หนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ณ ครึ่งแรกของปี 2022 ลดลง มาอยู่ที่ 88.2% มองไปข้างหน้า ความเปราะบางของครัวเรือนไทยในภาวะรายได้โตไม่ทันรายจ่าย ยังเป็นปัจจัยกดดันปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยหลังวิกฤตโควิด

หนี้ครัวเรือนไทยในช่วงไตรมาส 1 และ 2 ของปี 2022 ขยายตัวชะลอลงที่ 3.7% และ 3.5% ตามลำดับ อยู่ที่ 14.76 ล้านล้านบาท ณ ครึ่งแรกของปีนี้ โดยหนี้ครัวเรือนไทยเพิ่มช้าสุดในรอบ 18 ปี และขยายตัวชะลอลงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนเกิดวิกฤติโควิดที่ 3.9% หากพิจารณาหนี้ครัวเรือนแยกตามแหล่งที่มาพบว่า สินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ชะลอตัวต่อเนื่อง สินเชื่อจากสถาบันการเงินอื่นหดตัวในไตรมาสสอง ขณะที่สินเชื่อจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่รับฝากเงิน (SFI)[2] และสินเชื่อจากสหกรณ์ออมทรัพย์เร่งตัว น่าสังเกตว่าสินเชื่อจากบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคลขยายตัวสูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2020 และสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนเกิดวิกฤติโควิดค่อนข้างมาก อาจสะท้อนว่าครัวเรือนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางยังมีความต้องการกู้เงิน เนื่องจากขาดสภาพคล่องระยะสั้น (รูปที่ 1)

 

รูปที่ 1 : หนี้ครัวเรือนไทยไตรมาส 2 ปี 2022 ขยายตัวชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้าและขยายตัวต่ำสุดในรอบ 18 ปี

 

ที่มา : การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย

หากพิจารณาสินเชื่อครัวเรือนจากธนาคารพาณิชย์พบว่า ยอดคงค้างสินเชื่ออุปโภคบริโภคชะลอตัวในเกือบทุกผลิตภัณฑ์ ยกเว้นบัตรเครดิต (รูปที่ 2) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2022 ยอดคงค้างสินเชื่ออุปโภคบริโภคในระบบธนาคารพาณิชย์ชะลอลงต่อเนื่องอยู่ที่ 3% โดยยอดคงค้างสินเชื่อกลุ่มหลัก ได้แก่ สินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อส่วนบุคคล
และสินเชื่อรถยนต์มีทิศทางชะลอหรือทรงตัว ซึ่งสินเชื่อกลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วนถึง
75% ของยอดคงค้างสินเชื่ออุปโภคบริโภคในระบบธนาคารพาณิชย์ทั้งหมด ส่วนหนึ่งคาดว่าเป็นผลจากการที่ครัวเรือนบางกลุ่มยังมีสถานะทางการเงินที่เปราะบางในภาวะของแพงค่าแรงถูก มีหนี้ในระดับสูง ประกอบกับมีความกังวลจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ ขณะที่สถาบันการเงินยังคงมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน สำหรับสินเชื่อบัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์เร่งตัวขึ้นมาก สอดคล้องกับการเติบโตของสินเชื่อจากบริษัทบัตรเดรดิต ลิสซิ่งฯ ในรูปที่ 1

รูปที่ 2 : ยอดคงค้างสินเชื่ออุปโภคบริโภคของธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ชะลอลง แต่สินเชื่อบัตรเครดิตเร่งสูง

  

ที่มา : การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย

สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยทยอยปรับลดลงจากจุดสูงสุดในไตรมาสแรกของปี 2021 ที่ 90.9% เหลือ 89.2% ในไตรมาสแรก และ 88.2% ในไตรมาสสองของปี 2022 สาเหตุหลักมาจากการที่หนี้ครัวเรือนชะลอตัวต่อเนื่องที่ 3.6%YOY และ 3.4%YOY นอกจากนี้ Nominal GDP ที่เป็นฐานในการคำนวณยังขยายตัวในอัตราสูงกว่าหนี้ที่ 5.7% และ 5.1% ในช่วงสองไตรมาสแรกของปี ตามลำดับ (รูปที่ 3)

ทั้งนี้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่ลดลงอาจไม่สามารถสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยลดลงได้อย่างแท้จริง เนื่องจาก Nominal GDP ซึ่งเป็นฐานในการคำนวณ รวมปัจจัยด้านราคาที่สูงขึ้นจากเงินเฟ้อในประเทศ หากไม่รวมปัจจัยด้านราคาจะพบว่า Real GDP ในสองไตรมาสแรกของปี 2022 ขยายตัวเพียง 2.3% และ 2.5% ซึ่งต่ำกว่าอัตราการขยายตัวของหนี้ครัวเรือน นอกจากนี้ แม้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยจะลดลงมาบ้าง แต่นับว่ายังอยู่ในระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่น (รูปที่ 4)

รูปที่ 3 : สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ลดลง จากหนี้ที่โตช้าลงและการเติบโตของ Nominal GDP

หมายเหตุ : *% การเปลี่ยนแปลงของมูลค่าเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

ที่มา : การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

 

รูปที่ 4 : สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยอยู่ในระดับที่สูงมากเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่น

หมายเหตุ : **สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยเป็นข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ขณะที่สัดส่วนของประเทศอื่นเป็นข้อมูลจาก Bank of International Settlement (BIS) (ข้อมูลล่าสุดถึง Q1/22)

ที่มา : การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย และ Bank of International Settlement (BIS)

ในด้านคุณภาพสินเชื่ออุปโภคบริโภค สัดส่วนสินเชื่อที่มีความเสี่ยงระดับ Stage 3 (NPL) ลดลง
โดยทยอยลดลงจากระดับสูงสุดที่ 3.23% ในไตรมาสแรกของปี 2020 มาอยู่ที่ 2.69% ในไตรมาสสองของปี 2022
จากผลของการปรับโครงสร้างหนี้และการบริหารจัดการคุณภาพสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์เป็นสำคัญ เมื่อพิจารณาข้อมูลในรายละเอียดพบว่า สินเชื่อที่มีความเสี่ยงระดับ
Stage 3 (NPL) ลดลงทั้งในพอร์ตสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อบัตรเดรดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล แต่เพิ่มขึ้นในสินเชื่อรถยนต์ ขณะที่สินเชื่อที่มีความเสี่ยงระดับ Stage 2 (SICR)
มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องเช่นกันในพอร์ตสินเชื่อที่อยู่
(รูปที่ 5) อย่างไรก็ดี ในระยะต่อไปหลังจากที่มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เริ่มทยอยสิ้นสุดลงในปี 2023 สัดส่วนสินเชื่อ NPL อาจทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อีกครั้ง โดยเฉพาะหากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

ในระยะต่อไป EIC คาดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยจะทยอยลดลง แต่รายได้ที่ฟื้นช้าท่ามกลางค่าใช้จ่ายสูงต่อเนื่องจะเป็นแรงกดดันสำคัญ ผลสำรวจจาก EIC Consumer survey 2022  พบว่า (1) ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ค่าครองชีพสูงขึ้นต่อเนื่อง สวนทางกับรายได้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ที่ยังไม่กลับมาเท่าระดับก่อนโควิด และ (2) ในช่วง 6 เดือนข้างหน้า 43.8% คาดว่ารายได้จะโตไม่ทันรายจ่าย ส่งผลให้ผู้บริโภคต้องเผชิญปัญหา 3 ด้าน ได้แก่ ปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย ปัญหาเงินออมลดลง และปัญหาการชำระหนี้ ทำให้ครัวเรือนเหล่านี้มีสภาพคล่องรองรับค่อนข้างน้อยและมีความเสี่ยงที่จะก่อหนี้เพิ่มขึ้นในอนาคต โดยพบว่าผู้บริโภคกว่า 64% กำลังเผชิญปัญหาด้านใดด้านหนึ่งอยู่ และราว 42% กำลังเผชิญปัญหานี้มากกว่า 1 ด้านพร้อมกัน สะท้อนความเปราะบางของภาคครัวเรือนที่ค่อนข้างสูงจากสภาพคล่องที่มีจำกัด อีกทั้ง รายได้ที่ฟื้นตัวช้าและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจทำให้ผู้บริโภคส่วนมากยังคาดว่ารายจ่ายจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ยิ่งตอกย้ำความเปราะบางของภาคครัวเรือนบางกลุ่ม ซึ่งจะมีความเสี่ยงก่อหนี้สูงขึ้นในอนาคตท่ามกลางวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น

EIC คาดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP จะปรับลดลงต่อเนื่องอยู่ที่ 86-87% ณ สิ้นปี 2022 ตามการเติบโตของ Nominal GDP จากภาวะเงินเฟ้อสูง แต่อาจไม่ได้ปรับลดลงมากในระยะถัดไปเนื่องจาก (1) ระดับหนี้ครัวเรือนที่ในภาพรวมยังมีแน้วโน้มขยายตัวจากความต้องการสินเชื่อภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในทุกประเภทสินเชื่อ (รูปที่ 6 ซ้าย) โดยจากการศึกษา EIC ประเมินหากเศรษฐกิจขยายตัว 1 Percentage point จะทำให้หนี้ครัวเรือนขยายตัวราว 0.4-0.5 Percentage point ประกอบกับสถาบันการเงินมีแนวโน้มผ่อนคลายความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่ลดลงหลังเศรษฐกิจได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดจากวิกฤติโควิดไปแล้ว (รูปที่ 6 ขวา) (2) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจกลับสู่ระดับศักยภาพจะเป็นไปอย่างช้า ๆ ในขณะเดียวกันการจ้างงานยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ (รูปที่ 7 ซ้าย) โดยเฉพาะในภาคท่องเที่ยวและบริการที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่งทยอยเดินทางมาท่องเที่ยวในไทยและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องในสินค้าเกือบทุกหมวด ส่งผลให้รายได้โดยเฉลี่ยยังฟื้นตัวช้า (รูปที่ 7 ขวา) อีกทั้ง ปัจจัยทางด้านราคาที่ลดลงส่งผลให้ Nominal GDP ซึ่งใช้เป็นฐานในการคำนวณสัดส่วนหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นไม่สูงมากนัก โดยหากระดับหนี้ไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อาจส่งผลให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง

 

รูปที่ 5 : คุณภาพสินเชื่ออุปโภคบริโภคปรับดีขึ้น

หมายเหตุ : *สินเชื่อ stage 1 คือสินเชื่อที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตไม่เปลี่ยนแปลงจากเมื่อแรกเริ่มให้สินเชื่อ สินเชื่อ Stage 2 คือสินเชื่อที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (SICR) และ Stage 3 คือสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL)

ที่มา : การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย

 

รูปที่ 6 : คาดการณ์ความต้องการสินเชื่อทุกประเภทเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในขณะที่มาตรฐานการให้สินเชื่อผ่อนคลายลง

ที่มา : การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย

รูปที่ 7 : ตลาดแรงงานยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

ที่มา : การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานสถิติแห่งชาติ และสำนักงานประกันสังคม

การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยนับเป็นเรื่องท้าทาย หนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยที่ต้องเร่งแก้ไข เนื่องจากจะเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินของประเทศในระยะยาว ที่ผ่านมาได้มีความพยายามดูแลปัญหาหนี้ครัวเรือนในหลายช่องทาง ทั้งการส่งเสริมความรู้และวินัยทางการเงิน การออกกฎเกณฑ์กำกับดูแลสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ รวมถึงการช่วยเหลือด้านการปรับโครงสร้างหนี้และการพักชำระหนี้โดยเฉพาะช่วงวิกฤตโควิด เพื่อให้เป้าหมายการลดหนี้ครัวเรือนไทยสำเร็จได้ในระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ สถาบันการเงิน รวมถึงครัวเรือน มุ่งจัดการปัญหาหนี้ครัวเรือนทั้งระบบตั้งแต่ก่อนเป็นหนี้จนถึงการชำระหนี้ค้าง โดยเริ่มตั้งแต่นโยบายปัจจุบันที่ภาครัฐสนับสนุนมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับกระแสรายได้ในอนาคตของลูกหนี้ นโยบายระยะปานกลางมุ่งส่งเสริมวินัยการเงินและสร้างความรู้ทางการเงิน เพื่อลดการก่อหนี้เกินตัวในอนาคต ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และเพิ่มโอกาสเข้าถึงหนี้ในระบบ รวมถึงนโยบายระยะยาวส่งเสริมทักษะและโอกาสในการแข่งขันของแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อเพิ่มรายได้ให้เพียงพอค่าใช้จ่ายและภาระหนี้ที่สูงขึ้นตามหลัก “ลดก่อ (หนี้) ชะลอรายจ่าย สร้างรายได้ยั่งยืน”

บทวิเคราะห์โดย...https://www.scbeic.com/th/detail/product/household-debt-281022

Disclaimer: The information contained in this report has been obtained from sources believed to be reliable. However, neither we nor any of our respective affiliates, employees or representatives make any representation or warranty, express or implied, as to the accuracy or completeness of any of the information contained in this report, and we and our respective affiliates, employees or representatives expressly disclaim any and all liability relating to or resulting from the use of this report or such information by the recipient or other persons in whatever manner. Any opinions presented herein represent our subjective views and our current estimates and judgments based on various assumptions that may be subject to change without notice, and may not prove to be correct. This report is for the recipient’s information only. It does not represent or constitute any advice, offer, recommendation, or solicitation by us and should not be relied upon as such. We, or any of our associates, may also have an interest in the companies mentioned herein.

 

ผู้เขียนบทวิเคราะห์

ดร.ปุณยวัจน์ ศรีสิงห์

นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส

วิชาญ กุลาตี

นักวิเคราะห์

ดร.อสมา เหลี่ยมมุกดา

นักวิเคราะห์                                                        
______

 

ECONOMIC AND FINANCIAL MARKET RESEARCH

ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ

รองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงาน Economic Intelligence Center (EIC)
และรองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานกลยุทธ์องค์กร

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

 

ดร.ฐิติมา ชูเชิด

ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ และตลาดการเงิน

วชิรวัฒน์ บานชื่น

นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส

ดร.ปุณยวัจน์ ศรีสิงห์

นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส

จงรัก ก้องกำชัย

นักวิเคราะห์

ณิชนันท์ โลกวิทูล

นักวิเคราะห์

ปัณณ์ พัฒนศิริ

นักวิเคราะห์

วิชาญ กุลาตี

นักวิเคราะห์

ดร.อสมา เหลี่ยมมุกดา

นักวิเคราะห์

 


[1]การสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคของ EIC (EIC Consumer survey) ผ่านช่องทางออนไลน์ SurveyMonkey ระหว่างวันที่ 8 ถึง 22 กรกฎาคม 2022 มีผู้ตอบแบบสอบถามครบถ้วนทั้งสิ้น 2,676 คน

[2] SFI ในที่นี้ประกอบด้วย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

Visitors: 4,932,511