“สนธิรัตน์”เปิดรับฟังความเห็นต่างด้านพลังงานจาก NGOs แกนนำคปพ.ยื่นข้อเรียกร้องเร่งปรับโครงสร้างด้านพลังงาน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน“สนธิรัตน์”นำกระทรวงพลังงานสู่ยุคเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นจากทุกกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้านพลังงาน ล่าสุดเปิดเวทีหารือแกนนำเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงาน (คปพ.)เพื่อนำข้อคิดเห็นมาประกอบการพิจารณาปรับใช้ให้เหมาะสมกับการวางนโยบายด้านพลังงานต่อไป พร้อมเปิดกว้างให้กลุ่มเห็นต่างได้ร่วมเป็นที่ปรึกษาให้กับกระทรวงพลังงาน โดยบรรยากาศการหารือเป็นไปด้วยดีกลุ่มคปพ.เห็นดีด้วยกับนโยบายพลังงานเพื่อทุกคนเพื่อชุมชน

วันนี้ (21 ส.ค.62) นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดโอกาสให้แกนนำเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงาน (คปพ.) นำโดย นางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีต สว. นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล  อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักวิชาการด้านพลังงาน และนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเข้าพบ เพื่อแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายด้านพลังงานของประเทศ 

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในฐานะผู้กำหนดนโยบายพลังงาน ยินดีและพร้อมเปิดรับฟังทุกความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายพลังงานจากทุกๆ ฝ่ายอยู่แล้ว เพราะความเห็นต่างไม่จำเป็นต้องเป็นความขัดแย้งเสมอไป ซึ่งหากเป็นข้อคิดเห็นที่จะช่วยขับเคลื่อนให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ เป็นประโยชน์ต่อประชาชนคนไทยทุกคน และสอดรับกับนโยบายของรัฐบาล ก็พร้อมที่จะนำทุกข้อคิดเห็นมาประกอบการพิจารณาปรับใช้ให้เหมาะสม และเปิดกว้างให้กลุ่มได้มาร่วมเป็นที่ปรึกษาให้กับกระทรวงพลังงานด้วย

สำหรับการรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่ม คปพ.ในวันนี้ มีข้อเสนอแนะ 5 ประเด็น คือ 1. การจัดการผลประโยชน์ปลายน้ำ ราคาน้ำมัน ราคาก๊าซในประเทศ และผลกระทบต่อประชาชน 2. การจัดการผลประโยชน์ต้นน้ำระหว่างประเทศ กรณีพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา 3. การจัดการผลประโยชน์ต้นน้ำในประเทศ Production Sharing Contact 4. การแยกเป็น PTTOR แบ่งผลประโยชน์กระทรวงการคลังกับผู้ถือหุ้น และเลี่ยงกฎหมายรัฐวิสาหกิจ 5. การผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. 51% ไม่เป็นธรรม

-ประเด็นราคาขายปลีกพลังงาน คปพ.นำเสนอให้แก้ปัญหาที่โครงสร้างราคาแทนการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุน เพราะกองทุนน้ำมันฯก็นำเงินมาจากประชาชน สุดท้ายประชาชนเป็นผู้จ่ายแพงอยู่ดี โดยเสนอให้ลดต้นทุนที่เป็นค่าขนส่งเทียม โดยยกเลิกการกำหนดราคา ณ โรงกลั่น ซึ่งปัจจุบันอิงราคาสิงคโปร์บวกค่าขนส่งในการนำเข้า ซึ่งจะลดต้นทุนขนส่งได้ 50-60 สตางค์/ลิตร และปัจจุบันการกลั่นน้ำมันในไทยเกินความต้องการจนต้องส่งออกไป ควรลดกำลังการกลั่น ทบทวนบริหารผลประโยชน์ระหว่างโรงกลั่นกับประชาชน โรงกลั่นไม่ควรได้สิทธิประโยชน์มากเกินไป

