างต่อเนื่อง เช่น ในเรือนจำหญิงหรือโรงแรมที่เชียงใหม่ ทั้งนี้ตลาดหุ้นไทยยังคงได้รับปัจจัยกดดันจากการถูกปรับลดน้ำหนักการลงทุนจากการปรับพอร์ตการลงทุนของ MSCI ลง สู่ระดับ 1.73% จากเดิมที่ระดับ 1.83% ซึ่งคิดเป็นมูลค่าราว 1.05 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาหุ้นในกลุ่มการเงินยังได้มีการปรับตัวลดลงจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือ 10 - 11% เพื่อเยียวยาช่วยเหลือลูกค้า ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวลดลง ดังนั้นตลาดหุ้นไทยยังได้รับแรงกดดันอยู่ค่อนข้างมาก ประกอบกับปัจจัยหนุนที่ยังคงค่อนข้างจำกัดและยังไม่มีปัจจัยหนุนใหม่ ๆ รวมไปถึงนักลงทุนต่างชาติที่ยังมีแรงขายสุทธิอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้นักลงทุนที่สนใจลงทุนในตลาดดังกล่าวอาจชะลอการลงทุนหรือปรับลดสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นไทยออกไปก่อน รวมทั้งยังต้องจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

 

ตลาดหุ้นต่างประเทศ

ตลาดหุ้นโดยรวมปรับตัวลดลงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จากความกังวลของการปรับตัวเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 4.2% YoY เทียบกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 3.6% สูงสุดในรอบกว่า 12 ปี รวมถึงตัวเลขผู้ขอสวัสดิการการว่างงานลดลงเหลือ 473,000 ตำแหน่งต่ำสุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้เกิดความกังวลต่อมุมมองการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเงินที่อาจจะเปลี่ยนทิศทางกลับมาเข้มงวดมากขึ้นในระยะเวลาอันใกล้ ส่งผลให้หุ้นกลุ่มเติบโตโดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีโดนแรงเทขายทำกำไรลงมากดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ ขณะที่ทางฝั่งยุโรปถึงแม้จะมีการออกมาปรับประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจที่ดีขึ้นสู่ระดับ 4.3% ในปีนี้แต่ตลาดถูกแรงกดดันจากแรงเทขายของทางฝั่งสหรัฐฯ ส่วนทางฝั่งเอเชียปรับตัวแบบผสมจากจำนวนผู้ติดเชื้อที่เริ่มผ่อนคลายลง ส่งผลเชิงบวกต่อตลาด แนะนำทยอยสะสมในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่และหุ้นกลุ่มวัฏจักรที่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

 

 

Executive Summary

ตลาดตราสารหนี้

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ผลตอนแทบพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุคงเหลือ 10 ปี มีการปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1.626 % ซึ่งในระหว่างสัปดาห์ ผลตอบแทนพันธบัตรมีการปรับตัวขึ้นแตะระดับ 1.700% หลังกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวขึ้นสูงกว่าที่คาดการณ์ และสูงกว่ากรอบบนที่ตั้งไว้ค่อนข้างมาก อย่างไรก็ดี ทาง FED ยังคงออกมาให้ความเชื่อมั่นว่าจะยังคงดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายต่อไปจนกว่าด้านตลาดแรงงานจะมีการฟื้นตัวที่ชัดเจนมากขึ้น ในด้านผลตอบแทนของพันธบัตรยุโรป มีการปรับตัวขึ้นสอดคล้องกับทางสหรัฐฯ โดยได้รับแรงกดดันจากความกังวลต่อทางธนาคารกลางยุโรปที่อาจมีการชะลอการซื้อคืนพันธบัตรลง สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำยังคงแนะนำรักษาสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้เพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนและสร้างผลตอบแทนที่มั่นคง โดยแนะนำลงทุนในหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับ Investment Grade เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ที่ต่ำ

ตลาดสินทรัพย์ทางเลือก

สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือน มิ.ย. ปิดที่ 1,838.1 ดอลลาร์ สรอ./ออนซ์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.37% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน โดยระหว่างสัปดาห์ ราคาทองคำมีการปรับตัวลดลง เนื่องจากนักลงทุนวิตกว่าตัวเลขเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นเกินคาดจะกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้ นอกจากนี้ ราคาทองคำยังถูกกดดันจากการดีดตัวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ช่วงท้ายสัปดาห์ราคาทองคำสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ หลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยยอดค้าปลีกออกมาอ่อนแอเกินคาด สำหรับนักลงทุนระยะยาว แนะนำให้ทยอยสะสม 3-5% ของพอร์ตการลงทุน เพื่อกระจายความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ตการลงทุน

 

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือน มิ.ย. ปิดที่ 65.37 ดอลลาร์ สรอ./บาร์เรล ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.72% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน โดยระหว่างสัปดาห์ ราคาน้ำมันมีการปรับตัวลดลงเนื่องจากท่อส่งน้ำมันของบริษัท โคโลเนียล ไปป์ไลน์ เริ่มกลับมาดำเนินการอีกครั้งหลังจากถูกโจมตีทางไซเบอร์และการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อาจส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้น้ำมันในอินเดีย อย่างไรก็ตาม ช่วงท้ายสัปดาห์ราคาน้ำมันสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ หลัง IEA เปิดเผยรายงานล่าสุดเมื่อวันพุธที่ผ่านมาคาดว่า อุปสงค์น้ำมันดิบในตลาดโลกจะเพิ่มขึ้น 5.4 ล้านบาร์เรล/วัน ในปีนี้ แนะนำให้คงสัดส่วน โดยคาดว่าอุปสงค์น้ำมันมีแนวโน้มฟื้นตัวแข็งแกร่งขึ้นอีกในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

 

สัปดาห์ที่ผ่านมา Bond Yield ทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นสอดคล้องกัน จากการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่ออกมาสูงกว่าที่คาดการณ์และสูงสุดในรอบกว่า 13 ปี สาเหตุจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ รวมถึง Low Base Effect ส่งผลให้นักลงทุนเกิดความกังวลที่ FED อาจใช้นโยบายทางการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นรวมถึงอาจเห็นการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่าที่คาดการณ์ ด้าน REIT Yield ปรับตัวเพิ่มขึ้นสอดคล้องกันทั่วโลก จากการปรับฐานของตลาดการเงินทั่วโลก อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจาก Yield Spread พบว่า REIT ทั่วโลกค่อนข้างมีมูลค่าที่แพงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี แนะนำคงสัดส่วนการลงทุน

Asset Allocation

การจัดสรรสินทรัพย์ลงทุนและกองทุนที่แนะนำในสัปดาห์นี้

ตลาดหลักทรัพย์ในสัปดาห์ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลงจากความกังวลเกี่ยวกับนโยบายการเงินที่อาจลดความผ่อนคลายลงเร็วกว่าคาด หลังจากอัตราเงินเฟ้อเดือน เม.ย. ของสหรัฐฯ เร่งตัวสูงขึ้นสูงสุดนับแต่วิกฤติเศรษฐกิจในปี 2008 และคาดว่าจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงในช่วงหลายเดือนต่อจากนี้ แม้ว่าการเร่งตัวขึ้นจะเกิดจากเรื่องของราคาเชื้อเพลิง ราคาค่าเช่ารถ การเดินทางทางอากาศและราคาอาหารบางกลุ่ม ซึ่งไม่น่าจะกดดันเศรษฐกิจในระยะยาว แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดความไม่แน่นอนและสร้างความกังวล ทำให้มีแรงเทขายหุ้นออกมาทั้งในส่วนของหุ้นเติบโตและหุ้นวัฏจักร รวมถึงในส่วนของหุ้นประเทศพัฒนาและฝั่งเอเชียด้วย นอกจากนี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ก็ยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยผลสำรวจเดือน พ.ค. ของ Bloomberg จากนักเศรษฐศาสตร์คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโต 6.6% ในปี 2564 เทียบกับการสำรวจเดือนก่อนหน้าที่คาดว่าจะขยายตัวเพียง 6.2%

 

เราเชื่อว่าตลาดน่าจะกลับเข้าสู่ช่วงที่ผันผวนอีกครั้งหลังจากผ่านพ้นช่วงของแรงกระตุ้นจากนโยบายขาดดุลและการประกาศงบไตรมาสแรก ปี 2564 ในขณะที่ความเสี่ยงสูงขึ้นจากเรื่องของการคาดการณ์เงินเฟ้อ ความกังวลเกี่ยวกับช่วงเปลี่ยนผ่านนโยบายการเงิน และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในระยะต่อไปตามวัฏจักรและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เสริมด้วยแรงกดดันเกี่ยวกับการปรับสัดส่วนพอร์ตฟอลิโอจากหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต ไปยังหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการกลับเข้าสู่ภาวะปกติของนักลงทุนต่าง ๆ ทำให้กลยุทธ์การลงทุนที่น่าสนใจยังเป็นการเน้นเลือกกองทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงที่ดีในกองทุนและไม่ลงทุนแบบกระจุกตัวมากจนเกินไป โดยเรายังชอบหุ้นเติบโตที่เรามองว่าหลังจากราคาได้ปรับตัวลดลงมาจากช่วงก่อนหน้า และตลาดอาจจะยังมีแนวโน้มผันผวน แต่ก็นับเป็นโอกาสที่ดีในการสะสมกองทุนสำหรับช่วงถัดไป เนื่องจากภาพรวมของเศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวต่อเนื่อง ผลประกอบการที่น่าจะดีต่อเนื่องสะท้อนจากใน

ไตรมาสแรก และโอกาสที่นโยบายการเงินจะลดความผ่อนคลายลงจนส่งผลกระทบต่อตลาดอย่างรุนแรงก็ยังมีโอกาสน้อย 

 

เรายังแนะนำ Overweight กองทุนหุ้น Global 2 กองทุนได้แก่ กองทุนเปิดพรินซิเพิล โกลบอล ออพพอร์ทูนิตี้ (Principal GOPP-A) และ กองทุนเปิดทหารไทย Global Quality Growth (TMBGQG) ในขณะที่กองทุนเปิดเคแทม ยูโรเปียน อิควิตี้ ฟันด์ (KT-EURO) ยังคงมีความน่าสนใจสำหรับกระจายความเสี่ยงของพอร์ตฟอลิโอบางส่วนออกจากสหรัฐฯ ทั้งนี้ฝั่งเอเชียอย่างกองทุนเปิดพรินซิเพิล เวียดนาม อิควิตี้ (Principal VNEQ) ก็ยังมีแนวโน้มทำได้ดีต่อเนื่อง

สัปดาห์นี้จับตามองตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ ๆ เช่น การประกาศ GDP ของยุโรปและญี่ปุ่น ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Production) ของจีน และดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อภาคการผลิต (PMI Manufacturing) ของสหรัฐฯ เรื่องของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ยังมีอยู่ในหลาย ๆ ประเทศ การสู้รบระหว่างอิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธฮามาสที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

 

Visitors: 2,845,439