แชร์

ทางรอดภาคก่อสร้างไทย ต้องใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วย

อัพเดทล่าสุด: 20 มิ.ย. 2025
251 ผู้เข้าชม

KEY SUMMARY

ภาคก่อสร้างไทยเผชิญวิกฤติที่สะสมต่อเนื่อง ทั้งปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังต้องยกระดับ Productivity ไปจนถึงความท้าทายในการประกอบธุรกิจด้านต้นทุน และสภาพคล่อง รวมถึงต้องยกระดับความสามารถในการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างที่สอดคล้องกับเทรนด์ความยั่งยืน - Productivity ของแรงงานในภาคก่อสร้างยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ รวมถึงในระยะ 10 ปี ที่ผ่านมา Productivity ของแรงงานในภาคก่อสร้างยังไม่สามารถปรับตัวสูงขึ้นได้มากนัก โดยมีอัตราการขยายตัวที่ 2.7%CAGR ซึ่งยังต่ำกว่าภาคบริการกลุ่มอื่น ๆ อย่างกิจกรรมโรงแรม และบริการด้านอาหาร นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายในการประกอบธุรกิจ ทั้งข้อจำกัดทางด้านรายได้ การรับงานก่อสร้างใหม่ ๆ และการบริหารจัดการด้านต้นทุน ซึ่งอาจทำให้เผชิญปัญหาด้านสภาพคล่องของกิจการตามมา - ความต้องการสิ่งปลูกสร้างที่สอดคล้องกับเทรนด์การสร้างความยั่งยืน เช่น อาคารที่ได้รับรองมาตรฐานด้านความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาวะของผู้ใช้งาน อาคารอัจฉริยะ เป็นแรงกดดันให้ผู้รับเหมาก่อสร้างจำเป็นต้องมีการแข่งขันยกระดับความสามารถในการก่อสร้าง ให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หรือผู้ว่าจ้างโครงการก่อสร้างได้ การนำเทคโนโลยีมาใช้ จะช่วยเพิ่ม Productivity และบริหารจัดการความท้าทายต่าง ๆ ในการประกอบธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงสร้างความสามารถในการแข่งขันเข้าประมูลงานก่อสร้าง - เทคโนโลยีที่ผู้รับเหมาก่อสร้างมีการใช้อย่างแพร่หลาย ได้แก่ ซอฟต์แวร์ด้านการออกแบบและก่อสร้าง เทคโนโลยีก่อสร้างแบบสำเร็จรูป และการใช้บริการแพลตฟอร์มตัวกลาง ทั้ง B2B และ B2C ทั้งนี้ในปัจจุบันผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ และรายกลางบางส่วนเริ่มมีการนำ BIM และ 3D Printing มาใช้แล้ว นอกจากนี้ ยังมีศักยภาพในการนำ AI มาใช้ เช่น ขั้นตอนการออกแบบ และสร้างแบบจำลองสามมิติ การเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ภูมิอากาศ เพื่อวางแผนการดำเนินโครงการก่อสร้าง อีกทั้ง ยังสามารถนำ AI มาใช้เพื่อป้องกันการเกิดอันตรายในพื้นที่ก่อสร้าง - สำหรับผู้รับเหมาก่อสร้างรายกลางและเล็กควรเร่งยกระดับการใช้ BIM เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน และเป็นผู้รับเหมาช่วงของผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ที่มีการใช้ BIM อยู่แล้วได้ อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีมาใช้ในระยะแรก จะต้องลงทุนด้านเทคโนโลยี รวมถึงพัฒนาองค์ความรู้ และทักษะแรงงาน ผู้รับเหมาก่อสร้างควรร่วมมือเป็นพันธมิตรกับผู้รับเหมาก่อสร้างต่างชาติ ที่มีเทคโนโลยีก่อสร้าง ที่ทันสมัย เช่น สหรัฐอเมริกา เยอรมนี ญี่ปุ่น เพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ทั้งนี้แผ่นดินไหว ในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2025 ที่ผ่านมา เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีก่อสร้างที่ทันสมัย โดยผู้รับเหมาก่อสร้างไทยควรสร้างความร่วมมือเป็นพันธมิตรกับ

ภาคก่อสร้างไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านใดบ้าง

Productivity ของแรงงานในภาคก่อสร้างไทยยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ รวมถึงในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ยังไม่สามารถปรับตัวสูงขึ้นได้มากนัก มูลค่าภาคก่อสร้างไทยอยู่ในระดับสูงราวปีละ 1.4 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนราว 8% ของมูลค่า GDP แต่หากพิจารณาทางด้าน Productivity แล้ว จะพบว่า Productivity ของแรงงานในภาคก่อสร้างไทยยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ รวมถึงในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา Productivity ของแรงงานในภาคก่อสร้างไทยยังไม่สามารถปรับตัวสูงขึ้นได้มากนัก โดยมีอัตราการขยายตัวที่ 2.7%CAGR ซึ่งหากเปรียบเทียบกับภาคบริการด้วยกันเอง ยังเป็นอัตราการขยายตัวที่ต่ำกว่ากลุ่มอื่น ๆ อย่างกิจกรรมโรงแรม และบริการด้านอาหาร ซึ่งมีอัตราการขยายตัวที่ 5.1%CAGR และการขายส่ง ขายปลีก ซ่อมแซมยานยนต์ รถจักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคล และของใช้ในครัวเรือน ซึ่งมีอัตราการขยายตัวที่ 4.1%CAGR โดยเป็นผลมาจากการที่ภาคก่อสร้างไทยยังไม่มีการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่ม Productivity ได้มากเท่ากับกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ เนื่องจากมีรูปแบบการทำงานที่มีผู้ประกอบอาชีพงานพื้นฐานจำนวนมาก1 อีกทั้ง ยังสามารถพึ่งพาแรงงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานในภาคก่อสร้างไทยจำนวนมากได้

ต้นทุนก่อสร้าง ทั้งค่าวัสดุก่อสร้าง และค่าแรงงาน ยังอยู่ในระดับสูง ปัจจุบันต้นทุนค่าวัสดุก่อสร้างคิดเป็นสัดส่วนราว 60% ของต้นทุนก่อสร้างโดยรวม เพิ่มขึ้นจากในช่วงปี 2018 ที่คิดเป็นสัดส่วนราว 55% ของต้นทุนก่อสร้างโดยรวม โดยราคาวัสดุก่อสร้างหลัก ทั้งเหล็กทรงยาว และปูนซีเมนต์ ยังคงมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับราคาเฉลี่ยในอดีต ประกอบกับความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น สงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ราคาพลังงานมีความผันผวน และถูกส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิต และการขนส่งวัสดุก่อสร้างตามมา นับเป็นความเสี่ยงด้านต้นทุนก่อสร้างที่ผู้รับเหมาก่อสร้างยังต้องเผชิญอยู่ในระยะข้างหน้า

ในส่วนของต้นทุนค่าแรงงานคิดเป็นสัดส่วนราว 20-30% ของต้นทุนก่อสร้างโดยรวม โดยภาคก่อสร้างมีรูปแบบการทำงานที่มีผู้ประกอบอาชีพงานพื้นฐานเป็นหลัก ท่ามกลางสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีความเสี่ยงสูง อีกทั้ง ส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมที่ใช้แรงงานหนัก จึงไม่จูงใจแรงงานไทยให้เข้าสู่ภาคก่อสร้าง และนำมาสู่สถานการณ์การพึ่งพาแรงงานต่างชาติกลุ่ม CLMV ในสัดส่วนสูง โดยในปี 2024 แรงงานต่างชาติกลุ่ม CLMV คิดเป็นสัดส่วนราว 54-58% ของจำนวนแรงงานพื้นฐานในภาคก่อสร้างโดยรวม ทั้งนี้ในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา ภาคก่อสร้างไทยเผชิญภาวะขาดแคลน

แรงงาน โดยแรงงานกลุ่ม CLMV ในภาคก่อสร้างออกจากไทยไปเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ค่าแรงงานปรับตัวสูงขึ้น แม้หลังจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 คลี่คลายลง แรงงานกลุ่ม CLMV ได้ทยอยกลับมาทำงานในภาคก่อสร้างจนกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แต่ค่าแรงงานในภาคก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นจนอยู่ที่ระดับไม่ต่ำกว่า 400 บาท/วัน สูงกว่าค่าแรงงานขั้นต่ำในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ล่าสุดกำหนดไว้ที่ 400 บาท/วัน นับเป็นแรงกดดันด้านต้นทุนที่ผู้รับเหมาก่อสร้างเผชิญอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายอื่น ๆ ที่ส่งผลให้เผชิญปัญหาด้านสภาพคล่องของกิจการ โดยผู้รับเหมาก่อสร้างที่รับงานภาครัฐเป็นหลักเผชิญความล่าช้าในการเปิดประมูลโครงการก่อสร้างใหม่ ๆ ส่งผลให้สูญเสียโอกาสในการรับงานก่อสร้างใหม่ ๆ ราคากลางในการเปิดประมูลโครงการก่อสร้างที่อาจไม่สอดคล้องกับต้นทุนก่อสร้าง ท่ามกลางสถานการณ์การประมูลที่ยังมีการแข่งขันด้านราคา การเบิกจ่ายค่า K ที่อาจเป็นไปอย่างล่าช้า ตลอดจนสูตรการคำนวณค่า K ที่ไม่สะท้อนต้นทุนการก่อสร้างที่แท้จริง 2

ในส่วนของผู้รับเหมาก่อสร้างที่รับงานภาคเอกชนเป็นหลัก โดยเฉพาะโครงการที่อยู่อาศัย ยังเผชิญข้อจำกัดในการรับงานก่อสร้างใหม่ ๆ จากผลของการกลับมาหดตัวของตลาดที่อยู่อาศัยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รวมถึงยังมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องในปี 2025 โดยการแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้ส่งผลให้หน่วยเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในปี 2020 และ 2021 หดตัวในระดับสูงต่อเนื่องที่ -38%YOY และ -17%YOY ตามลำดับ แม้หน่วยเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ จะฟื้นตัวขึ้นมาได้ในปี 2022 แต่ก็กลับมาหดตัวอย่างต่อเนื่องในปี 2023 และ 2024 ที่ -5%YOY และ -39%YOY ตามลำดับ จากปัจจัยกดดันด้านกำลังซื้อในกลุ่มรายได้ปานกลาง-ล่างที่ฟื้นตัวช้า และผู้ซื้อที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยยังเผชิญข้อจำกัด ในการเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัย สำหรับในปี 2025 SCB EIC คาดว่า หน่วยเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ยังมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องที่ -13%YOY ลงมาอยู่ที่ระดับ 53,000 หน่วย โดยนอกจากกำลังซื้อในกลุ่มรายได้ปานกลาง-ล่างที่ฟื้นตัวช้า และข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยยังเป็นปัจจัยกดดันต่อเนื่องแล้ว ตลาดที่อยู่อาศัยยังต้องรอความเชื่อมั่นของผู้ซื้อคอนโดมิเนียมกลับมาหลังเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว รวมถึงเผชิญความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและไทย จากนโยบายการตั้งกำแพงภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งนี้หน่วยเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในปี 2025 ยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาเทียบเท่ากับระดับก่อนการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ค่าเฉลี่ยหน่วยเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในปี 2015-2019 อยู่ที่ 113,064 หน่วย/ปี ส่งผลให้ผู้รับเหมาก่อสร้างที่รับงานภาคเอกชน โดยเฉพาะโครงการที่อยู่อาศัย ยังเผชิญข้อจำกัดในการรับงานก่อสร้างใหม่ ๆ

ทั้งนี้การใช้วัสดุก่อสร้างยังมีเศษเหลือจากการตัด/ต่อ ทำให้ระหว่างการก่อสร้างต้องมีการเผื่อการสูญเสียวัสดุก่อสร้าง เช่น ปูน คอนกรีต เหล็ก กระเบื้อง อิฐ เพิ่มขึ้นอีกราว 5-10%3 จากปริมาณที่ใช้ นอกจากนี้ การทำงานในภาคก่อสร้างยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาดจากการก่อสร้างผิดแบบ ทำให้ต้องแก้ไขหรือก่อสร้างใหม่ ซึ่งมีส่วนทำให้การส่งมอบงานล่าช้าส่งผลให้ผู้รับเหมาก่อสร้างมีต้นทุนในส่วนของค่าปรับจากการส่งมอบงานล่าช้าเพิ่มเติม และยังมีผลต่อเนื่องมายังการเบิกจ่ายค่างวดงานให้ล่าช้าออกไป ที่อาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของกิจการ


บทความที่เกี่ยวข้อง
ททท. เผยผลสำเร็จกิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์ท่องเที่ยววิถีชุมชน 5 ภาค สู่สายตานักท่องเที่ยวจีน เกินเป้า สร้างการรับรู้รวมมากกว่า 100 ล้านคน-ครั้ง
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์ท่องเที่ยววิถีชุมชน 5 ภาค สู่สายตานักท่องเที่ยวจีน ชูแนวคิดหลงไทย เมืองน่าเที่ยว
14 ต.ค. 2025
SME D Bank เชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมเป็นเจ้าภาพทอดกฐินสามัคคี บูรณะปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ วัดบ้านยาง จังหวัดนครปฐม 19 ต.ค. 2568
ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา ลูกค้าธนาคาร ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตลอดจนประชาชนทั่วไป
2 ก.ย. 2025
เซ็นทรัล พัทยา ชวนโยคะริมบีช ในงาน Beach YOGA Nature of the Ocean 2025 เปิดประสบการณ์ใหม่สายโยคะ ตอบรับกระแส Wellness Tourism  
ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผุ้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เซ็นทรัลพัฒนา ในฐานะ Place for All เดินหน้าสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ สอดรับนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของ ททท. และเทรนด์ Wellness Tourism
18 ก.ค. 2025
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy