รายงานประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2563 และ 2564

  “เศรษฐกิจไทยปี 2563 คาดว่าจะหดตัวที่ร้อยละ -6.5 ต่อปี และคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2564    จะขยายตัวที่ร้อยละ 2.8 ต่อปี ปรับลดจากการประมาณการครั้งก่อน เนื่องจากสถานการณ์การระบาดระลอกใหม่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย อย่างไรก็ดี มาตรการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ จะมีส่วนช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง”

นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงข่าวประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2563 และ 2564 ว่า“เศรษฐกิจไทยปี 2563 คาดว่าจะหดตัวที่ร้อยละ -6.5 ต่อปี (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ -6.8 ถึง -6.3) หดตัวน้อยกว่าที่ประมาณการไว้เดิม ณ เดือนตุลาคม 2563 ที่ร้อยละ -7.7 ต่อปี โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการควบคุมการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของไทยที่อยู่ในเกณฑ์ดี และมาตรการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ส่งผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 โดยคาดว่าการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนจะหดตัวที่ร้อยละ -0.9 ต่อปี (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ -1.2 ถึง -0.7 ) และร้อยละ -8.9 ต่อปี (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ -9.2 ถึง -8.7) ตามลำดับ ปรับตัวดีขึ้นจากการคาดการณ์ครั้งก่อนที่หดตัวร้อยละ -3.0ต่อปี และร้อยละ -9.8 ต่อปี ตามลำดับ และมูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยปรับตัวดีขึ้นที่ร้อยละ -6.6 ต่อปี (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ -6.8 ถึง -6.3) ปรับตัวดีขึ้นจากการคาดการณ์ครั้งก่อนที่ร้อยละ -7.8 ต่อปี เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักฟื้นตัวได้เร็วดีกว่าที่คาด หลังจากที่หลายประเทศมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด”

สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2564 กระทรวงการคลังคาดว่า “เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ร้อยละ 2.8 ต่อปี (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.3 ถึง 3.3) ปรับลดจากการการประมาณการครั้งก่อน เนื่องจากสถานการณ์ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่ระบาดในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทย การเดินทางระหว่างประเทศ และจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ทำให้คาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในปี 2564 จะลดลง อย่างไรก็ดี มีสัญญาณบวกจากการได้รับวัคซีนของประชากรในประเทศต่าง ๆ ในระยะต่อไป ประกอบกับภาครัฐได้ดำเนินมาตรการทางการคลังเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อาทิ โครงการคนละครึ่ง โครงการเราชนะ และมาตรการด้านการเงินเพื่อดูแลและเยียวยาผลกระทบจากเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ประกอบกับคาดว่าจะมีการเบิกจ่ายเงินจากพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 ในส่วนที่เหลืออย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการบริโภคและการจ้างงานให้เพิ่มสูงขึ้น โดยคาดว่าการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวที่ร้อยละ 2.5 ต่อปี (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.0 ถึง 3.0) และ 3.4 ต่อปี (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.9 ถึง 3.9) ตามลำดับ ขณะที่การบริโภคภาครัฐและการลงทุนภาครัฐจะขยายตัวที่ร้อยละ 6.1 ต่อปี (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 5.6 ถึง 6.6) และ 12.1 ต่อปี (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 11.6 ถึง 12.6) ตามลำดับ สำหรับมูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยจะขยายตัวที่ร้อยละ 6.2 ต่อปี (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 5.7 ถึง 6.7) โดยมีแนวโน้มฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญ ในด้านเสถียรภาพภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2564 จะอยู่ที่ร้อยละ 1.3 ต่อปี(โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 0.8 ถึง 1.8) ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีทิศทางสูงขึ้นและการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ”

ทั้งนี้ โฆษกกระทรวงการคลังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “เศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ที่ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากความคืบหน้าของวัคซีนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายประเทศ อย่างไรก็ดี ในการประมาณการเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ 1) การควบคุมการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 2) ความสำเร็จในการฉีดวัคซีนของประเทศต่าง ๆ และ 3) นโยบายทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักและความผันผวนของเงินลงทุนระหว่างประเทศทั้งนี้ กระทรวงการคลังมั่นใจว่าประเทศไทยมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง และมีฐานะการคลังที่มีความมั่นคงและมีสภาพคล่องเพียงพอต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาล ทำให้กระทรวงการคลังมีความพร้อมที่จะดำเนินนโยบายต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไป

Visitors: 25,148,620