-ราคาเอทานอล และไบโอดีเซล (B100) การส่งเสริมยิ่งทำให้ราคาปลายทางแพงขึ้น การอ้างอิงราคาเอทานอลของไทย ทำให้ราคาเอทานอลไทยแพงกว่าตลาดโลก ทำให้ต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันฯมาอุดหนุน ขณะที่ราคาเอทานอลไทยแพงกว่าบราซิล 70% แต่ผลประโยชน์ที่ได้รับตกกับผู้ประกอบการไม่ถึงมือเกษตรกร เสนอให้ ประชาชนสามารถผลิตและขาย B100 ได้โดยตรง ควรกระจายธุรกิจพลังงานสู่ชุมชน และยกเว้นการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ในขณะที่โรงงานผลิตเอทานอล ไบโอดีเซลซึ่งคุ้มทุนแล้วรัฐควรมีระยะเวลาในการให้สิทธิประโยชน์ไม่ได้ให้ไปตลอด

นายสนธิรัตน์ กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า กระทรวงพลังงานเริ่มจะปรับการใช้ B7 และปรับโครงสร้างน้ำมันดีเซลใหม่โดยสนับสนุน B10 และ B20 แก้ปัญหาการลักลอบปาล์มน้ำมัน กำหนดผู้ผลิตลงทะเบียนในระบบ ซึ่งแม้ว่าสุดท้ายแล้วราคาปลายทางอาจจะแพงขึ้นได้ แต่ผลประโยชน์ต้องตกกับประชาชนด้วย โดยกระทรวงฯจะกำหนดสิทธิประโยชน์โดยดูเรื่องผลประโยชน์ต่อเกษตรกร และรับประกันว่า จะสามารถบริหารสมดุลด้าน Supply และ Demand ได้ โดยมอบ ปตท. คิดกลไกเพื่อได้ได้ราคาที่เกษตรกรอยู่ได้ โดยที่ด้านกระทรวงพาณิชย์เองก็ต้องประกันปริมาณปาล์มไม่ให้ขาดแคลนด้วย

ทั้งนี้ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล กล่าวว่า หากรัฐต้องการใช้ความแข็งแรงของปตท.เพื่อสร้างประโยชน์ให้ประชาชน โดยการเพิ่มบทบาทของ ปตท.จะต้องมีการตรวจสอบและสร้างความดุลในอำนาจหน้าที่

-ประเด็นก๊าซหุงต้ม ปัจจุบันประสบปัญหา 3 ข้อ คือ 1. ภาคปิโตรเคมีใช้มากเกินไป 2. ราคาอ้างอิงราคานำเข้าทั้งที่ผลิตได้เองมากในประเทศ 3. ปตท. ผูกขาด โดยเสนอแนวทางแก้ไข คือ 1. จัดลำดับความสำคัญ ให้ ประชาชนได้ใช้ก่อน 2. ปรับกลับมาใช้ระบบ Pool

-ประเด็นการประมูลแหล่งเอราวัณ-บงกช ระบุว่า ขอให้มีการตรวจสอบกลไกการประมูลแหล่งเอราวัณ-บงกช เพราะระบบ  PSC ที่นำมาใช้ในการประมูลเป็นระบบ PSC จำแลง ทำให้รัฐเสียประโยชน์ ได้ค่าภาคหลวงน้อยลง

นอกจากนี้ ทาง คปพ. ยังระบุถึงความไม่เหมาะสมกรณีที่ข้าราชการเข้าไปเป็นคณะกรรมการบริหารในรัฐวิสาหกิจและบริษัทเอกชนเพราะมองว่าเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน

กรณี กฟผ. มองว่า แม้จะไม่ถูกแปรรูป แต่มีการเข้าไปล้วงลูก และเข้าไปทำประกันกำไรให้นักลงทุน ส่วนประชาชนเป็นผู้แบกรับการประกันกำไร

นางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีต สว. กล่าวสนับสนุนโครงการพลังงานหมุนเวียนของกระทรวงพลังงานที่รัฐมนตรีฯวางไว้ให้ตอบโจทย์ 3 เรื่อง คือ ลดความเหลื่อมล้ำ ช่วยลดโลกร้อน และเรื่อง AI ส่วนเรื่องการสนับสนุนระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) มองว่า รัฐตั้งภาษีแพงเกินไป พร้อมทั้งเสนอให้วางรากฐานให้ประชาชนเข้าถึงพลังงาน

Visitors: 1,319,537