แชร์

สหรัฐฯ-จีน ยกระดับเกมภาษี-ค่าธรรมเนียมท่าเรือ กดดันห่วงโซ่อุปทานโลก คาดเดิมพันครั้งใหม่ อาจหนุนทองคำฟื้นตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่อีกครั้ง

อัพเดทล่าสุด: 24 ต.ค. 2025
314 ผู้เข้าชม

นายธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง เปิดเผยว่า ความตึงเครียดของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง หลังจีนประกาศมาตรการควบคุมการส่งออก แร่หายาก ที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการทหารของโลกอย่างเข้มงวด ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตอบโต้ด้วยการขู่ว่า อาจเก็บภาษีนำเข้าจากจีนเพิ่ม 155% เริ่มต้นในวันที่ 1 พ.ย.นี้ หากการเจรจาการค้าระหว่างสองประเทศไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ ทั้งนี้ ประเด็นการค้าทั้งหมดจะถูกนำขึ้นสู่โต๊ะเจรจาระหว่าง ทรัมป์ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ในช่วงหลังการประชุม APEC ปลายเดือนตุลาคมนี้ โดยทรัมป์ประกาศ 3 เงื่อนไขหลักที่จีนต้องยอมรับ คือ แร่หายาก ถั่วเหลือง และเฟนทานิล ทั้งนี้ หากการเจรจาล้มเหลว จะเป็น ชนวน ให้ราคาทองคำทะยานขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่อีกครั้ง โดยยังคงมองเป้าหมายที่ระดับ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์

การปะทุของสงครามการค้าด้วยอาวุธทางเศรษฐกิจใหม่

สงครามการค้าระหว่างสองมหาอำนาจโลกกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเคยกล่าวว่าอัตราภาษีศุลกากรระดับสูงที่สหรัฐฯ ใช้ตอบโต้จีน ไม่สามารถคงอยู่ได้ในระยะยาว แต่การกระทำล่าสุดของจีนในการควบคุมการส่งออกแร่หายาก และการที่จีนนำเข้าถั่วเหลืองจากบราซิล และอาร์เจนตินา ทดแทนการนำเข้าจากสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของความขัดแย้ง โดยเปลี่ยนจาก สงครามภาษี ไปสู่ สงครามรูปผสม (Hybrid Warfare) ซึ่งจะมีการเจาะลึกเพิ่มเติมหลังจากนี้

ล่าสุด สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จีนได้ขยายมาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายากอย่างมีนัยสำคัญ โดยมาตรการใหม่ที่เริ่มเมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กำหนดให้บริษัททั้งในจีนและต่างประเทศ ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาลจีนในการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของแร่หายากของจีน แม้จะมีสัดส่วนเพียง 0.1% ของมูลค่าสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชิ้นส่วนแม่เหล็กและวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ นอกจากนี้ ยังห้ามการส่งออกเพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหารของต่างประเทศโดยเด็ดขาด

ขณะเดียวกัน สำนักงานศุลกากรจีนเปิดเผยเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา ว่ายอดนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ในเดือนกันยายน 2568 ลดลงเป็นศูนย์ จากเดิม 1.7 ล้านเมตริกตันในเดือนเดียวกันของปีก่อน สวนทางกับการสั่งซื้อจากบราซิลที่เพิ่มขึ้น 29.9% เป็น 10.96 ล้านตัน และจากอาร์เจนตินาที่พุ่งขึ้น 91.5% เป็น 1.17 ล้านตัน

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลงนามในกฎหมาย HALT Fentanyl Act ซึ่งจัดให้ยาเฟนทานิลเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 อย่างถาวร ทำให้การผลิต จำหน่าย ครอบครอง หรือนำเข้า มีโทษร้ายแรงตามกฎหมายอาญาของรัฐบาลกลาง

การควบคุมนี้สร้างความกังวลให้กับสหรัฐฯ เนื่องจากจีนครองอำนาจในการแปรรูปแร่หายาก ประมาณ 85-90% ของโลก และครองอำนาจการส่งออกแร่หายาก ประมาณ 70% ของโลก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูง ยานยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ และยุทโธปกรณ์ทางการทหาร อีกทั้งการที่จีนหยุดนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ยังเป็นการสร้างความสั่นคลอนให้กับฐานเสียงของพรรครีพับลิกัน

ของทรัมป์โดยตรง การดำเนินการของจีนถูกมองว่าเป็น เครื่องมือบีบบังคับทางเศรษฐกิจและการเมือง เพื่อต่อรองให้สหรัฐฯ ผ่อนคลายมาตรการควบคุมชิปและเทคโนโลยี

3 เงื่อนไขหลักของทรัมป์ และการตอบโต้ของจีน

เพื่อตอบโต้มาตรการของจีน ทรัมป์ได้ขู่ที่จะขึ้นภาษีนำเข้าจากจีนเพิ่มอีก 155% อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ส่งสัญญาณว่าอาจพิจารณาลดภาษีลง หากจีนยอมรับเงื่อนไขหลัก 3 ประการในการเจรจาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในการประชุม APEC ที่เกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 31 ต.ค. - 1 พ.ย. นี้

เงื่อนไขเหล่านั้น ได้แก่:

1) แร่หายาก: ทรัมป์กล่าวว่า ผมไม่ต้องการให้พวกเขาเล่นเกมแร่หายากกับเรา โดยเรียกร้องให้จีนยกเลิกข้อจำกัดการส่งออก

2) ถั่วเหลือง: เรียกร้องให้จีนกลับมาซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ในปริมาณที่ใกล้เคียงกับในอดีต หลังพบว่าในเดือนกันยายนที่ผ่านมา จีนได้ลดปริมาณการนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ลงเหลือศูนย์ และหันไปพึ่งพาอุปทานจากอเมริกาใต้แทน ซึ่งถือเป็น การกระทำที่เป็นปรปักษ์ทางเศรษฐกิจ

3) เฟนทานิล: ต้องการให้จีน หยุดส่งเฟนทานิล โดยกล่าวหาว่าจีนล้มเหลวในการควบคุมการส่งออกยาเสพติดและสารตั้งต้น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของวิกฤตยาเสพติดในสหรัฐฯ

ตลาดทุนผันผวน: หุ้นร่วง ทองคำพุ่ง

มาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายากของจีนและการตอบโต้ของสหรัฐฯ ด้วยการขู่ขึ้นภาษี 155% ส่งผลกระทบต่อตลาดโลกอย่างรุนแรง โดยตั้งแต่ที่มีข่าวออกมา มูลค่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ หายไปกว่า 1.5 ถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์

ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่า การเจรจาหลังการประชุม APEC ครั้งนี้เป็นเดิมพันที่สูงมาก หากการเจรจาล้มเหลวและไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในประเด็นสำคัญเหล่านี้ได้ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกจะกลับมาปกคลุมตลาด ทำให้ทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) มีโอกาสที่จะทะยานขึ้นอีกครั้ง

หากมีการฟื้นตัว ยังคงมองเป้าหมายที่ระดับ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (เทียบเท่าทองคำแท่งในประเทศประมาณบาทละ 69,100 บาท) ซึ่งอาจทำให้ผลตอบแทนทองคำในปีนี้พุ่งทะลุ 70%

ในทางกลับกัน หากผลการเจรจาออกมาเป็นบวกและมีการบรรลุข้อตกลงบางส่วน อาจทำให้ราคาทองคำปรับฐานลงมา ซึ่งจะเป็นโอกาสในการเข้าซื้อบริเวณแนวรับสำคัญที่ 4,000 และ 3,950 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (เทียบเท่ากับทองคำแท่งในประเทศประมาณบาทละ 61,900 และ 61,100 บาทตามลำดับ) เนื่องจากตลาดยังคงมีปัจจัยหนุนทองคำในระยะยาว ทั้งประเด็นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อาจชะลอตัวและทิศทางดอกเบี้ยขาลงในปีหน้า


บทความที่เกี่ยวข้อง
เบเยอร์ กับเส้นทางที่เป็นหนึ่งเดียวในแบรนด์สีทาอาคาร ที่ดำเนินการเข้าร่วม แผนสำหรับ Net Zero Pathway ผ่านโครงการที่นำโดย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)
เบเยอร์ประกาศความมุ่งมั่นสู่การเป็นผู้นำด้านวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ ด้วยการเข้าร่วม แผนสำหรับ Net Zero Pathway ณ ห้อง Conference Hall สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)
7 พ.ย. 2025
ธอส. จัดทำ 7 มาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ห่วงใยลูกค้าและประชาชนในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ และพื้นที่ภาคใต้ที่ประสบอุทกภัย ออก 7 มาตรการช่วยเหลือและเยียวยา บรรเทาความเดือดร้อน
23 พ.ย. 2025
วิริยะประกันภัย ร่วมสนับสนุนภารกิจค้นหาใต้น้ำ อาสาสมัครกู้ภัยบัวใหญ่ จ.นครราชสีมา
นายมารวย  จินตบัณฑิตวงค์ ประธานมูลนิธิคุณธรรมการกุศลบัวใหญ่ "เต็กก่า" จีหลักเกาะ รับมอบงบประมาณสำหรับจัดซื้อเครื่องอัดอากาศ จำนวน 80,000 บาท และน้ำดื่มบรรจุขวด จาก บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยมี นายวารี กกขุนทด รองผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการภาค 2
11 พ.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy