แคนนอนพัฒนาสู่อีกขั้นเทคโนโลยีของกล้องมิเรอร์เลส Canon EOS R7 และ EOS R10 เซนเซอร์ APS- C พร้อมเลนส์ระบบ RF-S รุ่นใหม่ กล้องมิเรอร์เลสขนาดเล็กและเบาลงแต่ประสิทธิภาพเยี่ยมเกินตัว มาพร้อมเลนส์คิท 2 รุ่นใหม่ ที่ผสานคุณภาพรูปถ่ายขั้นสูงและฟังก์ชั่นการใช้งานขั

กรุงเทพฯ 27 พฤษภาคม 2565 – แคนนอน (Canon) ประกาศเปิดตัว Canon EOS R7และ Canon EOS R10 กล้อง มิเรอร์เลส สองรุ่นแรกในระบบ EOS R ที่มาพร้อมเซนเซอร์รับภาพ APS-C ซึ่งถูกออกแบบเพื่อผู้ใช้งานที่ต้องการกล้องถ่ายรูปที่ทำงานได้อย่างรวดเร็วสำหรับบันทึกภาพวัตถุที่มีการเคลื่อนไหว เช่น การแข่งขันกีฬา นก และภาพสัตว์ป่า โดยกล้องรุ่น Canon EOS R7 มอบประสิทธิภาพสูงด้วยความละเอียดภาพ 32.5 ล้านพิกเซล พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหวในตัวกล้อง (In-Body Image Stabilization) มั่นใจในการออกภาคสนามด้วยการซีลป้องกันฝุ่นและละอองน้ำ และช่องใส่การ์ด SD แบบ 2 สลอต  ส่วนกล้องรุ่น Canon EOS R10 มาพร้อมแฟลชภายในรูปทรงเล็กกระทัดรัด ออกแบบมาเพื่อการถ่ายภาพในชีวิตประจำวันทั่วไป นอกจากนี้แคนนอนยังเปิดตัวเลนส์ใหม่พร้อมกันอีก 2 รุ่น ได้แก่ RF-S 18-45MM F/4.5-6.3 IS STM และ RF-S 18-150MM F/3.5-6.3 IS STMเพื่อเติมเต็มประสิทธิภาพความคล่องตัวให้กับกล้องทั้งสองรุ่นนี้

“แคนนอนมีการขยายการผลิตสินค้าในระบบ EOS R มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่มีการเปิดตัวในปี พ.ศ 2561 จนถึงปัจจุบันมีกลุ่มผลิตภัณฑ์กล้องถ่ายรูปในระบบ EOS R กว่า 7 รุ่น และเลนส์ในระบบ RF มากกว่า 20 รุ่น และยังมีเลนส์ในระบบ EF และ EF-S มากกว่า 70 รุ่นที่สามารถใช้ร่วมกันได้โดยผ่าน Mount adapterEF-EOS R ทั้งกล้องรุ่น Canon EOS R7, Canon EOS R10 และเลนส์คิทCanon RF-S รุ่นใหม่ จึงตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานที่แตกต่างกันได้อย่างครอบคลุม ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสัมผัสกับประสิทธิภาพของระบบ EOS R ได้มากยิ่งขึ้น” นางสาวเนตรนรินทร์ จันทร์จรัสสุข ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด กลุ่มผลิตภัณฑ์อิมเมจคอมมูนิเคชั่น (กล้อง) บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าว

สืบทอดเทคโนโลยีออโต้โฟกัสจาก Canon EOS R3

ด้วยเทคโนโลยีการประมวลผลภาพ DIGIC X อันทรงประสิทธิภาพ ทั้ง Canon EOS R7 และ EOS R10 จึงเป็นกล้องรุ่นแรกที่สืบทอดระบบออโต้โฟกัสแบบใหม่ที่เปิดตัวครั้งแรกในกล้อง CanonEOS R3 ด้วยเทคโนโลยีการตรวจจับวัตถุที่เกิดจากการเรียนรู้เชิงลึกของระบบEOS iTR AF X ซึ่งสามารถตรวจติดตามวัตถุได้อย่างเหนียวแน่นทั่วทั้งบริเวณกรอบพื้นที่รับภาพแม้ว่าจะไม่ได้ใช้งานโหมดออโต้โฟกัสแบบ AFarea อยู่ก็ตามเชื่อมั่นได้ว่าระบบออโต้โฟกัสตอบสนองฉับไวในขณะถ่ายภาพเคลื่อนไหว

ถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็วสูงกับ RAW Burst Mode

Canon EOS R7 และ EOS R10 สามารถถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็วสูงได้ถึง 15 เฟรมต่อวินาทีทั้งใน Mechanical Mode และElectronic First-curtain Shutter Mode พร้อมการตรวจจับ AF/AE ซึ่งถือว่ามีความเร็วสูงสุดไม่เพียงในกลุ่มกล้อง EOS APS-Cเท่านั้น แต่ยังรวมถึงในตระกูล EOS R Series[1] อีกด้วย โดยถือว่ามีความเร็วเทียบเคียงกับกล้องCanon EOS 1DX Mark III ซึ่งเป็นกล้อง DSLR ระดับเรือธงของแคนนอนที่สามารถถ่ายภาพต่อเนื่องได้ที่ 16 เฟรมต่อวินาทีเมื่อใช้ช่องมองภาพออปติคอล

ในโหมดอิเล็กทรอนิกส์ ชัตเตอร์ กล้องรุ่น Canon EOS R7 สามารถถ่ายภาพที่ความละเอียด 32.5 ล้านพิกเซลได้ต่อเนื่องสูงสุด 30 เฟรมต่อวินาที ส่วนรุ่น Canon EOS R10 ถ่ายภาพต่อเนื่องที่ความละเอียด 24.2 ล้านพิกเซลได้สูงสุด 23 เฟรมต่อวินาที[2]

กล้องทั้งสองรุ่นยังมีฟีเจอร์ RAW Burst Mode ซึ่งสามารถบันทึกภาพความละเอียดแบบไฟล์ RAW สูงสุด 30 เฟรมต่อวินาที โหมดนี้ยังรองรับการถ่ายภาพล่วงหน้า (Pre-shooting) โดยจะเริ่มบันทึกภาพ 0.5 วินาทีก่อนการลั่นชัตเตอร์ ช่วยเก็บภาพในช่วงเวลาที่คุณไม่ทันคาดคิดได้อย่างทันท่วงที

พัฒนาใหม่ APS-C CMOS เซนเซอร์ และชิปประมวลผลภาพ DIGIC X

Canon EOS R7 และ EOS R10 ใช้เซนเซอร์รับภาพที่ถูกพัฒนาใหม่ในแบบ APS-C CMOS ที่ให้ภาพความละเอียด 32.5 และ 24.2 ล้านพิกเซลตามลำดับ เมื่อทำงานผสานกับชิปประมวลผลภาพ DIGIC X ทำให้ได้คุณภาพภาพถ่ายและความละเอียดของภาพที่เหนือระดับ โดยความความละเอียดภาพของ CanonEOS R7 ยังเหนือกว่ากล้อง Canon EOS 90D และ Canon EOS M6 Mark II แม้จะมีความละเอียดภาพในเมกะพิเซลที่เท่ากันก็ตาม ในขณะที่ Canon EOS R10 จะเทียบเท่ากับกล้องทั้งสองรุ่นดังกล่าว ดังนั้นไม่ว่าจะรายละเอียดของเส้นผมดุจใยไหม ผิวสัมผัสของเนื้อผ้า หรือรายละเอียดอันประณีตต่าง ๆ ก็สามารถเก็บภาพได้อย่างเที่ยงตรงและคมชัด

ระบบการป้องกันภาพสั่นไหว (Image Stabilization)

Canon EOS R7 คือกล้อง EOS APS-C รุ่นแรกที่ใช้กลไกป้องกันการสั่นไหวในตัวกล้องแบบ Sensor-shift 5 แกน สามารถลดการสั่นไหวของภาพได้สูงสุด 8 สตอป[3]ทั้งในการบันทึกวิดีโอและถ่ายภาพนิ่ง โดยทั้ง Canon EOS R7 และ EOS R10 ยังมีฟีเจอร์ Movie Digital IS ซึ่งเป็นการป้องกันการสั่นไหวแบบ 5 แกน เพื่อให้การบันทึกวิดีโอราบเรียบไม่สั่นไหวแม้จะใช้ร่วมกับเลนส์ที่ไม่มีระบบกันสั่นแบบออปติคอลในตัวเลนส์

คุณภาพงานวิดีโอขั้นสุด

เอาใจสายคอนเทนต์ครีเอเตอร์ด้านงานวิดีโอ กล้อง CanonEOS R7 สามารถบันทึกวิดีโอความละเอียดระดับ 4K UHD สูงถึง 30P บน 7K Oversampling ในโหมด 4K UHD Fine แบบใหม่ ทั้งยังสามารถบันทึกวิดีโอแบบไม่ครอปบนได้ที่ความละเอียด 4K 60P ได้ใน 4K UHD Standard Mode นอกจากนี้ ยังเป็นกล้องEOS APS-C รุ่นแรกที่รองรับLog 3 gamma ซึ่งเหมาะสำหรับการปรับแต่งสีและงานผลิตวิดีโอแบบ HDR

 ส่วน Canon EOS R10 สามารถถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงระดับ 4K UHD Fine 30p บน 6K Oversampling โดยทั้งสองรุ่นสามารถถ่ายวิดีโอ 4K HDR PQ ได้อีกด้วย

เอ็ฟเฟ็กต์เทเลโฟโต้แบบบิลต์อิน: การถ่ายภาพระยะไกลแบบเต็มความละเอียด

จุดแข็งของกล้องเซนเซอร์ APS-C คือการมีเอ็ฟเฟ็กต์ระยะเทเลโฟโต้มาให้ในตัว เสมือนมีอุปกรณ์ต่อขยายทางยาวโฟกัสเลนส์ในตัว ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ใช้งานที่มักใช้กล้องในการถ่ายภาพสัตว์ป่า นก และวัตถุอื่น ๆ ที่ต้องการความยาวโฟกัสมากขึ้น โดยค่าขอบเขตการมองเห็นจะถูกซูมเข้าโดยอัตโนมัติประมาณ 1.6 เท่าของทางยาวโฟกัสที่ระบุไว้บนชุดเลนส์ ซึ่งแตกต่างจากการใช้วิธีครอปภาพที่ระยะ 1.6 บนกล้องEOS R แบบฟูลเฟรม เพราะจะไม่ลดความละเอียดของภาพบนเซนเซอร์รับภาพ

เมื่อถ่ายวิดีโอด้วย Canon EOS R7 สามารถใช้งานฟังก์ชั่นการครอป 1.6x APS-C ร่วมกับ 4K UHD Crop Mode เพื่อให้ได้เอ็ฟเฟ็กต์เทเลโฟโต้ที่มากขึ้นที่ 1.8 เท่าของทางยาวโฟกัส

พกพาง่าย ราคาสบายกระเป๋า

เซนเซอร์รับภาพ APS-C มีขนาดประมาณ 40% บนเซนเซอร์รับภาพ แบบฟูลเฟรมขนาด 35 มม.  ทำให้สามารถออกแบบบอดี้กล้องและระบบเลนส์ให้มีขนาดเล็กลง น้ำหนักเบา พกพาง่าย จับถือได้ถนัดมือ และในราคาที่หลายท่านเป็นเจ้าของได้

ด้วยการเลือกใช้วัสดุและการออกแบบโครงสร้างที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้แคนนอนสามารถลดน้ำหนักกล้องได้มากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับกล้อง DSLR ทั่วไป การปรับปรุงด้านการลดน้ำหนักยังเห็นได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อใช้งานร่วมกับเลนส์คิทRF-S รุ่นใหม่ ซึ่งทำให้ลดน้ำหนักโดยรวมได้มากถึง 24%

Canon EOS R7: น้ำหนัก 612 กรัม(โดยประมาณ)

Canon EOS R7 และRF-S 18-150MM F/3.5-6.3 IS STM: น้ำหนัก 922กรัม (โดยประมาณ)

Canon EOS 90D: น้ำหนัก 701 กรัม (โดยประมาณ)

Canon EOS 90D และEF-S18-135mm f/3.5-5.6 IS USM: น้ำหนัก 1,216กรัม (โดยประมาณ)

(น้ำหนักลดลงประมาณ 12%)

(น้ำหนักน้อยลงประมาณ 24%)

Canon EOS R10: น้ำหนัก 429 กรัม (โดยประมาณ)

Canon EOS R10 และRF-S 18-45MM F/4.5-6.3 IS STM: น้ำหนัก559 กรัม (โดยประมาณ)

Canon EOS 850D: น้ำหนัก 515กรัม (โดยประมาณ)

Canon EOS 850D และEF-S18-55mm f/4-5.6 IS STM: น้ำหนัก 730กรัม (โดยประมาณ)

(น้ำหนักลดลงประมาณ 17%)

(น้ำหนักลดลงประมาณ24%)  

ช่องเสียบแฟลชมัลติฟังก์ชั่นรุ่นใหม่

กล้องCanon EOS R7 และ EOS R10 ได้รับการติดตั้งช่องเสียบแฟลชมัลติฟังก์ชั่นรุ่นใหม่แบบเดียวกับCanonEOS R3 ที่รองรับการสื่อสารความเร็วสูงและการต่อสายaudio input ช่วยเพิ่มขอบเขตการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์เสริมที่หลากหลาย เช่น แฟลช Speedlites  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันฝุ่นละอองและความชื้นของช่องเสียบแฟลชมัลติฟังก์ชั่นแนะนำให้ใช้ร่วมกับอุปกรณ์เสริม SHOE COVER  (จำหน่ายแยก)

ปลดล็อคทุกข้อจำกัดของการใช้งานร่วมกับเลนส์ RF และ EF/EF-S

นอกจากเลนส์ RF-S ที่พัฒนามาเพื่อใช้กับกล้องCanon EOS R7 และ EOS R10 กล้องทั้งสองรุ่น ยังสามารถใช้งานร่วมกับเลนส์ RF ของกล้องมิเรอร์เลสฟูลเฟรม และใช้ได้กับเลนส์ EF และ EF-S ผ่าน Mount adapterEF-EOS R เมื่อใช้งานร่วมกับเลนส์ของกล้องฟูลเฟรม เอ็ฟเฟ็กต์เทเลโฟโต้ 1.6 เท่าก็จะเปิดการทำงานโดยอัตโนมัติ และนอกจากนี้กล้องทั้งสองรุ่นไม่สามารถใช้งานร่วมกับเลนส์ EF-M ได้

ฟีเจอร์ใหม่เพื่อระเบิดพลังแห่งการสร้างสรรค์

Canon EOS R7 และ EOS R10 มาพร้อมฟีเจอร์ใหม่และการปรับปรุงประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น เพื่อทำให้ขั้นตอนการทำงานราบรื่นและเอื้อต่อการแสดงความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งมีทั้งฟีเจอร์Panorama Shot, SCN mode แบบใหม่ และPanning SCN mode ที่ปรับปรุงประสิทธิภาพด้วยระบบป้องกันการสั่นไหวภาพที่ดียิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสให้ได้การแพนภาพที่สวยงาม นอกจากนี้ Depth Compositing mode ที่ติดตั้งมาในตัวกล้องยังช่วยรวมภาพที่ถ่ายคร่อมระยะโฟกัส (focus bracketed images) เพื่อให้ได้ภาพที่มีโฟกัสชัดเจนตั้งแต่ส่วนหน้าไปจนถึงส่วนหลังของภาพ กล้องCanon EOS R7 ยังมีฟังก์ชั่นการปรับระดับอัตโนมัติแบบใหม่ที่จะตรวจจับและหมุนเซนเซอร์รับภาพให้โดยอัตโนมัติเพื่อปรับภาพที่เอียงให้ตั้งตรงทั้งในการถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอ ช่วยประหยัดเวลาและแรงของผู้ใช้ในการปรับกล้องให้ตั้งตรงในขณะถ่าย

กล้องทั้งสองรุ่นยังเพิ่มประสิทธิภาพการปรับอุณหภูมิสีที่แม่นยำมากขึ้น ด้วยอัลกอริทึมอุณหภูมิสีออโต้รูปแบบใหม่ซึ่งพัฒนาด้วยเทคโนโลยีการเรียนรู้เชิงลึกของระบบ

เลนส์ระบบ RF-S ครั้งแรกของแคนนอน: Canon RF-S 18-45mm F/4.5-6.3 IS STM และ RF-S 18-150mm F/3.5-6.3 IS STM

นอกจากการเปิดตัว Canon EOS R7 และ EOS R10 แคนนอนยังนำเสนอเลนส์คิทรุ่น Canon RF-S 18-45mm F/4.5-6.3 IS STM และ RF-S 18-150mm F/3.5-6.3 IS STM เพื่อให้เป็นเลนส์ชุดแรกสำหรับผู้ใช้มือใหม่ของระบบEOS R ด้วยการลดขนาดและน้ำหนักจากการใช้เซนเซอร์รับภาพ APS-C ที่เล็กลง ทำให้ทั้งสองรุ่นมีขนาดและน้ำหนักกล้องแทบจะเท่ากัน ซึ่งพกพาง่ายเหมือนกับรุ่นEF-M แต่มอบประโยชน์จากเมาท์แบบ RF ที่มีขนาดใหญ่กว่า

เลนส์ CanonRF-S 18-45mm F/4.5-6.3 IS STM เป็นเลนส์ซูมมาตรฐานที่มีทางยาวโฟกัสเทียบเท่าระยะ 29-72มม. บนรูปแบบฟูลเฟรม มอบมุมมองกว้างให้กับการถ่ายเทเลโฟโต้ระดับกลาง เหมาะสำหรับการเก็บภาพประทับใจในชีวิตประจำวัน กระบอกเลนส์ยาวประมาณ 44.3 มม. และน้ำหนักประมาณ 130 กรัม ทำให้มีขนาดเท่ากับเลนส์ CanonEF-M15-45mm f/3.5-6.3 IS STM

สำหรับเลนส์ Canon RF-S 18-150mm F/3.5-6.3 IS STM เป็นเลนส์ซูเปอร์ซูมที่ครอบคลุมทางยาวโฟกัสเทียบเท่าระยะ 29-240 มม. บนรูปแบบฟูลเฟรม เป็นเลนส์เพื่อการเดินทางแบบอเนกประสงค์ ให้การถ่ายภาพได้ในระยะไกล นอกจากการเก็บภาพในชีวิตประจำวัน จึงยังเหมาะกับการเก็บภาพทิวทัศน์ระยะไกล เกมกีฬา นก และภาพสัตว์ป่า โดยกระบอกเลนส์มีน้ำหนักประมาณ 310 กรัม และความยาวประมาณ 84.5 มม. เท่ากับเลนส์Canon EF-M18-150mm f/3.5-6.3 IS STM

นอกจากนี้เลนส์ CanonRF-S ยังสามารถใช้งานร่วมกับกล้องระบบ EOS R มิเรอร์เลสฟูลเฟรมได้โดยตรงแต่จะเปิดการครอป 1.6 เท่าโดยอัตโนมัติ

[1]ในบรรดากล้องตระกูล EOSR ณ วันที่ 23 พฤษภาคม 2565

[2]ขึ้นอยู่กับลักษณะของวัตถุหรือสภาวะการถ่ายภาพ อาจเกิดการบิดเบี้ยวของภาพชัตเตอร์ได้

[3]เมื่อติดเลนส์ RF24-105mm f/4 L IS USM (f = 105 มม., ทิศทางการเอียง/เอียง, เป็นไปตามมาตรฐาน CIPA)

Visitors: 4,232,089