ธนาคารไทยเครดิต คว้า SET ESG Ratings ประจำปี 2568 ระดับ A ตอกย้ำถึงการเป็น ธนาคารเพื่อความยั่งยืน

ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในการได้รับการจัดอันดับ SET ESG Ratings ประจำปี 2568 ที่ระดับ A จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นับเป็นการติดอันดับ หุ้นยั่งยืน ครั้งแรกของธนาคาร ภายหลังจากการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (IPO) เมื่อปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และหลักธรรมาภิบาล (ESG) ความโปร่งใส และการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาว
นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ความสำเร็จนี้เกิดจากการที่ธนาคารได้ยึดมั่นในปรัชญา Everyone Matters ทุกคนคือคนสำคัญ โดยนำแนวคิด ESG มาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนกลยุทธ์องค์กรอย่างแท้จริง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเป็น ธนาคารที่ทุกคนเข้าถึงได้ สร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของธุรกิจ การรักษาสิ่งแวดล้อม และการยกระดับคุณภาพสังคมไทย การสร้างความสมดุลดังกล่าวเป็นหัวใจสำคัญที่นำไปสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีและการบริหารความเสี่ยงที่เป็นระบบของธนาคาร
การได้รับคัดเลือกให้อยู่ใน SET ESG Ratings ในครั้งนี้ เป็นผลจากการบูรณาการกรอบการทำงานด้านความยั่งยืนที่ครอบคลุมในทุกมิติ ตั้งแต่มิติด้านธรรมาภิบาล (Governance): ธนาคารได้วางโครงสร้างการกำกับดูแลกิจการที่เข้มแข็ง และมีนโยบายต่อต้านการทุจริตที่ชัดเจน มีการขยายผลสู่สังคมผ่านโครงการ รู้ไว้ ไม่โดนหลอก เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันภัยทางการเงิน มิติด้านสังคม (Social): ธนาคารมุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพทุนมนุษย์และเศรษฐกิจฐานราก ผ่านโครงการ ตังค์โค Know-How ที่ช่วยยกระดับความรู้ทางการเงิน และส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง และมิติด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental) มีการนำระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมและสังคม (Environmental and Social Management System ESMS) มาบริหารจัดการผลกระทบอย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งเน้นการลดการใช้ทรัพยากรและการปล่อยคาร์บอน เพื่อก้าวสู่ Sustainable Banking ตามเป้าหมาย Carbon Neutrality ภายในปี 2050 และ Net Zero ภายในปี 2065
ความสำเร็จในครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพของธนาคารไทยเครดิต ในการเติบโตอย่างมั่นคงในตลาดทุน สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนอย่างชัดเจน อีกทั้งยังช่วยให้ธนาคารสามารถขยายผลไปยังกลุ่มการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน เช่น กองทุน Thai ESG เป็นต้น ธนาคารพร้อมที่จะเดินหน้าสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป


