แชร์

เมย์แบงก์ ชี้ หุ้นกลุ่มป้องกันประเทศเป็น “Bright Spot” ของพอร์ตการลงทุน

อัพเดทล่าสุด: 6 มี.ค. 2026
241 ผู้เข้าชม

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นในหลายภูมิภาค หุ้นในอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ (Aerospace & Defense) กำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกอีกครั้ง ในฐานะหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่มีความแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพสูง เนื่องจากมีรัฐบาลเป็นลูกค้าหลักและได้รับงบประมาณด้านกลาโหมอย่างต่อเนื่อง ฝ่าย Investment Solutions บริษัท หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มองว่า กลุ่มหุ้นดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในฐานะสินทรัพย์ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนในระยะยาว

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งในยูเครนและตะวันออกกลางได้สะท้อนภาพของสงครามยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เน้นกำลังรบหนักอย่างรถถังหรืออากาศยานขนาดใหญ่ ไปสู่การใช้อาวุธเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีต้นทุนต่ำกว่าแต่มีประสิทธิภาพสูง เช่น โดรนไร้คนขับ และระบบป้องกันภัยทางอากาศที่สามารถปฏิบัติการได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งทำให้บริษัทที่พัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้กลายเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ความมั่นคงโลก

เทคโนโลยีทางการทหารถือเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดผลลัพธ์ของสงครามในแต่ละยุค และบริษัทที่พัฒนาและถือครองนวัตกรรมเหล่านี้มักกลายเป็นผู้นำของอุตสาหกรรม เช่น Lockheed Martin ผู้พัฒนาเทคโนโลยี Stealth และผู้ผลิตเครื่องบินรบ F-35 Lightning II ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการทางทหารที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ขณะที่ RTX Corporation (เดิม Raytheon Technologies) เป็นผู้นำด้านระบบป้องกันภัยทางอากาศและผู้ผลิตขีปนาวุธสำคัญของโลกอย่าง Patriot และ Tomahawk รวมถึงเครื่องยนต์อากาศยานภายใต้แบรนด์ Pratt & Whitney ด้าน Northrop Grumman โดดเด่นในเทคโนโลยีอวกาศและระบบความมั่นคงขั้นสูง รวมถึงเครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหนรุ่นใหม่ B-21 Raider และระบบป้องกันไซเบอร์ ส่วน General Dynamics มีความเชี่ยวชาญด้านยานยนต์หุ้มเกราะ เช่น รถถัง Abrams และการต่อเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นกำลังหลักของยุทธศาสตร์ทางทะเลของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายธรรณพ ชำนาญศิลป์, CFP® Vice President Investment Solution บริษัท หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หุ้นในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศยังมีปัจจัยสนับสนุนในระยะยาวหลายประการ โดยเฉพาะแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของงบประมาณกลาโหมทั่วโลก ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องไม่ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะมาจากพรรคการเมืองใด นอกจากนี้ บริษัทในอุตสาหกรรมนี้มักมีมูลค่างานในมือ (Backlog) จำนวนมหาศาล ซึ่งสามารถรองรับรายได้ล่วงหน้าได้หลายปี ทำให้สามารถคาดการณ์ผลประกอบการได้อย่างค่อนข้างแม่นยำ อีกทั้งสัญญาจัดซื้อทางทหารส่วนใหญ่ยังมีเงื่อนไขปรับราคาตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น จึงช่วยให้บริษัทมีความสามารถในการรับมือกับภาวะเงินเฟ้อและความผันผวนของเศรษฐกิจได้ดี

นอกจากนี้ หุ้นในกลุ่มดังกล่าวยังมีลักษณะเป็นหุ้นที่จ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ และบางบริษัทมีนโยบายซื้อหุ้นคืนเป็นครั้งคราว ทำให้เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสร้างกระแสเงินสดระหว่างทางควบคู่ไปกับการเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว

สำหรับนักลงทุนไทยที่สนใจลงทุนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ สามารถเข้าถึงโอกาสการลงทุนได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งการลงทุนโดยตรงในหุ้นต่างประเทศผ่านแพลตฟอร์มการซื้อขายของบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) รวมถึงการลงทุนผ่านตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) ที่อ้างอิงบริษัทด้านกลาโหม เช่น MITSU19 ซึ่งอ้างอิงหุ้น Mitsubishi Heavy Industries ผู้รับเหมาด้านกลาโหมรายใหญ่ของญี่ปุ่น และ STEG19 ที่อ้างอิงหุ้น ST Engineering จากสิงคโปร์

ในขณะเดียวกัน นักลงทุนยังสามารถลงทุนผ่านกองทุน ETF ที่เน้นหุ้นในกลุ่ม Aerospace & Defense เช่น iShares U.S. Aerospace & Defense ETF, VanEck Defense UCITS ETF, Invesco Aerospace & Defense ETF และ SPDR S&P Aerospace & Defense ETF ซึ่งช่วยกระจายการลงทุนในบริษัทชั้นนำของอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังมีกองทุนรวมที่เน้นลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เช่น DAOL-DEFENSE, ASP-DEFENSE, TLDEFENSE และ LHGDEFENSE ที่เปิดเสนอขายครั้งแรกในช่วงปี 2569

สำหรับนักลงทุนที่มีสินทรัพย์ระดับสูง (High Net Worth) เมย์แบงก์ยังมีผลิตภัณฑ์การลงทุนในรูปแบบหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง (Structured Notes) ซึ่งอ้างอิงหุ้นหรือ ETF ในกลุ่มป้องกันประเทศ เปิดโอกาสให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ยที่อาจสูงกว่าตราสารหนี้ทั่วไป ทั้งนี้ผู้ลงทุนควรศึกษารายละเอียด ความเสี่ยงและเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจลงทุน

แม้หุ้นกลุ่มป้องกันประเทศอาจไม่ได้เป็นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนหวือหวาในช่วงที่เศรษฐกิจโลกขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่ในช่วงเวลาที่โลกเผชิญความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และภัยคุกคามรูปแบบใหม่ หุ้นกลุ่มนี้สามารถทำหน้าที่เป็นเสาหลักของพอร์ตการลงทุน ช่วยสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงและโอกาสการเติบโต เนื่องจากมีฐานลูกค้าเป็นภาครัฐที่มีความมั่นคงสูงและมีความต้องการด้านความมั่นคงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน


บทความที่เกี่ยวข้อง
GO Hotel ร่วมกับ SCB CardX ชวนเที่ยวไทย มอบสิทธิพิเศษสำหรับผู้ถือบัตร SCB CardX เมื่อจองห้องพักตรงผ่าน GO Hotel website (www.letzzzgo.co) รับคะแนนสะสมทุกการใช้จ่าย 1 บาท เท่ากับ 1 Point
GO Hotel โรงแรมที่ออกแบบในคอนเซปต์ “สุข สะดวก สบาย สุดคุ้ม” เพื่อให้เป็นที่พักที่คุ้มค่าเกินราคาสำหรับทุกการเดินทาง ปล่อยโปรแรงคลายร้อน! ต้อนรับองศาเดือด มอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าบัตรเครดิต CardX
1 เม.ย. 2026
TQMalpha คว้าคะแนน CGR ระดับ 5 ดาว ดีเลิศ จาก IOD ต่อเนื่อง 6 ปีซ้อน
บริษัท ทีคิวเอ็ม อัลฟา จำกัด (มหาชน) หรือ TQMalpha ได้รับคะแนนประเมินการกำกับดูแลกิจการอยู่ในระดับ ดีเลิศ (Excellent CG Scoring)
31 ต.ค. 2025
ไทยกรุ๊ปฯ ถ่ายทอด “Wisdom from the Legend”  สู่ผู้นำธุรกิจครอบครัวรุ่นใหม่ ผ่านหลักสูตร Legacy to Legend (L2L)
ผู้บริหารไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ร่วมถ่ายทอดแนวคิดการทำธุรกิจและการใช้ชีวิต ภายใต้หัวข้อ “WISDOM FROM THE LEGEND” ให้กับผู้นำธุรกิจครอบครัวรุ่นใหม่ ในหลักสูตร Legacy to Legend (L2L)
20 ม.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy