EIC ประเมิน กนง. ยังมีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยอีก 25 bps ภายในไตรมาส 2 ปีนี้ หลังจาก กนง. ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.75%

  • กนง. มีมติ 4 ต่อ 2 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.75% พร้อมทั้งประเมินเศรษฐกิจไทยในปีนี้
    หดตัวถึง -5.3% YOY จากการที่เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย การหดตัวรุนแรงของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และรายได้ของธุรกิจและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 เป็นวงกว้างมากขึ้น
  • กนง. ประเมินว่า เสถียรภาพของตลาดการเงินไทยปรับดีขึ้นหลัง ธปท. ออกมาตรการสนับสนุนสภาพคล่อง ส่วนเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังอยู่ในเกณฑ์เข้มแข็ง
  • อย่างไรก็ดี ระบบการเงินมีความเปราะบางมากขึ้นในบางจุด ธปท. จึงมีมาตรการช่วยเหลือด้านสินเชื่อสำหรับลูกหนี้ที่ยังไม่เป็น NPL และเห็นว่ามีความจำเป็นที่ต้องประสานความร่วมมือกับนโยบายการคลัง เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างตรงจุด
  • EIC ประเมินว่า กนง. ยังมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมอีก 25 bps ภายในไตรมาส 2 ปีนี้ จากเศรษฐกิจไทยที่จะหดตัวรุนแรงมากในช่วงไตรมาสที่ 2 รวมถึงภาวะการเงินที่ยังคงตึงตัวค่อนข้างมากจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงที่ปรับสูงขึ้น corporate spread ที่เพิ่มขึ้น และสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ที่ขยายตัวชะลอลง

  Key points

กนง. มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.75% พร้อมทั้งประเมินเศรษฐกิจไทยในปีนี้หดตัวถึง -5.3% เทียบกับปีก่อน ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 25 มีนาคม 2020 กนง. มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง (สมาชิกลาประชุม 1 ท่าน) ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.75% ต่อปี โดย กนง. ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ดังนี้

  • เศรษฐกิจไทยปี 2020 “หดตัวแรง” ที่ -5.3% (จากประมาณการเดิมที่ 2.8%) โดยประมาณการดังกล่าวอยู่ภายใต้สมมติฐานที่ว่า

1) เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยจากการแพร่ระบาดของ COVID-19

2) การระบาดในไทยควบคุมได้ในไตรมาส 2 แต่การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติต้องใช้เวลา

3) ไม่รวมมาตรการการเงินการคลังที่จะออกมาเพิ่มเติม

ด้วยเหตุนี้ กนง. จึงประเมินว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าจะหดตัวที่ 8.8% (จากเดิมขยายตัวที่ 0.5%) และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้จะอยู่ที่ 15 ล้านคน (จากเดิม 41.7 ล้านคน) สำหรับอุปสงค์ภายในประเทศ รายได้ของธุรกิจและครัวเรือนได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างขึ้น ส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มหดตัวที่ 4.3% (จากเดิมขยายตัวที่ 3.4%) และการบริโภคภาคเอกชนหดตัวที่ 1.5%(จากเดิมขยายตัวที่ 3.0%)

  • อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2020 มีแนวโน้มหดตัวลง -1% (จากประมาณการเดิมที่ขยายตัว 0.8%) ตามราคาพลังงานที่ลดลงและเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มหดตัว โดยคาดการณ์ค่าเฉลี่ยราคาน้ํามันดิบดูไบในปี 2020 ถูกปรับลดลงจาก 62.5 มาอยู่ที่ 35.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนค่าเฉลี่ยอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานถูกปรับลดลงเช่นกันมาอยู่ที่ -0.1% (จากเดิม 0.7%)
  • เศรษฐกิจไทยและอัตราเงินเฟ้อไปในปี 2021 มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นจากปีนี้ โดยเศรษฐกิจไทยและค่าเฉลี่ยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มกลับมาขยายตัวที่ 3.0% และ 0.3% ตามลำดับซึ่ง ธปท. ประเมินว่าปัจจัยขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็น มูลค่าการส่งออกสินค้า และการลงทุนและการบริโภคภาคเอกชนจะกลับมาขยายตัวได้ในปีหน้า อีกทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเริ่มฟื้นตัว และการลงทุนของภาครัฐจะขยายตัวสูง

