สนธิรัตน์ นัดหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำแผนส่งเสริมธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ

“สนธิรัตน์”เตรียมนัดหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำแผนส่งเสริมธุรกิจดูแลผู้สูงอายุในไทย รองรับการเติบโตของสังคมผู้สูงอายุ หลังบินหารือกับผู้บริหารศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในญี่ปุ่นได้ไอเดียมาจัดทำแผนส่งเสริมการทำธุรกิจของไทย พร้อมสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมผู้ประกอบการที่มีอยู่ของไทยทั้งหมด ก่อนพัฒนาและเชื่อมโยงเครือข่ายการทำธุรกิจ เผยยังได้ดึงให้ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนทำธุรกิจในไทยด้วย

          นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการนำคณะของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเดินทางเยือนกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อหารือกับผู้บริหารศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ
ในญี่ปุ่นรวม 3 บริษัท เมื่อช่วงปลายปี 2561 ที่ผ่านมาว่า การหารือในครั้งนี้ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์สำหรับการพัฒนาธุรกิจดูแลผู้สูงอายุในไทย โดยกระทรวงพาณิชย์จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงแรงงาน รวมถึงผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง มาหารือถึงการทำแผนสนับสนุนธุรกิจบริการดูแลผู้สูงอายุในไทย ซึ่งหลังจากได้ข้อสรุปแล้วจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อผลักดันในเชิงนโยบายต่อไป

          ทั้งนี้ ยังได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและกรมพัฒนาธุรกิจการค้าไปรวบรวมผู้ประกอบการที่มีอยู่ทั้งหมด เพื่อประเมินดูว่าไทยมีธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการดูแลผู้สูงอายุมากน้อยแค่ไหน
มีธุรกิจอะไรบ้าง เพื่อที่จะได้จัดหมวดหมู่ให้ชัดเจน และทำการเชื่อมโยงและสร้างเครือข่ายในการทำธุรกิจระหว่างกัน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจสำหรับการรองรับสังคมผู้สูงอายุของไทยที่กำลังจะเกิดขึ้น  

          “มีข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติว่าไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) อย่างเต็มรูปแบบในปี 2564 โดยเมื่อพิจารณาจากจำนวนประชากรของไทยเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา พบว่ามีจำนวนประชากรทั้งสิ้น 67.6 ล้านคน เป็นชาย 33 ล้านคน หญิง 34.6 ล้านคน และมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวน 11.3 ล้านคน หรือร้อยละ 16.7 ของจำนวนประชากรทั้งหมด พร้อมทั้งคาดการณ์ว่า ในปี 2564 ประเทศไทยจะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป สัดส่วนสูงถึงร้อยละ 20 และในปี 2574 ประเทศไทยจะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงถึงร้อยละ 28 ขณะที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก ต่างก็กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเช่นเดียวกัน ซึ่งการพัฒนาธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ จึงเป็นแนวโน้มที่ไทยต้องทำ และกระทรวงฯ กำลังจะผลักดัน”นายสนธิรัตน์กล่าว

นายสนธิรัตน์กล่าวว่า สำหรับผลการหารือกับผู้บริหารศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในญี่ปุ่น ได้ชักชวนให้ผู้บริหารบริษัท Medical Care Service Company, Inc. ซึ่งดำเนินธุรกิจบ้านพักผู้สูงอายุ จำหน่ายและให้เช่าอุปกรณ์สำหรับผู้สูงอายุ รวมทั้งบริการด้านอาหารสำหรับบ้านพักผู้สูงอายุ ปัจจุบันมีสาขาทั่วญี่ปุ่นมากกว่า 300 แห่ง และขยายสาขาไปยังประเทศจีนและมาเลเซีย ให้พิจารณาขยายการลงทุนธุรกิจบ้านพักผู้สูงอายุมายังไทย

          ส่วนการหารือกับบริษัท RIEI Co., Ltd. ซึ่งเริ่มเข้าสู่ธุรกิจบริการดูแลผู้สูงอายุตั้งแต่ปี 2543 ปัจจุบันมีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุรวม 47 แห่ง  ในญี่ปุ่นและสาขาในต่างประเทศอีก 6 แห่ง ประกอบด้วยสาขาในจีน 5 แห่ง และสาขาในไทย 1 แห่ง ภายใต้ชื่อ “RIEI Nursing Home Ladprao” ตั้งอยู่บริเวณถนนลาดพร้าว เริ่มเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2559 ได้สอบถามถึงเหตุผลที่บริษัทเลือกขยายสาขามายังไทย พร้อมทั้งรับฟังปัญหาอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจบ้านพักผู้สูงอายุในไทยเพื่อที่รัฐบาลไทยจะให้ความช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วนต่อไป

          ขณะที่การหารือกับผู้บริหารบริษัท Friend Corporation ซึ่งดำเนินธุรกิจบ้านพักผู้สูงอายุรวม 9 แห่งในญี่ปุ่น ตั้งอยู่ที่กรุงโตเกียว 1 แห่ง โอซากา 6 แห่ง และฟูกุโอกะ 2 แห่ง ทราบว่า บริษัทได้จัดตั้งบริษัทในเครือชื่อบริษัท เบสท์ เอเชี่ยน เฟรนด์ จำกัด (Best Asian Friend Co., Ltd.) ที่จังหวัดเชียงใหม่เมื่อปี 2555 และเริ่มดำเนินธุรกิจบ้านพักผู้สูงอายุ ชื่อ "Vivo bene Village" ตั้งแต่ปี 2559 ล่าสุดเมื่อปีที่ผ่านมาได้เปิดร้าน GMC Zaitakukaigo (Home care) ซึ่งเป็นศูนย์บริการให้คำแนะนำ จำหน่ายอุปกรณ์และให้การดูแลผู้สูงอายุครบวงจรภายในบริเวณคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายเป็นชาวญี่ปุ่นที่พำนักอาศัยที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นระยะเวลานาน (Long Stay) และชาวต่างประเทศ รวมทั้งผู้สูงอายุชาวไทยที่สนใจเรื่องสุขภาพ และทราบว่าบริษัทยังมีแผนการขยายร้านที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์อีกด้วย ซึ่งได้ใช้โอกาสนี้ในการชักจูงให้เพิ่มการลงทุนในไทย เพราะไทยกำลังจะเร่งผลักดันนโยบายในเรื่องนี้อย่างจริงจัง

          ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือช่องทางสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169

Visitors: 982,014