EIC ประเมินภัยแล้ง 2020 ยาวนานถึง มิ.ย. กระทบผลผลิตอ้อย ข้าวนาปรัง และมันสำปะหลัง

ภัยแล้งปี 2020 เริ่มเร็ว รุนแรง และมีแนวโน้มที่จะยาวนานกว่าปีที่ผ่านมา โดยกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ภัยแล้งในปี 2020 จะมีแนวโน้มยาวนานไปถึงเดือนมิถุนายน 2020

·         EIC ประเมินว่า สถานการณ์ภัยแล้งมีแนวโน้มก่อความเสียหายให้กับผลผลิตอ้อย และข้าวนาปรังมากที่สุด โดยในกรณีร้ายแรง ผลผลิตอ้อย และข้าวนาปรังอาจลดลงถึง 27% และ 21% ของผลผลิตโดยรวม ตามลำดับ ในขณะที่ผลผลิตมันสำปะหลังอาจลดลง 7% ของผลผลิตโดยรวม แม้ว่าราคาอ้อย ข้าว และมันสำปะหลังในปี 2020 จะมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะภัยแล้ง แต่อัตราการลดลงของผลผลิตที่สูงกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของราคา จะยังกดดันให้รายได้ของเกษตรกรลดลง

การบรรเทาปัญหาภัยแล้งในระยะสั้น ภาครัฐอาจส่งเสริมให้เกษตรกรปรับรูปแบบการทำการเกษตรให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงไป และดำเนินมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ในขณะที่การบริหารจัดการน้ำก็ยังเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ไข โดยนอกจากการพัฒนาแหล่งน้ำ การเพิ่มพื้นที่ชลประทาน รวมถึงการจัดสรรน้ำแล้ว ยังต้องพิจารณาประเด็นอื่น ๆ ที่จะเสริมให้การใช้น้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยอาจวางแผนให้เกษตรกรหันมาเพาะปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยในพื้นที่แล้งซ้ำซาก การส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะปลูกพืชที่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในระดับสูง 

การสนับสนุนให้เกษตรกรเปลี่ยนการเพาะปลูกพืชตามแผนที่วางไว้ รวมถึงการนำ Agritech มาใช้ เช่น ระบบการให้น้ำแบบอัตโนมัติซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ระบบเตือนภัยด้านภูมิอากาศ เป็นต้น

สถานการณ์ภัยแล้งในปี 2020 เริ่มเร็ว รุนแรง และมีแนวโน้มที่จะยาวนานกว่าปีที่ผ่านมาในช่วงปลายปี 2019 ระดับน้ำเก็บกักของน้ำในเขื่อนหลายภูมิภาคเริ่มลดลงก่อนที่จะผ่านพ้นช่วงฤดูฝน สะท้อนว่าประเทศไทยได้เริ่มเข้าสู่ฤดูแล้งเร็วกว่าปกติ โดยข้อมูลจากศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รายงานสถานการณ์ภัยแล้งในช่วงเดือนกันยายน 2019 – กุมภาพันธ์ 2020 ว่ามีพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายรวม 1,624,501 ไร่ ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าว 1,442,674 ไร่ คิดเป็นสัดส่วน 89% ของพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหายโดยรวม ส่วนที่เหลือเป็นพื้นที่เพาะปลูกพืชไร่ 180,684 ไร่ และพื้นที่เพาะปลูกพืชสวนและอื่น ๆ อีก 1,143 ไร่

เมื่อพิจารณาระดับน้ำเก็บกักของน้ำในเขื่อน ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2019 พบว่า ภูมิภาคที่มีปริมาณน้ำในเขื่อนน้อย ได้แก่ ภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ และตะวันออก ในขณะที่ภาคกลางเผชิญภาวะน้ำในเขื่อนน้อยเข้าขั้นวิกฤติแล้ว โดยทั้งภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันออก และกลางมีปริมาณน้ำในเขื่อนต่ำกว่าระดับน้ำเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี และยังต่ำกว่าระดับน้ำเก็บกักของปี 2014 ซึ่งเป็นปีที่ไทยเผชิญภัยแล้งรุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปีอีกด้วย ซึ่งสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเผชิญภัยแล้งระดับรุนแรง โดยปัจจุบัน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) แล้วรวม 22 จังหวัด[1]ยิ่งไปกว่านั้น กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ภัยแล้งในปี 2020 จะยาวนานกว่าปีที่ผ่านมา โดยมีแนวโน้มยาวนานไปถึงเดือนมิถุนายน 2020

ได้แก่ เชียงราย น่าน เพชรบูรณ์ อุทัยธานี อุตรดิตถ์ พะเยา สุโขทัย นครพนม มหาสารคาม บึงกาฬ หนองคาย บุรีรัมย์ กาฬสินธุ์ นครราชสีมา สกลนคร กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา ชัยนาท นครสวรรค์ สุพรรณบุรี ชัยภูมิ และขอนแก่น

สัดส่วนจำนวนครัวเรือนเกษตรกรที่เพาะปลูกพืช 5 ชนิดดังกล่าวรวมกันคิดเป็น 97% ของจำนวนครัวเรือนเกษตรกรทั้งประเทศ ผลการวิเคราะห์ในเบื้องต้น พบว่า ภัยแล้งจะส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตข้าวนาปรัง อ้อย และมันสำปะหลัง เนื่องจากมีการเพาะปลูกมากในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง โดยข้าวนาปรังเริ่มเพาะปลูกตั้งแต่ช่วงปลายปี 2019 แล้ว ในขณะที่อ้อยและมันสำปะหลังสามารถเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี โดยข้าวนาปรัง อ้อย และมันสำปะหลังจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือนมกราคม - มิถุนายน 2020 ในปริมาณมาก

EIC ประเมินว่า สถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้น มีแนวโน้มก่อความเสียหายให้กับผลผลิตอ้อย และข้าวนาปรังมากที่สุดการเพาะปลูกอ้อยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปี 2019 ส่งผลให้ปริมาณอ้อยเข้าหีบสำหรับผลิตน้ำตาลในฤดูการผลิตปี 2019/2020 ลดลงมาก โดย EIC คาดว่า ในกรณีร้ายแรงที่สุด ปริมาณอ้อยเข้าหีบสำหรับผลิตน้ำตาลในฤดูการผลิตปี 2019/2020 อาจลดลงมากถึง 25 ล้านตัน หรือคิดเป็น 27% ของปริมาณอ้อยเข้าหีบโดยรวม ซึ่งจะส่งผลให้มีปริมาณอ้อยเข้าหีบสำหรับผลิตน้ำตาลในฤดูการผลิตปี 2019/2020 เหลือประมาณ 75 ล้านตัน หดตัวตัว 43% จากในฤดูการผลิตที่ผ่านมา ที่มีปริมาณอ้อยเข้าหีบ 132 ล้านตัน ทั้งนี้ปริมาณอ้อยที่ลดลงจากภัยแล้ง ส่งผลให้ในฤดูการผลิตปี 2019/2020 โรงงานน้ำตาลจะทยอยปิดหีบตั้งแต่เดือนมีนาคม ซึ่งเร็วกว่าในฤดูการผลิตที่ผ่านมา ที่จะทยอยปิดหีบในช่วงเดือนเมษายน โดยหากภัยแล้งลากยาวไปถึงเดือนมิถุนายน โรงงานน้ำตาลอาจเผชิญความเสี่ยงในการขาดแคลนอ้อยเข้าหีบในฤดูการผลิตต่อไปอีกด้วย

สำหรับผลกระทบของภัยแล้งต่อผลผลิตข้าวนาปรังนั้น ได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำในภาคกลาง ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวนาปรังที่สำคัญ ที่ปัจจุบันระดับน้ำในเขื่อนน้อยเข้าขั้นวิกฤติแล้ว ประกอบกับในช่วงครึ่งแรกของปี ยังเป็นช่วงที่เพาะปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปรังออกสู่ตลาดปริมาณมาก ส่งผลให้ผลผลิตข้าวนาปรังมีแนวโน้มได้รับความเสียหายอย่างมาก โดย EIC คาดว่า ในกรณีร้ายแรง ที่ภัยแล้งยาวนานไปถึงเดือนมิถุนายน 2020 ผลผลิตข้าวนาปรังอาจลดลงมากถึง 9 แสนตัน คิดเป็น 21% ของปริมาณผลผลิตข้าวนาปรังโดยรวม

ทั้งนี้สัดส่วนปริมาณผลผลิตข้าวนาปรังคิดเป็นประมาณ 20% ของปริมาณผลผลิตข้าวไทยโดยรวม ในขณะที่สัดส่วนปริมาณผลผลิตข้าวส่วนใหญ่กว่า 80% เป็นข้าวนาปี โดยความเสียหายของผลผลิตข้าวนาปรังจากภัยแล้งในกรณีร้ายแรงดังกล่าว อาจส่งผลให้ในฤดูการผลิตปี 2019/2020 ผลผลิตข้าวนาปีและนาปรังรวมกันของไทยอาจเหลือ 28-29 ล้านตัน ลดลงจากในปีปกติที่ไทยมีผลผลิตข้าวนาปีและนาปรังรวมกันประมาณ 32-33 ล้านตัน

นอกจากนี้ ภัยแล้งยังส่งผลให้ปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังลดลงแม้สัดส่วนผลผลิตกว่า 57% ของปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังโดยรวมจะมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีหลายจังหวัดในภูมิภาคนี้เผชิญ

สถานการณ์ภัยแล้งรุนแรง แต่เนื่องจากมันสำปะหลังเป็นพืชทนแล้งจึงได้รับผลกระทบจากภัยแล้งน้อยกว่าพืชชนิดอื่น ๆ โดย EIC คาดว่า ในกรณีร้ายแรงที่สุด ผลผลิตมันสำปะหลังในปี 2019/2020 อาจลดลง 1.8 ล้านตัน คิดเป็น 7% ของปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังโดยรวม

สำหรับในส่วนของปาล์มน้ำมันและยางพารา คาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งในปี 2020 เนื่องจากส่วนใหญ่เพาะปลูกในภาคใต้ อีกทั้งในปี 2020 ยังมีปริมาณผลผลิตออกมามาก เนื่องจากเป็นระยะที่ปาล์มน้ำมันและยางพาราให้ Yield ดีตามอายุของการเพาะปลูก

EIC มองว่า ปริมาณผลผลิตอ้อย ข้าว และมันสำปะหลังที่มีแนวโน้มลดลงจากภัยแล้ง จะส่งผลให้ราคาผลผลิตดังกล่าวปรับตัวสูงขึ้นโดยราคาอ้อยนั้น นอกจากจะมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากปริมาณผลผลิตที่ลดลงจากภัยแล้งแล้ว ยังได้รับอานิสงส์จากทิศทางราคาน้ำตาลในตลาดโลก และราคาน้ำตาลในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาอ้อยขั้นสุดท้ายในฤดูการผลิตปี 2019/2020 มีแนวโน้มสูงกว่าราคาอ้อยขั้นต้น โดย EIC คาดว่า ราคาอ้อยขั้นสุดท้ายในฤดูการผลิตปี 2019/2020 น่าจะไม่ต่ำกว่า 800 บาท/ตัน จากในปัจจุบันที่ราคาอ้อยขั้นต้นอยู่ที่ 750 บาท/ตัน

สำหรับราคาข้าวขาวในปี 2020 มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นมาแตะระดับ 8,000 บาท/ตัน ขยายตัว 2% จากในปี 2019 ที่ 7,812 บาท/ตัน อย่างไรก็ดี แม้ว่าผลผลิตข้าวไทยในปี 2020 จะมีแนวโน้มลดลงค่อนข้างมาก แต่การแข่งขันในตลาดข้าวโลกที่รุนแรง และสต็อกข้าวโลกที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นปัจจัยที่ยังกดดันให้ราคาข้าวไทยสามารถขยายตัวได้เล็กน้อย

ในส่วนของราคามันสำปะหลังในปี 2020 ก็มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 2.4 บาท/กิโลกรัม ขยายตัว 16% จากในปี 2019 ที่ 2.0 บาท/กิโลกรัม โดยประเทศผู้ผลิตและส่งออกมันสำปะหลังที่สำคัญ ทั้งไทย เวียดนาม และกัมพูชา กำลังเผชิญการระบาดของโรคใบด่าง ซึ่งส่งผลให้ปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังโลกมีแนวโน้มลดลง

แม้ว่าราคาข้าว อ้อย และมันสำปะหลังในปี 2020 จะมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะภัยแล้ง แต่อัตราการลดลงของผลผลิตที่สูงกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของราคา จะยังกดดันให้รายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว อ้อย และมันสำปะหลังปรับตัวลดลงทั้งนี้ครัวเรือนเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าว อ้อย และมันสำปะหลังมีสัดส่วนรวมกันคิดเป็น 72% ของจำนวนครัวเรือนเกษตรกรทั้งประเทศ ซึ่งรายได้ที่ลดลงดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังภาคธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อจากผู้บริโภคกลุ่มเกษตรกร ตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภค รถจักรยานยนต์ ไปจนถึงปัจจัยการผลิตทางการเกษตรต่าง ๆ เช่น เครื่องจักรกลการเกษตร เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย สารกำจัดศัตรูพืช

ในขณะที่รายได้เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมันในปี 2020 มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากมีปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น อย่างไรก็ดี เกษตรกรผู้ปลูกยางพารายังได้รับแรงกดดันจากราคายางพาราที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำต่อไป ในขณะที่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันจะได้รับปัจจัยหนุนจากทิศทางราคาปาล์มน้ำมันซึ่งมีแนวโน้มที่ดีขึ้น
จากมาตรการเพิ่มอัตราผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซล ที่ให้น้ำมัน B10 เป็นน้ำมันเกรดมาตรฐาน และน้ำมัน B7 และ B20 เป็นน้ำมันทางเลือก ตั้งแต่เดือนมกราคม 2020 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้มาตรการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์มน้ำมันที่ดำเนินการตั้งแต่ปี 2019 นั้น มีส่วนช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกรประมาณ 1-2% เมื่อเทียบกับในกรณีที่ไม่มีมาตรการประกันรายได้เกษตรกร โดยความต่อเนื่องของการดำเนินมาตรการประกันรายได้เกษตรกรยังเป็นปัจจัยที่ช่วยประคองรายได้เกษตรกรในปี 2020 ต่อไป อย่างไรก็ดี สำหรับในปี 2020EIC มองว่า ราคาผลผลิตทางการเกษตรส่วนใหญ่ ยกเว้นยางพารา มีทิศทางปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับปริมาณผลผลิตทางการเกษตรที่จะเข้าสู่ระบบมาตรการประกันรายได้เกษตรกรในปี 2020 อาจไม่สูงมากนัก โดยเป็นผลมาจากภัยแล้งที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิต ซึ่งจะทำให้มาตรกรนี้ไม่ได้ช่วยยกระดับรายได้ให้กับเกษตรกรได้อย่างเต็มที่ ภาครัฐจึงอาจพิจารณามาตรการช่วยเหลืออื่น ๆ อย่างการจ่ายเงินชดเชยเยียวยาผลกระทบจากภัยแล้ง เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรเพิ่มเติม

EIC มองว่า การบรรเทาผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งในระยะสั้น ภาครัฐอาจส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถปรับรูปแบบการทำการเกษตรให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ และดำเนินมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ในขณะที่การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนยังเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องได้รับการแก้ไขควบคู่กันไปที่ผ่านมา มาตรการบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งส่วนใหญ่ มักอยู่ในรูปแบบการขอความร่วมมือให้เกษตรกรลดการเพาะปลูกพืชที่ใช้น้ำมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้าวนาปรัง รวมถึงการจ่ายเงินชดเชยเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ทั้งนี้ EIC มองว่า ในการบรรเทาปัญหาภัยแล้งในระยะสั้นนั้น ภาครัฐอาจดำเนินมาตรการต่าง ๆ เช่น การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเพาะปลูกพืช การจัดหาปัจจัยการผลิตและเทคโนโลยีการเพาะปลูกพืช เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถปรับรูปแบบการทำการเกษตรให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงไปได้ นอกจากนี้ การส่งเสริมให้เกษตรกรนำผลผลิตทางการเกษตรมาเข้าสู่ระบบการประกันภัยพืชผลมากขึ้น ก็น่าจะช่วยบรรเทาความเสียหายต่อรายได้เกษตรกรได้ส่วนหนึ่ง

อย่างไรก็ดี ในส่วนของการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ทั้งในสถานการณ์น้ำแล้งและน้ำท่วม ก็ยังเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องได้รับการแก้ไขควบคู่กันไป โดยนอกจากการพัฒนาแหล่งน้ำ การเพิ่มพื้นที่ชลประทาน รวมถึงการจัดสรรน้ำแล้ว ยังต้องพิจารณาประเด็นอื่น ๆ ที่จะมาช่วยเสริมให้การใช้น้ำในภาคการเกษตรมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนเพาะปลูกพืชต่าง ๆ อย่างเหมาะสม โดยอาจวางแผนและส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาเพาะปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยในพื้นที่แล้งซ้ำซาก การส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะปลูกพืชที่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในระดับสูง การสนับสนุนให้เกษตรกรเปลี่ยนการเพาะปลูกพืชตามแผนที่วางไว้ รวมถึงการส่งเสริมให้เกิดการนำ Agritech มาใช้ เช่น ระบบการให้น้ำแบบอัตโนมัติซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ระบบเตือนภัยด้านภูมิอากาศที่จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเกษตรกรสามารถวางแผนบริหารจัดการน้ำ และวางแผนเพาะปลูกพืชได้อย่างเหมาะสมต่อไป

Visitors: 1,810,197