พาณิชย์เดินหน้าขยายการค้ากับอินเดีย กางแผนเจาะตลาดปี 2562

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่ากระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญและพยายามผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยดำเนินธุรกิจในเอเชียใต้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอินเดียว่าเป็นตลาดที่มีประชากรจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มประชากรวัยทำงาน และกลุ่มที่มีรายได้ระดับกลางที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การขยายตัวของสังคมเมืองส่งผลให้มีความต้องการสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแหล่งทรัพยากรและวัตถุดิบที่อุดมสมบูรณ์ จึงเหมาะที่จะเป็นฐานการผลิตและแหล่งกระจายสินค้าไทย ปัจจุบันการค้าระหว่างไทยกับอินเดียในปี 2561 มีมูลค่ารวม 12,463.75
ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยส่งออกไปอินเดียคิดเป็นมูลค่า 7,600.32 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าจากอินเดียเป็นมูลค่า 4,863.43 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

แผนการเจาะตลาดในปี 2562 ของกระทรวงพาณิชย์เน้นผลักดัน SMEs และนักลงทุนขนาดกลางของไทยเข้าดำเนินธุรกิจในตลาดอินเดีย ผ่านการสร้างแบรนด์มุ่งเจาะรัฐที่มีศักยภาพ ใช้ประโยชน์จากหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ FTA/RCEP ผ่านกลยุทธ์ Demand Driven เน้นกลุ่มสินค้าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร อาทิ น้ำมันรำข้าว น้ำนมข้าว อาหารมังสวิรัติ (Vegan) โดยใช้ยุทธศาสตร์เจาะตลาดเมืองหลักเมืองรองที่มีศักยภาพ การแสวงหาช่องทางเข้าสู่ตลาดผ่านช่องทางสมัยใหม่ เช่น  Modern Trade และ Platform Online การสนับสนุนผู้ประกอบการไทยไปดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ ผ่านการเชื่อมโยง Connectivity ตอบสนองนโยบาย Look East ของรัฐบาลอินเดีย เป็นต้น

 

โดยจากการประชุมประเมินสถานการณ์การส่งออกไปตลาดอินเดีย เมื่อปลายปี 2561 กระทรวงพาณิชย์กำหนดเป้าหมายการขยายตัวการส่งออกในตลาดอินเดียที่ร้อยละ 8 ในปี 2562 คิดเป็นมูลค่า 8,208.35 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการค้าดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กำหนดดำเนินการแผนเจาะตลาดอินเดีย ซึ่งในปี 2562 จะเน้นขยายตลาดการค้าออนไลน์ให้มากขึ้น โดยเริ่มต้นจากการจัดกิจกรรม Sourcing Forum ที่ได้เชิญผู้แทนห้างค้าปลีกรายใหญ่จากอินเดีย อาทิ Reliance, Future Group และ PayTM ซึ่งเป็น On-line Platform รายสำคัญของอินเดียมาเจรจาเลือกซื้อสินค้าไทยในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลลาดพร้าว เพื่อนำไปจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและประชาสัมพันธ์สินค้าไทยตามสาขาของห้างฯ ทั่วอินเดีย รวมถึงบน On-line Platform จากนั้นจะมีการจัดงานแสดงสินค้า Top Thai Brands จำนวน 3 งาน คือ เมืองกัลกาตา (13-17 มี.ค. 62) เมืองมุมไบ (27-29 มิ.ย. 62) และเมืองเจนไน (2-4 ส.ค. 62) นอกจากนี้ ยังมีโครงการเจาะตลาดเจ็ดสาวน้อย เส้นทางกัลกาตา-สิริกุรี-นิวเดลี (12-18 พ.ค. 62)
ซึ่งเป็นการนำคณะผู้ประกอบการไทยไปเจรจาการค้าและสำรวจลู่ทางในการขยายสินค้า/บริการไทยสู่พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย

 

นอกจากนั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังกล่าวด้วยว่าโอกาสการขยายธุรกิจของไทยไปในอินเดียยังมีอยู่มาก โดยเฉพาะในสาขาธุรกิจก่อสร้าง บริการระบบสาธารณูปโภค บริการโรงแรมและสปา เทคโนโลยีการผลิตอาหารแปรรูป และบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากรัฐบาลอินเดียกำลังเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภค เพื่อรองรับนโยบาย Make in India และ Smart Cities
เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และให้อินเดียกลายเป็นฐานการผลิตหลักของโลก ปัจจุบันมีบริษัทไทยเข้าไปลงทุนในอินเดียแล้ว อาทิ  ซีพี
, อิตาเลียนไทย, ศรีไทยซุปเปอร์แวร์, ไทยซัมมิท, เดลต้า, เอสซีจี เทรดดิ้ง, ดัชมิลล์, แอ็ลไลด์ เม็ททัลส์, วีรับเบอร์ และ ไทยยูเนี่ยนกรุ๊ป เป็นต้น โดยล่าสุดบริษัทไทยที่เข้าลงทุนในอินเดีย คือ Universal Bio Pack เน้นการขยายธุรกิจแฟรนไชส์และนวัตกรรม การสร้างโรงงานบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยใช้เทคโนโลยีและ R&D ที่บริษัทมีอยู่รวมกับวัตถุดิบเหลือใช้ในพื้นที่เพื่อนำมาผลิตบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในกลุ่มนักธุรกิจอินเดีย เนื่องจากรัฐบาลอินเดียได้ใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หลายรัฐได้ออกประกาศให้งดใช้ถุงพลาสติก  ขณะเดียวกันยังส่งเสริมให้บริษัทอินเดียเข้ามาลงทุนในไทย สำหรับธุรกิจที่อินเดียต้องการลงทุนในไทย และเป็นประโยชน์ในการต่อยอดธุรกิจของไทย ได้แก่ ชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ มอเตอร์ไซด์ IT เคมี เครื่องมือแพทย์ รวมถึงบริการด้านการศึกษา ปัจจุบันบริษัทอินเดียที่เข้าลงทุนในไทย ได้แก่ Indo Rama, Aditya Birla, GP, Polyplex และ Tata

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้มุ่งเน้นการผลักดันความร่วมมือในลักษณะความเป็นหุ้นส่วน
ทางยุทธศาสตร์ (
Strategic Partnership) ระหว่างไทย-อินเดีย มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อันจะเป็นแรงผลักดันและขับเคลื่อนให้เกิดการเปิดโอกาสทางการค้าการลงทุนระหว่างกัน อีกทั้งยังเป็นช่องทางในการติดตามผลความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าการลงทุนที่จะเกิดขึ้น ตลอดจนช่วยเปิดทางให้ผู้ประกอบการไทยสามารถดำเนินธุรกิจในตลาดได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่การผลักดันและส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างกันให้ขยายตัวอย่างยั่งยืน

Visitors: 982,003