กนง. ประเมินว่า เสถียรภาพของตลาดการเงินไทยปรับดีขึ้นหลัง ธปท. ออกมาตรการสนับสนุนสภาพคล่อง และเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังอยู่ในเกณฑ์เข้มแข็ง เสถียรภาพของตลาดการเงินไทยปรับดีขึ้น โดยเฉพาะตลาดตราสารหนี้ปรับดีขึ้นหลัง ธปท. ออกมาตรการสนับสนุนสภาพคล่องในตลาดการเงินภาระดอกเบี้ยของลูกหนี้ปรับลดลงตามอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคารพาณิชย์ที่ปรับลดลงหลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมาอย่างไรก็ดีเงินบาทอ่อนค่าลงโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักและมีแนวโน้มผันผวน เสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังอยู่ในเกณฑ์เข้มแข็ง สะท้อนจากสัดส่วนเงินสดสำรองระหว่างประเทศในปี 2019 ที่อยู่สูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึง 3.8 เท่า และดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2019ที่สูงถึง 6.8% ต่อ GDP

อย่างไรก็ดี กนง. ประเมินระบบการเงินมีความเปราะบางมากขึ้นในบางจุด จึงมีความจำเป็นที่ต้องประสานกับมาตรการช่วยเหลืออื่นเพิ่มเติมแม้ว่า กนง. จะประเมินระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ จากที่ธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) มีระดับเงินกองทุนและเงินสำรองที่เข้มแข็ง อย่างไรก็ดี ระบบการเงินมีความเปราะบางมากขึ้นในบางจุด โดยเฉพาะความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและธุรกิจ SMEs ที่อาจด้อยลงในช่วงที่เศรษฐกิจหดตัวแรง กนง. จึงประเมินว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องประสานมาตรการทั้งทางการเงินและการคลัง รวมทั้งจะต้องดำเนินการช่วยบรรเทาปัญหาสภาพคล่องและเร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้โดยเฉพาะครัวเรือนและธุรกิจ SMEs ให้เกิดผลชัดเจนเป็นรูปธรรมเพิ่มเติมหลังปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมนัดพิเศษที่ผ่านมา

โดย ธปท. ได้ออกมาตรการช่วยเหลือด้านสินเชื่อสำหรับลูกหนี้ที่ยังไม่เป็น NPL หลายช่องทางด้วยกัน(รายละเอียดแสดงในตารางที่ 1) โดยนาย วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายซึ่งนำไปสู่การลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนและภาคธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจ SMEs ได้ ทาง ธปท. จึงออกมาตรการเพิ่มเติมสำหรับช่วยเหลือด้านสินเชื่อของลูกหนี้ที่ยังไม่เป็น NPL ให้มีภาระลดลง

กนง. ส่งสัญญาณ (Forward guidance) ถึงแนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม โดยคณะกรรมการสื่อสารว่า พร้อมใช้เครื่องมือเชิงนโยบายเพิ่มเติมทั้งอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และมาตรการทางการเงินอื่น ๆ ที่จะช่วยเสริมกลไกการส่งผ่านอัตราดอกเบี้ยและการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินให้ตรงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเหมาะสมและทันการณ์

ตารางที่ 1 : มาตรการช่วยเหลือด้านสินเชื่อสำหรับลูกหนี้ที่ยังไม่เป็น NPL (มีผลตั้งแต่ 1 เม.ษ. 2020)

ประเภทสินเชื่อ

แนวทางการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ขั้นต่ำ

บัตรเครดิต และสินเชื่อเงินสดหมุนเวียน

ลดอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำจากเดิม 10% เหลือ 5% (ในปี 2020-2021) 8% (ในปี 2022) และ 10% (ในปี 2023) นอกจากนี้ สามารถแปลงหนี้สินเชื่อระยะยาวที่ดอกเบี้ยต่ำลงได้

สินเชื่อส่วนบุคคล ที่ผ่อนชำระเป็นงวด และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ

- ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เลื่อนการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือน
- ผู้ให้บริการอื่นเลือกดำเนินการระหว่างกิจ เลื่อนการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือน หรือ ลดค่างวดอย่างน้อย 30% ของค่างวดเดิมเป็นเวลา 6 เดือน

สินเชื่อเช่าซื้อ
- รถมอเตอไซค์ : วงเงินไม่เกิน 35,000 บาท
- รถทุกประเภท : วงเงินไม่เกิน 250,000 บาท

ผู้ให้บริการเลือกดำเนินการระหว่าง
- เลื่อนการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือน หรือ
- พักชำระหนี้เงินต้น เป็นเวลา 6 เดือน

ลิสซิ่ง มูลค่าหนี้คงเหลือไม่เกิน 3 ล้านบาท

สินเชื่อบ้าน วงเงินไม่เกิน 3 ล้านบาท

พักชำระเงินต้น 3 เดือน และพิจารณาลดดอกเบี้ยให้ตามสถานการณ์ของแต่ละราย

สินเชื่อธุรกิจ SMEs ไมโครไฟแนนซ์ นาโนไฟแนนซ์ วงเงินไม่เกิน 20 ล้านบาท

ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

   Implication

EIC ประเมิน กนง. มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 25 bps ภายในไตรมาส 2 ปีนี้ โดยมีเหตุผลดังนี้

  1. เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มหดตัวรุนแรงและมากกว่าที่คาด โดยตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจของ ธปท. ที่
    -5.3% ได้เน้นย้ำถึงแนวโน้มการหดตัวอย่างรุนแรงของเศรษฐกิจไทย ซึ่ง EIC มองว่าการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมยังมีความจำเป็นเพื่อช่วยส่งเสริมการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศต่อไป
  2. เพื่อช่วยผ่อนคลายภาวะการเงินไทยที่ตึงตัวขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนระบาดของ COVID-19ซึ่งมีสาเหตุจากหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น
    • อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงสูงขึ้น : ถึงแม้ในช่วงที่ผ่านมา กนง. จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง แต่ด้วยแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่อาจจะติดลบถึง 1% ในปี 2020(ตามประมาณการของ ธปท.) ทั้งจากราคาน้ำมันที่ลดลงมากและแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่ลดลงมากเช่นกัน ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริง (อัตราดอกเบี้ยนโยบายหักลบด้วยคาดการณ์เงินเฟ้อ) จะปรับสูงขึ้น เพราะอัตราเงินเฟ้อลดลงเร็วกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยในปัจจุบันคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงจะอยู่ที่ 1.75%
    • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรและ corporate spread ปรับสูงขึ้น : โดย EIC ประเมินว่าแม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรและ coportate spreads จะเริ่มลดลง หลังจากมีมาตรการสนับสนุนสภาพคล่องในช่วงที่ผ่านมา แต่เมื่อเทียบกับในช่วงต้นเดือน ก.พ. ปี 2020 (หลัง กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบายมาอยู่ที่ 1%) พบว่าทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลและ corporate spread ปรับสูงขึ้น (โดยเฉพาะกลุ่มอันดับความน่าเชื่อถือ BBB) ซึ่งเป็นสิ่งสะท้อน risk-premium ของสินทรัพย์เสี่ยงที่เพิ่มขึ้นตามความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทย ทำให้ภาคธุรกิจที่ระดมทุนผ่านหุ้นกู้มีต้นทุนในการระดมทุนสูงขึ้น รวมทั้งอาจทำให้มีความเสี่ยงในการต่ออายุหุ้นกู้ในภาวะที่ตลาดมีสภาพคล่องลดลง
    • ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับลดลง : แม้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ล่าสุดจะมีการฟื้นตัวขึ้นมาบ้าง แต่หากเทียบกับในช่วงสิ้นปี 2019 พบว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยยังปรับลดลงถึง 32% ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและครัวเรือน รวมถึงทำให้ความมั่งคั่งลดลง (wealth effect) ซึ่งจะส่งผลต่อแนวโน้มการบริโภคและการลงทุนในระยะต่อไป นอกจากนี้ จากภาวะเศรษฐกิจและการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ดังกล่าว ยังทำให้การระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ (Iinitial Public Offering: IPO) ของหลายบริษัทได้ถูกเลื่อนออกไป ซึ่งสะท้อนถึงความล่าช้าเพิ่มขึ้นในการเข้าถึงแหล่งทุนนั่นเอง
    • สินเชื่อธนาคารพาณิชย์ชะลอลงมาก : โดยสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ในปี 2019 ขยายตัวที่ 2% ชะลอลงจากปี 2018 ที่ขยายตัวถึง 6%  (รูปที่ 1) ทั้งนี้EIC ประเมินว่าสินเชื่อมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงอีกค่อนข้างมากในภาวะที่อุปสงค์ในประเทศหดตัวลงและความเสี่ยงต่อการดำเนินธุรกิจมีมากขึ้นซึ่งจะทำให้ สถาบันการเงินมีแนวโน้มระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น
    • ความไม่แน่นอนจากต่างประเทศสูงขึ้น เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกจากไทย : ด้วยความเชื่อมั่นที่ลดลงทั่วโลกส่งผลให้ตลาดเงินโลกมีความผันผวนมากขึ้น สภาพคล่องในตลาดเงินโลกลดลง และราคาสินทรัพย์ทางการเงินปรับลดลงอย่างรุนแรง ด้วยเหตุนี้นักลงทุนจึงลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย โดยข้อมูล ณ วันที่ 23 เม.ย. พบว่าเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกจากตลาดพันธบัตรไทยทั้งสิ้น 9.9 หมื่นล้านบาทนับจากต้นปี 2020 และไหลออกจากตลาดหลักทรัพย์ถึง 1.1 แสนล้านบาทนับจากต้นปี 2020
  3. มติการคงดอกเบี้ยในการประชุมรอบนี้ไม่เป็นเอกฉันท์ (4 ต่อ 2 เสียง, กรรมการ 1 ท่านลาประชุม) โดย 2 เสียงเห็นควรให้ลดดอกเบี้ย 25bps. สะท้อนว่าในสมาชิก กนง. ยังมีมุมมองที่ประเมินว่าการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังสามารถทำได้ โดย EIC ประเมินว่า ความเสี่ยงจากทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และภาวะการเงินที่ยังคงตึงตัวดังกล่าวจะมีสูงในช่วงไตรมาสที่ 2 ซึ่งน่าจะเป็นช่วงที่ผลกระทบของ COVID-19 ต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยรุนแรงมากที่สุด ซึ่งน่าจะทำให้ กนง. ยังมีโอกาสพิจารณาลดดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมได้อีก 25 bps

ในระยะต่อไป EIC มองว่า มาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐจะยังมีความจำเป็น EIC ประเมินว่า มาตรการช่วยเหลือด้านสินเชื่อที่ ธปท. ได้ออกมาล่าสุดนั้น เป็นการลดภาระด้านรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อทั้งรายจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้น ซึ่งช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการได้บ้าง อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ผู้ประกอบการและครัวเรือนยังต้องเผชิญอยู่คือการขาดหายไปของรายได้ (income shock) และอุปทานของสินค้า/บริการที่ชะงักไป (supply disruption) ซึ่ง EIC ประเมินว่า เพื่อประคับประคองอุปสงค์ในประเทศในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังได้รับผลกระทบจาก COVID-19 และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี ภาครัฐยังมีความจำเป็นต้องออกมาตรการทางการคลังเพิ่มเติมโดยเฉพาะมาตรการชดเชยรายได้ให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ซึ่งอาจพิจารณาขยายระยะเวลาของมาตรการที่ออกไป เพิ่มวงเงินมาตรการเดิม หรือการขยายขอบเขตผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์ เป็นต้น

ที่มา : การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย

บทวิเคราะห์จาก...https://bit.ly/2xqzhXG

Visitors: 1,967,944