DITP แนะตลาดสมุนไพรไทยมาแรงหลังโควิด โอกาสส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศ โชว์ผลงานปั้นผู้ประกอบการสมุนไพรไทยต้นแบบ เร่งเจาะตลาดใหม่ของขวัญ ของฝาก ของที่ระลึก

14 กันยายน 2564: กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ  (DITP)เล็งเห็นโอกาสขยายตลาดส่งออกสินค้าสมุนไพรไทย โชว์ความสำเร็จ โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพรสู่ตลาดต่างประเทศ” สร้างผู้ประกอบการสมุนไพรไทยต้นแบบในกลุ่ม HEALTH & WELNESS เพิ่มมูลค่าการส่งออกตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มองสินค้าสมุนไพรมาแรงแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ตอบโจทย์เทรนด์คนรักสุขภาพวิถีใหม่ คาดการณ์มูลค่าตลาดสูงถึง 5.63 ล้านล้านบาท ในปี 2573

 

นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเปิดเผยว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ผู้บริโภคมีวิถีชีวิตและพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป หันมาสนใจและนิยมการดูแลรกษาสุขภาพด้วยวิธีธรรมชาติ และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี ทำให้สมุนไพรกลายเป็นหนึ่งในวัตถุดิบจากธรรมชาติที่ภาคธุรกิจในกลุ่ม HEALTH & WELNESSทั่วโลกกำลังต้องการ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าธุรกิจ HEALTH & WELNESSที่นำสมุนไพรไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต อาทิ เครื่องสำอาง อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์สปา จะมีมูลค่าตลาดสูงถึง 166 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 5.63 ล้านล้านบาท ในปี 2573 และมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องในทุกปี

 

“กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เล็งเห็นถึงแนวโน้มการเติบโตของสินค้าสมุนไพร และต้องการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการHEALTH & WELNESSของไทยที่มีสมุนไพรเป็นส่วนประกอบ จึงได้จัดโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพรสู่ตลาดต่างประเทศขึ้นเป็นปีแรก เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยในกลุ่มHEALTH & WELNESSผ่านการมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม หรือ BCG Model ด้วยการการอบรมให้ความรู้ การให้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดการสร้างคุณค่าและบรรจุภัณฑ์ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่ ผู้ประกอบการ ตลอดจนยกระดับและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์” นายเอกฉัตรกล่าว

 

โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพรสู่ตลาดต่างประเทศจัดขึ้นเป็นปีแรก ภายใต้แนวคิด THE NEW ERA OF THAI HERB, Next Image and New Opportunities for Your Brand” มีผู้ประกอบการสมุนไพรไทยผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรมการให้คำแนะนำในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย จำนวน  31 ราย โดยมุ่งเน้นตลาดกลุ่มของขวัญ ของฝาก และของที่ระลึกในช่วงเทศกาล โดยมี10 แบรนด์ที่เป็นไฮไลท์สำคัญ ได้แก่ STERLING ยาสีฟันที่มีสารสกัดจากสมุนไพรไทยอย่างขมิ้นนำมาผสมผสานกับมังคุดและน้ำมันมะพร้าว, G&T ORGANIC แฮร์โทนิคที่มีส่วนผสมหลักจากว่านหางจระเข้ มะหาด ดอกอัญชัน,PINMISA แชมพูที่มีสารสกัดจากสมุนไพรไทยรวม 20 ชนิด,NAROES แชมพูที่มีสารสกัดจากมะคําดีควาย บอระเพ็ด มะรุม ใบย่านาง และสะเดา,SAKUNA ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวหน้าที่มีสารสกัดจากรังไหมสายพันธุ์หลืองไพโรจน์,MADAME ESTHER สบู่สำหรับผิวกายที่มาจากสารสกัดใบพลู,  PATOMผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกายจากกุหลาบมอญอินทรีย์,KHUNPHAT HERBAL ผลิตภัณฑ์อโรมากลิ่นตะไคร้,AROM ผลิตภัณฑ์อโรมาที่มีส่วนผสมและกลิ่นจากสมุนไพร เช่น ขมิ้นชันกลิ่นมะลิ และ TEVADA JAI DEE BRAND น้ำมันนวดสมุนไพรที่มาจากสมุนไพรไทยนานาชนิด  

 

ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยกลุ่มของขวัญ ของฝาก ของที่ระลึก ที่ได้รับการพัฒนาบรรจุภัณฑ์จากการเข้าร่วมโครงการ ทั้ง 31           แบรนด์ จะถูกนำมาจัดแสดง FACTOPIAถ.รัตนาธิเบศร์ ภายใต้กิจกรรม “Shift to the New Marketกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-19 กันยายนนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อ (Buyers) นักธุรกิจ สื่อมวลชน และผู้สนใจ ได้เข้าชมผลิตภัณฑ์ ตลอดจนมีการทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ ในรูปแบบไลฟ์สตรีมมิง (Live Streaming) เพื่อเปิดโอกาสทั้งตลาดในประเทศ และตลาดต่างประเทศ

 

 

สามารถดูผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบที่เข้าร่วมโครงการฯ ทั้ง 31 แบรนด์ได้ทาง E-CATALOGUE THAI HERB

Visitors: 3,722,177