แชร์

กำไรจากการดำเนินงานของกลุ่มธนาคารยูโอบีประจำปี 2568 แตะระดับ 7.7 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ ผลประกอบการที่แข็งแกร่งจากจากรายได้ค่าธรรมเนียมที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั่วทั้งกลุ่มธุรกิจที่หลากหลายของธนาคาร

อัพเดทล่าสุด: 27 ก.พ. 2026
267 ผู้เข้าชม

กลุ่มธนาคารยูโอบีรายงานกำไรจากการดำเนินงานสำหรับปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ที่ 7.7 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากรายได้ค่าธรรมเนียมที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทั้งในกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และลูกค้ารายย่อย ทั้งนี้ กำไรสุทธิประจำปี 2568 ชะลอตัวลงร้อยละ 23 มาอยู่ที่ 4.7 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการที่กลุ่มธนาคารได้ตั้งสำรองทั่วไปเชิงป้องกันไว้ล่วงหน้าในไตรมาสที่ 3 เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของเงินกันสำรองท่ามกลางความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่เพิ่มสูงขึ้น

คณะกรรมการธนาคารมีมติเสนอให้จ่ายเงินปันผลสุดท้ายในอัตรา 71 เซนต์ต่อหุ้นสามัญ ซึ่งเมื่อรวมกับเงิน  ปันผลระหว่างกาลที่ 85 เซนต์ต่อหุ้นสามัญ จะทำให้เงินปันผลรวมประจำปี 2568 อยู่ที่ 1.56 เหรียญสิงคโปร์ต่อหุ้นสามัญ หรือคิดเป็นอัตราการจ่ายปันผลประมาณร้อยละ 50 ทั้งนี้ ในการพิจารณาจ่ายเงินปันผลสุดท้ายดังกล่าว ได้มีการยกเว้นการนำรายการเงินตั้งสำรองทั่วไปเชิงป้องกันที่จัดสรรไว้ในไตรมาสที่ 3 มาคำนวณร่วมด้วย นอกเหนือจากเงินปันผลปกตินี้ กลุ่มธนาคารยังได้คืนทุนส่วนเกินให้แก่ผู้ถือหุ้นผ่านการจ่ายเงินปันผลพิเศษอีก 50 เซนต์ต่อหุ้นสามัญ โดยแบ่งจ่ายเป็น 2 งวดในปี 2568

รายได้จากดอกเบี้ยสุทธิประจำปี 2568 ปรับตัวลดลงร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้ว่ายอดสินเชื่อจะขยายตัวในเกณฑ์ดีที่ร้อยละ 4 แต่แรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงที่ปรับตัวลดลง ได้ส่งผลกระทบต่อแรงขับเคลื่อนของการเติบโตดังกล่าว ในขณะที่รายได้จากค่าธรรมเนียมสุทธิเติบโตขึ้นร้อยละ 7 แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.6 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการเติบโตในระดับเลขสองหลักของกลุ่มธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อ ขณะที่รายได้จากธุรกรรมการบริหารเงินและกิจกรรมการบริหารจัดการสภาพคล่องปรับตัวเข้าสู่ระดับปกติเมื่อเทียบกับฐานที่สูงเป็นพิเศษในปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ธุรกรรมบริหารเงินของลูกค้าสามารถสร้างสถิติสูงสุดใหม่ จากความต้องการด้านการป้องกันความเสี่ยงและการลงทุนที่แข็งแกร่ง

คุณภาพสินทรัพย์ยังคงมีความยืดหยุ่นและแข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ทรงตัวอยู่ที่ร้อยละ 1.5 ทั้งนี้ ภายหลังจากการตั้งสำรองทั่วไปเชิงป้องกันในไตรมาสที่ 3 ส่งผลให้ต้นทุนความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อในไตรมาสที่ 4 ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 19 จุด เนื่องจากระดับการตั้งสำรองรวมได้กลับสู่สภาวะปกติ

กำไรจากการดำเนินงานของกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ปรับตัวลดลงร้อยละ 8 จากปีก่อนหน้า โดยได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงและการแข่งขันที่สูงขึ้นในกลุ่มสินทรัพย์คุณภาพ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจวาณิชธนกิจสามารถสร้างรายได้จากค่าธรรมเนียมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่รายได้จากธุรกรรมการบริหารเงินของลูกค้าก็ทำสถิติสูงสุดใหม่เช่นกัน ทั้งนี้ แม้อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงจะปรับตัวลดลงและมีความไม่แน่นอนเรื่องกำแพงภาษีของสหรัฐฯ แต่กลุ่มธุรกิจธุรกรรมทางการเงินยังคงมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยคิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้รวมในกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของสินเชื่อเพื่อการค้าที่เติบโตร้อยละ 26 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และฐานเงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ (CASA) ที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นของลูกค้าต่อโซลูชันการชำระเงิน การค้า และการบริหารจัดการเงินสดแบบครบวงจรของธนาคาร นอกจากนี้ รายได้ข้ามพรมแดนยังคงรักษาแรงขับเคลื่อนที่มั่นคง โดยคิดเป็นร้อยละ 27 ของรายได้รวมในกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งได้รับปัจจัยสนับสนุนจากเครือข่ายความเชื่อมโยงในภูมิภาคที่ครอบคลุมและความเชี่ยวชาญในกลุ่มอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งของกลุ่มธนาคาร

กลุ่มธุรกิจลูกค้ารายย่อยรายงานกำไรจากการดำเนินงานประจำปี 2568 ที่ 2.3 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ ปรับตัวลดลงร้อยละ 9 โดยมีการเติบโตของธุรกิจการบริหารความมั่งคั่งและยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านรายได้จากสภาวะอัตราดอกเบี้ยขาลง ทั้งนี้ ยอดเงินฝากรายย่อยเติบโตร้อยละ 5 โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวที่แข็งแกร่งของฐานเงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ (CASA) ที่ร้อยละ 12 แม้จะเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงและสภาพแวดล้อมที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ ขณะที่ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเติบโตอย่างต่อเนื่องตามการบริโภคที่ขยายตัวและการตอบรับของลูกค้าต่อผลิตภัณฑ์บัตรเครดิตที่หลากหลาย สำหรับรายได้จากธุรกิจการบริหารความมั่งคั่งปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากการที่ลูกค้าปรับเปลี่ยนสัดส่วนเงินฝากสู่การลงทุนในสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) นอกจากนี้ กลุ่มธนาคารยังคงมีกระแสเงินลงทุนใหม่สุทธิไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดสินทรัพย์ภายใต้การบริหารสำหรับกลุ่มลูกค้าความมั่งคั่งสูง (High-Net-Worth) แตะระดับ 2.01 แสนล้านเหรียญสิงคโปร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

การจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษครั้งเดียวสำหรับพนักงานระดับปฏิบัติการ
กลุ่มธนาคารยูโอบีจะมอบเงินช่วยเหลือพิเศษครั้งเดียวในอัตราครึ่งหนึ่งของเงินเดือนพื้นฐานแก่พนักงานระดับปฏิบัติการ เพื่อเป็นการตอบแทนความทุ่มเทในการทำงานท่ามกลางสภาพแวดล้อมภายนอกที่ท้าทาย โดยจะดำเนินการจ่ายให้แก่พนักงานประมาณ 6,000 คนทั่วทั้งกลุ่มธนาคารภายในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ คิดเป็นงบประมาณรวมทั้งสิ้นราว 4 ล้านเหรียญสิงคโปร์ ทั้งนี้ กลุ่มธนาคารยูโอบียังคงมุ่งมั่นที่จะรักษาโครงสร้างค่าตอบแทนที่ยุติธรรมและสามารถแข่งขันได้ในตลาด ควบคู่ไปกับการมอบสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมและยั่งยืนในระยะยาว รวมถึงการเพิ่มการสนับสนุนด้านการรักษาพยาบาล โครงการฝึกอบรม และสวัสดิการอื่นๆ อีกมากมาย

สารจากกรรมการผู้จัดการใหญ่
นาย วี อี เชียง รองประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี กล่าวว่า "กลุ่มธนาคารมีผลการดำเนินงานที่ฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งตลอดทั้งปี โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากรายได้จากค่าธรรมเนียมที่เติบโตอย่างต่อเนื่องทั่วทั้งกลุ่มธุรกิจที่หลากหลายของธนาคาร ขณะเดียวกัน งบดุลของธนาคารยังคงมีความแข็งแกร่ง ทั้งในด้านเงินทุน สภาพคล่อง และคุณภาพสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพ

ทิศทางการเติบโตของภูมิภาคอาเซียนยังคงขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยได้รับปัจจัยหนุนจากแนวโน้มเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านการปรับเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัล การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการบูรณาการในภูมิภาคที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ภายใต้สภาวะแวดล้อมเช่นนี้ เราเห็นแรงขับเคลื่อนที่มั่นคงในทุกสายธุรกิจ ซึ่งเป็นผลมาจากเครือข่ายที่ครอบคลุมในภูมิภาคและความสัมพันธ์กับลูกค้าในอาเซียนที่หยั่งรากลึก

เรายังคงมุ่งมั่นเสริมสร้างการเชื่อมโยงในระดับภูมิภาค พัฒนาแพลตฟอร์มการบริหารจัดการความมั่งคั่ง และยกระดับขีดความสามารถด้านดิจิทัลเพื่อส่งมอบคุณค่าให้แก่ลูกค้าอย่างสูงสุด ด้วยงบดุลที่แข็งแกร่งและเครือข่ายธุรกิจที่ขยายตัวกว้างไกลในภูมิภาค เราจึงมีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนลูกค้าในทุกสภาวะเศรษฐกิจและพร้อมคว้าโอกาสใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต”

ปี 2568 เปรียบเทียบกับปี 2567

กำไรจากการดำเนินงานประจำปี 2568 อยู่ที่ 7.7 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ ปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมา ท่ามกลางภาวะอุตสาหกรรมที่เผชิญกับแรงกดดันด้านส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยและความผันผวนของตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ปัจจัยขับเคลื่อนธุรกิจหลักยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของสินเชื่อในเกณฑ์ดี ตลอดจนการเติบโตที่แข็งแกร่งของรายได้จากค่าธรรมเนียมและปริมาณการไหลเข้าของธุรกรรมการบริหารเงินจากลูกค้า ทั้งนี้ กำไรสุทธิชะลดตัวลงร้อยละ 23 มาอยู่ที่ 4.7 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ โดยมีสาเหตุหลักจากการตัดสินใจเชิงรุกของกลุ่มธนาคารในการเสริมความแข็งแกร่งของเงินกันสำรองผ่านการตั้งสำรองเชิงป้องกันไว้ล่วงหน้า เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่เปลี่ยนแปลงไปและความท้าทายเฉพาะในบางภาคธุรกิจ

รายได้จากดอกเบี้ยรับสุทธิปรับตัวลดลงร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 9.4 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ เนื่องจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยรับสุทธิลดลง 14 จุดพื้นฐาน มาอยู่ที่ร้อยละ 1.89 ซึ่งเป็นผลมาจากอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงที่ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ดี แม้จะเผชิญกับแรงกดดันด้านส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย แต่ยอดสินเชื่อยังคงเติบโตในเกณฑ์ดีที่ร้อยละ 4 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากเครือข่ายธุรกิจที่หลากหลายและสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่ง

รายได้จากค่าธรรมเนียมสุทธิเติบโตร้อยละ 7 แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.6 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ ขณะที่รายได้ธุรกิจการบริหารจัดการความมั่งคั่งและรายได้ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางสภาวะตลาดที่เอื้ออำนวยและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยอื่นๆ อยู่ที่ 1.9 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ ปรับตัวลดลงร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับปีที่ก่อนหน้า เนื่องจากรายได้จากการค้าและกิจกรรมการบริหารจัดการสภาพคล่องกลับสู่สภาวะปกติ หลังจากที่มีผลการดำเนินงานสูงเป็นพิเศษในปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม รายได้จากธุรกรรมการบริหารเงินที่เกี่ยวข้องกับลูกค้ายังคงสร้างทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการด้านการป้องกันความเสี่ยงและการลงทุนที่แข็งแกร่ง

ค่าใช้จ่ายรวมปรับตัวลดลงร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ร้อยละ 44.6 ซึ่งเป็นผลจากการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัย ควบคู่ไปกับการลงทุนเชิงกลยุทธ์ตามเป้าหมายที่วางไว้ ทั้งนี้ เงินกันสำรองรวมเพิ่มขึ้นเป็น 2.0 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ ซึ่งสะท้อนถึงการตั้งสำรองล่วงหน้าเชิงป้องกันเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับงบดุลของกลุ่มธนาคารดียิ่งขึ้น

ไตรมาส 4 ปี 2568 เปรียบเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2568
กำไรสุทธิสำหรับไตรมาสที่ 4 ฟื้นตัวขึ้นอยู่ที่ 1.4 พันล้านเหรียญสิงคโปร์

รายได้จากดอกเบี้ยรับสุทธิอยู่ที่ 2.3 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยรับสุทธิขยายตัวขึ้น 2 จุดพื้นฐาน มาอยู่ที่ร้อยละ 1.84 จากต้นทุนทางการเงินที่ปรับตัว  ดีขึ้น ขณะที่รายได้จากค่าธรรมเนียมสุทธิปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 625 ล้านเหรียญสิงคโปร์ โดยค่าธรรมเนียมรับจากบัตรเครดิตที่เพิ่มขึ้นช่วยชดเชยการชะลอตัวลงตามฤดูกาลของกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อและการบริหารจัดการความมั่งคั่ง สำหรับรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยอื่นๆ ปรับตัวลดลงร้อยละ 39 มาอยู่ที่ 319 ล้านเหรียญสิงคโปร์ โดยได้รับผลกระทบจากรายได้จากการค้าและการลงทุนที่ลดลง รวมถึงการไหลเข้าของธุรกรรมการบริหารเงินจากลูกค้าที่ชะลอตัวลงในช่วงสิ้นปี

ค่าใช้จ่ายรวมทรงตัวอยู่ที่ 1.5 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ โดยมีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ร้อยละ 46.4 ทั้งนี้ เงินกันสำรองรวมปรับตัวกลับเข้าสู่สภาวะปกติที่ 113 ล้านเหรียญสิงคโปร์ ภายหลังจากการตั้งสำรองทั่วไปเชิงป้องกันในไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้ต้นทุนความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อรวมลดลงมาอยู่ที่ 19 จุดพื้นฐาน

ไตรมาส 4 ปี 2568 เปรียบเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2567
รายได้จากดอกเบี้ยรับสุทธิชะลอตัวลงเนื่องจากแรงกดดันด้านส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยมีน้ำหนักมากกว่าการเติบโตของสินเชื่อที่ขยายตัวในเกณฑ์ดีที่ร้อยละ 4 ขณะที่รายได้จากค่าธรรมเนียมสุทธิเติบโตอย่างครอบคลุมในทุกกลุ่มธุรกิจที่ร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในส่วนของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยอื่นๆ ปรับตัวลดลงร้อยละ 28 จากรายได้จากการค้าและการลงทุนที่ลดลง ค่าใช้จ่ายรวมลดลงร้อยละ 3 จากการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัย ในขณะที่เงินกันสำรองรวมลดลงกึ่งหนึ่งเนื่องจากเงินกันสำรองเฉพาะรายที่ปรับตัวลดลง

คุณภาพสินทรัพย์
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เงินกันสำรองรวมสำหรับสินเชื่อคุณภาพดีของกลุ่มธนาคารทรงตัวอยู่ที่ร้อยละ 1.0 ขณะที่อัตราสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ที่ร้อยละ 1.5 โดยมีอัตราส่วนการตั้งเงินกันสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPA) ในระดับที่เหมาะสมที่ร้อยละ 97 หรือร้อยละ 254 หากนับรวมหลักประกัน

เงินทุน ฐานะเงินทุน และสภาพคล่อง

ฐานะเงินทุนของกลุ่มธนาคารยูโอบียังคงแข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่หนึ่งที่เป็นส่วนของเจ้าของ (CET1) ที่ร้อยละ 15.1 สำหรับไตรมาสนี้ ธนาคารยังคงมีสภาพคล่องที่ดี โดยมีอัตราส่วนการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง (LCR) ในทุกสกุลเงินเฉลี่ยที่ร้อยละ 147 ในขณะที่อัตราส่วนการจัดหาเงินทุนสุทธิ (NSFR) อยู่ที่ร้อยละ 116 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ทางการกำหนด


บทความที่เกี่ยวข้อง
เอไอเอ จัดกิจกรรม เอไอเอ ไทยแลนด์ สเปอร์ส ฟุตบอล คลีนิก 2025
เอไอเอ ประเทศไทย นำทีมโดย นางสาวญดา วงศ์ทองคำ รองผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารสิทธิพิเศษ และกิจกรรมลูกค้า สานต่อโครงการฝึกทักษะฟุตบอลให้แก่เยาวชนไทย ภายใต้กิจกรรม เอไอเอ ไทยแลนด์ สเปอร์ส ฟุตบอล คลินิก 2025
11 ก.ย. 2025
SME D Bank ผนึก TikTok จัดมหกรรม Live Commerce EXPO 2025  ยกทัพอินฟูลฯ ตัวท็อปหนุนเอสเอ็มอีเพิ่มรายได้ ติดปีกธุรกิจสู่โลกยุคดิจิทัล    
SME D Bank จับมือ TikTok Thailand จัดงาน Live Commerce EXPO 2025  ยกทัพอินฟลูฯ 15 ช่องดัง   ที่มีกว่า 1.46 ล้านผู้ติดตาม มาช่วยไลฟ์รีวิวขายสินค้า เพิ่มรายได้ขยายตลาดให้เอสเอ็มอีทั่วไทยกว่า 400 ราย
17 ธ.ค. 2025
OCEAN LIFE ไทยสมุทร เติมเต็มความสนุกในงาน NONT EP.03 สุรุ่ยสุร่าย CONCERT พร้อมกิจกรรมแจกทองโอชิสุดเซอร์ไพรส์
บมจ.ไทยสมุทรประกันชีวิต รักคือพลังของชีวิต นำโดย คุณปูชิตา เจริญพงศ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด เดินหน้าสร้างประสบการณ์แห่งความสุขและความสนุกให้กับคนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ด้วยการร่วมสนับสนุนงาน มาม่า Presents "NONT EP.03
16 ก.ย. 2025
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy