การทางพิเศษฯ เปิดตัวแม่ทัพใหม่ คนที่ 15

การทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.) ถือฤกษ์วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม 2563 ลงนามสัญญาจ้างนายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ทำหน้าที่ในตำแหน่งผู้ว่าการ กทพ.อย่างเป็นทางการ หลังจากที่ว่างเว้นตำแหน่งมานานทั้งก่อนและช่วงเกิดวิกฤติโควิด-19 การสรรหาผู้ว่า กทพ.คนที่ 15 โดยในครั้งนี้คณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบตามที่คณะกรรมการกทพ.เสนอให้นายสุรเชษฐ์  เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.) เข้าทำหน้าที่และลงนามสัญญาจ้างโดยนายสุรงค์ บูลกุล ประธานกรรมการกทพ. ด้วยเงินประจำตำแหน่งสูงเกือบ 4 แสนบาทต่อเดือน

ทั้งนี้นายสุรเชษฐ์ ได้เปิดโอกาสให้ทีมข่าวสัมภาษณ์พิเศษถึง “วิสัยทัศน์และแผนการขับเคลื่อนองค์กรกทพ.” ในหลายประเด็นที่น่าสนใจว่า เบื้องต้นต้องยอมรับว่าการทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.) และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) เคยเป็นหน่วยงานที่เจ้าหน้าที่หลายคนเคยทำงานร่วมกันมาก่อน  โดยรฟม.ก่อตั้งขึ้นมาภายหลังเพื่อรับหน้าที่บริหารโครงการรถไฟฟ้า MRT สายแรกของไทย

“....การขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ยังไม่ได้มองข้ามโครงการอุโมงค์กะทู้-ป่าตองที่ภูเก็ตจากผลการศึกษาที่น่าสนใจเช่นกัน แต่ที่เร่งด่วนคือ ทางด่วน N1 N2 ต้องเดินหน้าให้เกิดขึ้นโดยเร็ว มี 2 วิธีให้เลือกคือ ยุติโครงการ และเปลี่ยนวิธีการดำเนินการ....”นายสุรเชษฐ์กล่าว

               

                นายสรเชษฐ์ ได้เปิดเผยถึงโครงการ/แผนงานเร่งด่วนทั้งนี้เมื่อเข้าไปรับตำแหน่งเบื้องต้นคงจะเข้าไปดูโครงสร้างองค์กรกทพ.ก่อนว่าจะสามารถเข้าไปเติมเต็มจุดไหนอย่างไรได้บ้างเพื่อให้การขับเคลื่อนงานเดินหน้าได้อย่างเต็มที่มากขึ้น ส่วนโครงการที่จะเดินหน้าขับเคลื่อนต่อไปนั้นยืนยันว่าพร้อมจะเร่งรัดโครงการทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯและต่างจังหวัดตามแผนงานหรือโครงการที่มีการศึกษาความเหมาะสมรองรับไว้แล้ว

โดยส่วนไหนที่อยู่ระหว่างดำเนินการจะเร่งให้แล้วเสร็จ โดยเฉพาะทางด่วนพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกาญจนาภิเษกซึ่งเริ่มก่อสร้างไปบางส่วนแล้ว หรือโครงการเชื่อมทางด่วนช่วง s1 บริเวณพื้นที่การท่าเรือแห่งประเทศไทย เพราะหน้าที่ของกทพ. คือขยายโครงข่ายให้เชื่อมโยงมากขึ้น บรรเทาหรือแก้ไขปัญหาจราจรในจุดที่มีปัญหา แม้จะดูเหมือนยากแต่ก็ต้องพยายามขับเคลื่อนให้สำเร็จตามแผนที่รัฐบาลวางยุทธศาสตร์ไว้ เนื่องจากการเพิ่มระยะทางจะถือเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับกทพ. อีกทางหนึ่งด้วย

“เป็นธรรมชาติที่เมื่อเข้าไปทำหน้าที่จะต้องหาทีมในการทำงาน จึงขอ 3 เดือนในการเข้าขับเคลื่อนเรื่องต่างๆในเบื้องต้นนี้ ซึ่งมั่นใจว่ายังอยู่ในวิสัยที่กทพ. รับดำเนินการได้ เบื้องต้นได้ศึกษาแผนการพัฒนาโครงการไว้ล่วงหน้าหมดแล้ว ซึ่งทุกโครงการต้องมาจัดลำดับความจำเป็นเร่งด่วนก่อน-หลังแล้วจัดทำแผนปฏิบัติการให้ขับเคลื่อนต่อเนื่องกันไปได้จริง”

สำหรับแนวทางแก้ปัญหาโครงการซ้ำซ้อนนั้น ซึ่งหลายคนมองว่าคุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่านั้นเรื่องนี้ต้องดูแนวคิดและนโยบายของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ว่าจะดำเนินการอย่างไรบ้าง ตนยืนยันว่ามีแผนดำเนินการรองรับไว้แล้ว เพียงแต่จะต้องดูข้อกฎหมาย ทฤษฎีการบริหารงานภาครัฐว่าใครควรทำอะไร โดยจะดูเรื่องนวัตกรรม วิธีการทำงานเชิงบูรณาการควบคู่กันไปด้วย

“จะต้องลงลึกในรายละเอียดให้มากกว่านี้ แนวคิดจะสร้างมิติใหม่ความร่วมมือระหว่าง กทพ. กับกรมการขนส่งทางรางให้ทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ ส่วนการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ยังไม่ได้มองข้ามโครงการอุโมงค์กะทู้-ป่าตองที่ภูเก็ตจากผลการศึกษาที่น่าสนใจเช่นกัน แต่ที่เร่งด่วนคือ ทางด่วน N1 N2 ต้องเดินหน้าให้เกิดขึ้นโดยเร็ว โดยมี 2 วิธีให้เลือกคือ ยุติโครงการและเปลี่ยนวิธีดำเนินการ โดยพร้อมจะเข้าหารือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อเดินหน้าโครงการให้เป็นเส้นทางเชื่อมต่อแนวตะวันออก-ตะวันตกตามแผนแม่บท และนโยบายของกระทรวงคมนาคม พร้อมกับผลักดันให้เป็นเส้นทางเพื่อนำร่องรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาลที่อยู่ในแนวก่อสร้างเดียวกันให้ดำเนินการอย่างไรให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เป็นการเพิ่มศักยภาพจุดเชื่อมต่อพื้นที่แยกเกษตรฯ-งามวงศ์วาน-วิภาวดีรังสิต จึงเชื่อว่าทุกปัญหามีทางออก แล้วแก้ไขให้ถูกจุด”

ทั้งนี้ในเบื้องต้นยอมรับว่าม.เกษตรฯเสียสละพื้นที่มามากแล้วหากจะต้องเสียอีกจะต้องมีเหตุมีผลที่เพียงพอ  ดังนั้นหากมีข้อกังวลใดที่สามารถออกแบบเพื่อแก้ไขปัญหาได้ก็น่าจะยอมรับกันทุกฝ่ายได้ อีกทั้งช่วงดังกล่าวเป็นเส้นทางตรงจึงน่าจะสร้างอุโมงค์เพื่อแก้ไขข้อกังวลเหล่านั้นได้ ต้องดูทางด้านเทคนิค วิศวกรรมที่เหมาะสมซึ่งเทคโนโลยีปัจจุบันสามารถนำมาใช้แก้ไขปัญหาได้อย่างดี

ผู้ว่าการกทพ.คนใหม่ กล่าวต่อว่า การเข้าไปรับตำแหน่งผู้ว่าการกทพ. ครั้งนี้อยากจัดวางทีมการทำงานให้บูรณาการร่วมกันอย่างลงตัว เดินหน้าโครงการให้เป็นไปตามแผน พร้อมรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะทุกฝ่าย เพื่อให้องค์กรกทพ.กลับมาเป็นความหวังของประชาชนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆได้อย่างสมศักดิ์ศรีต่อไป

 

“แม้ว่าจะสามารถนั่งอยู่ในตำแหน่งได้นานถึง 8 ปีแต่ก็ยอมรับว่าตนเองเป็นคนนอกองค์กรกทพ. ย่อมเหนื่อยในช่วงแรก จึงต้องพยายามให้เต็มที่และใช้ความจริงใจต่อการทำงานร่วมกับทุกฝ่าย ขณะนี้ทีมงานพร้อมแล้วที่จะเข้าไปรับงานในตำแหน่งผู้ว่าการกทพ. ส่วนแผนการทำงานจะพบว่าช่วง 7 ปีนี้มีกรอบวงเงินลงทุนเพียง 1.2 แสนล้านบาทเท่านั้นแตกต่างจากเมื่อทำหน้าที่รองผู้ว่าการรฟม. ที่มีกรอบวงเงินลงทุนมากถึง 4 แสนล้านบาท ดังนั้นงาน กทพ. จึงน่าจะทำงานสะดวกและรวดเร็วกว่า” นายสุรเชษฐ์ กล่าวในตอนท้าย

Visitors: 2,357,996