อัตราเงินเฟ้อเดือน ก.พ. 69 อยู่ที่ -0.88% คาดเงินเฟ้อไทยจะปรับตัวสูงขึ้น หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ

Key Highlights :
· อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เดือน ก.พ. 69 อยู่ที่ -0.88%YoY ติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 ตามราคาพลังงาน ที่ลดต่ำลงกว่าปีก่อน ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ %0.56YoY ทรงตัวจากเดือนก่อนที่ 0.60%YoY
· Krungthai COMPASS คาดว่าหากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อไทยและชาติในเอเชียเพิ่มสูงขึ้น โดย ณ 9 มี.ค. 69 ราคาน้ำมันดิบสูงกว่า 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ทำให้ต้อง จับตาผลกระทบต่อต้นทุนผู้ผลิต หากราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน การอุดหนุนของรัฐอาจมีข้อจำกัด ซึ่งจะมีส่วนเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ขณะที่กำลังซื้อในประเทศยังคงเปราะบาง
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ก.พ. 69 อยู่ที่ -0.88% (YoY) ติดลบเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ -0.66% และสูงกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ -0.50%1 ปัจจัยหลักมาจากระดับราคาสินค้าในหมวดพลังงานปรับลดลงถึง 8.29% นอกจากนี้ ปัจจัยกดดันสำคัญในเดือนนี้คือ ระดับราคากลุ่มอาหารสด ปรับลดลง 0.11% และกลุ่มเคหสถาน ปรับลดลง 1.06% จากค่ากระแสไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์ซักผ้า ขณะที่กลุ่มสินค้าที่ระดับราคาปรับเพิ่มขึ้น ได้แก่ กลุ่มอาหารสำเร็จรูป ปรับเพิ่มขึ้น 1.54% เป็นต้น
เมื่อพิจารณาการเปลี่ยนแปลงเทียบรายเดือน พบว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเดือน ก.พ. ลดลง 0.24% (MoM) จากเดือน ม.ค. โดยหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ปรับลดลง 0.73% ซึ่งสาเหตุหลักมาจากกลุ่มเนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ ที่ระดับราคาปรับลดลง 0.85% จากผลผลิตส่วนเกิน และอุปสงค์ที่ฟื้นตัวช้า
ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน อยู่ที่ 0.56% ทรงตัวจากเดือนก่อนที่ 0.60% หากพิจารณาการเปลี่ยนแปลงเทียบ รายเดือน พบว่าดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานเพิ่มขึ้น 0.13%
1 อ้างอิงจาก Reuter Polls (as of Mar 2026)
· Krungthai COMPASS คาดว่าหากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ จะเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อระยะข้างหน้า โดย ณ 9 มี.ค. 69 ราคาน้ำมันดิบพุ่งแตะระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล จากราว 70 ดอลลาร์/บาร์เรล ก่อนเกิดเหตุการณ์ ทำให้ประเทศเอเชียส่วนใหญ่ รวมถึงไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูงกว่า 50% จะได้รับกดดันเงินเฟ้อระยะข้างหน้า
· ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลกหยุดชะงัก ราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้น กระทบราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซหุงต้ม (LPG) ภายในประเทศ2 ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อของไทยที่ผ่านมา ภาครัฐช่วยลดทอนผลกระทบผ่านการพยุงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ แต่ขณะนี้ขีดความสามารถในการอุดหนุนมีจำกัดเนื่องจากกองทุนน้ำมันฯ เพิ่งฟื้นตัวกลับมาเป็นบวก ประกอบกับความสามารถในการก่อหนี้สาธารณะเพิ่มเติม เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคาของกองทุนน้ำมันฯ มีไม่มาก ต่างจากช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน ปี 653 หากราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน การอุดหนุนของรัฐอาจมีข้อจำกัด ซึ่งจะมีส่วนเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ขณะที่กำลังซื้อในประเทศยังคงเปราะบาง
· จับตาผลกระทบต่อต้นทุนและการส่งผ่านไปยังผู้บริโภคในระยะข้างหน้า เหตุการณ์ปัจจุบันสามารถเทียบเคียงกับวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน ในช่วงต้นปี 65 ที่ราคาน้ำมันดิบดูไบทรงตัวสูงกว่าระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ยาวนาน 5 เดือน (มี.ค.-พ.ย. 65) ซึ่งส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าให้สูงขึ้น สะท้อนผ่านดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) และเงินเฟ้อ4 การส่งต่อต้นทุนเหล่านี้อาจกลับมารุนแรงอีกครั้งหากเหตุการณ์ยืดเยื้อ
2 หมวดพลังงานมีสัดส่วน 12.28% ในตะกร้าเงินเฟ้อทั่วไปของไทย ปี 2568
3 ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรายสัปดาห์ ณ 1 ก.พ. 69 อยู่ที่ +505 ล้านบาท และ ณ ธ.ค. 68 หนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทย อยู่ที่ 66.1% ใกล้เพดาน 70% เทียบปี 65 ที่ 60% ต่อจีดีพี ซึ่งในช่วงนั้นรัฐบาลสามารถค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมันฯ ในกรอบ 1.5 แสนล้านบาท
4 ความยืดหยุ่นของ PPI และ CPI ต่อราคาน้ำมันอยู่ที่ 0.21 และ 0.14 ตามลำดับ ยึดการเปลี่ยนราคาน้ำมันจากช่วงต้นปี 65 จนถึงจุดสูงสุดที่ 116 ดอลลาร์/บาร์เรล


