อยู่ในบ้านก็ต้องปลอดภัยจากฝุ่น PM2.5 รู้จักกับภัยเงียบที่กำลังคุกคามคนที่คุณรักโดยไม่รู้ตัว

เมื่อผู้คนในเมืองใหญ่จำเป็นต้องคุ้นเคยกับปัญหาวิกฤติฝุ่น PM2.5 ที่เกินค่ามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง และทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้เจ้าฝุ่นจิ๋วเหล่านี้จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่กลับส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและสุขภาพมากมายอย่างคาดไม่ถึง เกิดกระแสตื่นตัวและเฝ้าระวังให้ปลอดภัยจากฝุ่น หน้ากากป้องกันฝุ่นขายดีจนขาดตลาด หลายโรงเรียนประกาศปิดการเรียนการสอนชั่วคราว และออฟฟิศบางแห่งประกาศให้พนักงานสามารถทำงานจากที่บ้านได้เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสมลพิษเหล่านี้

เมื่อเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วเราควรทำอย่างไรถึงจะเข้าใจและปลอดภัยจากฝุ่นจิ๋ว PM2.5 กันล่ะ?

 

 ฝุ่นจิ๋วแต่ผลกระทบไม่จิ๋ว

          เราอาจควบคุมปัญหาฝุ่นภายนอกบ้านไม่ได้ แต่เราสามารถดูแลการใช้ชีวิตในบ้านของเราให้ปลอดภัยจากฝุ่นได้ ศ.พญ.อรพรรณ โพชนุกูล หรือหมอแอน ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านโรคภูมิแพ้ โรคหืด และโรคระบบหายใจ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ มาบอกเล่าถึงผลกระทบของปัญหาดังกล่าวให้เข้าใจยิ่งขึ้น“สาเหตุที่ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เป็นอันตรายต่อร่างกายก็เพราะว่าเจ้าฝุ่นจิ๋วเหล่านี้มีขนาดเล็กกว่าเส้นผมเสียอีก เล็กจนระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่สามารถกรองได้ เมื่อไม่สามารถกรองได้ ฝุ่นเหล่านี้จึงเข้าสู่ร่างกายเราได้ง่ายเป็นพิเศษ ผ่านการหายใจเข้าไปสู่เส้นเลือด และสามารถแพร่กระจายไปสู่อวัยวะต่างๆ รวมถึงสมอง แถมยังเป็นพาหะนำสารอันตรายต่างๆ เช่น ปรอท โลหะหนัก แคดเมียม ฯลฯ เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งสารอันตรายเหล่านี้เองที่เป็นสาเหตุของโรคต่างๆ

          ปัญหาสุขภาพจากฝุ่น PM2.5 ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะระบบทางเดินหายใจของร่างกายเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อหลายระบบของร่างกาย โดยแบ่งออกเป็นระยะต้นกับระยะปลาย ระยะต้นคือมีอาการเฉียบพลันหรือภายใน 24 ชั่วโมงนับตั้งแต่สัมผัส โดยมีอาการตั้งแต่ทางเดินหายใจส่วนบน ได้แก่ จาม มีน้ำมูก คัดจมูก แสบคอ คันตา ไปจนถึงทางเดินหายใจส่วนล่าง ได้แก่ ไอ แน่นหน้าอก และหอบ หรือมีอาการทางผิวหนัง ได้แก่ คัน ผื่นขึ้น หน้าบวม

          ส่วนระยะปลาย คือมีอาการหลังจากสัมผัสฝุ่นละอองเป็นเวลาต่อเนื่องยาวนาน เกิน 5 ปีขึ้นไป โดยอาจนำไปสู่การเกิดโรคมะเร็งปอดได้ และยังส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย จากคนที่ไม่เคยเป็นโรคภูมิแพ้อาจกลายเป็นโรคภูมิแพ้ได้ในอนาคต

          และนี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์โรคแพ้อากาศในประเทศไทยยิ่งรุนแรงขึ้น จากการศึกษาพบว่า คนไทยป่วยเป็นโรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้เป็น “อันดับหนึ่งของเอเชีย” หรือคิดเป็น 46% ของประชากรทั้งประเทศ[1] โดยอาการโรคภูมิแพ้ที่พบในคนไทยมากที่สุด ได้แก่ คัดจมูก รองลงมาคือน้ำมูกไหล จาม และคัน ตามลำดับ ซึ่งกว่า 70% ของผู้ป่วยมีอาการทั้งทางจมูกและทางตา

          ไม่เพียงเท่านั้น เด็กเล็กที่ภูมิคุ้มกันร่างกายยังไม่แข็งแรงยิ่งเสี่ยงเป็นโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจมากกว่าผู้ใหญ่ โดยปัจจุบันเด็กในกรุงเทพมหานครป่วยเป็นโรคจมูกอักเสบถึง 43.6% รองลงมาคือโรคจมูกและเยื่อบุตาอักเสบ ผื่นผิวหนังเรื้อรัง โรคหืด และโรคหืดขั้นรุนแรง ตามลำดับ โดยส่วนมากมักพบผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจในกลุ่มเด็กช่วงอนุบาลจนถึงปฐมวัย[2]

          นอกจากนี้ โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจยังก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็น อาการแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ไข้หวัด หอบหืด ไซนัสอักเสบ เป็นต้น ตลอดจนปัญหาการนอนหลับไม่เพียงพอ อ้าปากหายใจ นอนกรน ไปจนถึงภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งส่งผลให้ไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรียนไม่รู้เรื่อง หรือทำงานได้ลดลง”

อยู่ในบ้านอย่างไรให้ปลอดภัยจากมลพิษ?

          การหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตกลางแจ้งในช่วงนี้เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการสัมผัสฝุ่น PM2.5 หรือสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งขณะออกไปข้างนอก หมอแอน แนะนำเพิ่มเติมว่า “ควรอยู่ในบ้านหรืออาคารที่มีเครื่องปรับอากาศ และปิดประตู หน้าต่างให้สนิทเพื่อไม่ให้อากาศภายนอกเข้ามา อีกทั้งควรใช้เครื่องกรองอากาศเพื่อปรับคุณภาพอากาศภายในบ้านให้ดียิ่งขึ้น ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ เพราะจริงๆ แล้วภายในห้องปิดที่อากาศไม่สามารถถ่ายเทหมุนเวียน ยังพบตัวการสำคัญอื่นๆ ที่กระตุ้นให้เกิดอาการภูมิแพ้ ไม่ว่าจะเป็น ไวรัส แบคทีเรีย สปอร์เชื้อรา ไรฝุ่น ขนและรังแคของสัตว์เลี้ยง เป็นต้น”

Visitors: 1,031,670