แชร์

สงครามในตะวันออกกลางยังไม่มีสัญญาณผ่อนคลาย อาจกระทบเศรษฐกิจโลกและไทย ส่วนจีนปรับนโยบายมุ่งสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ

อัพเดทล่าสุด: 10 มี.ค. 2026
390 ผู้เข้าชม

โลก: ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียดและไม่แน่นอนสูงจากการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่เข้าสู่สัปดาห์ที่สองและยังคงรุนแรงท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับอุปทานพลังงาน ต้นทุนการขนส่งและเดินทางหลังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลางตกถูกโจมตีหลายแห่ง ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะหลายประเทศในเอเชีย

สหรัฐฯ: เศรษฐกิจเผชิญความเสี่ยงแม้ผลกระทบจากปัญหาด้านอุปทานพลังงานอาจน้อยกว่าประเทศอื่น เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นผู้ส่งออกน้ำมันสุทธิรายใหญ่และมีคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (SPR)_ที่ใหญ่สุดในโลก  อย่างไรก็ตาม ราคาพลังงานที่สูงย่อมกระทบต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคในประเทศ อีกทั้งต้นทุนในการทำสงครามอาจสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลและสร้างภาระทางการคลัง สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดส่งสัญญาณชะลอตัว โดยการจ้างงานนอกภาคเกษตรลดลงเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 5 เดือน และอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.4%

จีน: ลดเป้าหมายการเติบโตลงมาอยู่ที่ 4.5-5% และเตรียมกระตุ้นการบริโภคผ่านเงินอุดหนุนแลกซื้อสินค้าใหม่ พร้อมทั้งสร้างหลักประกันทางรายได้และสังคม รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง การลดเป้าครั้งนี้สะท้อนการเปลี่ยนลำดับความสำคัญทางนโยบายจากการเติบโตที่มุ่งผลลัพธ์เชิงปริมาณเป็นหลักสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยืดหยุ่นในระยะยาวผ่านการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง ควบคู่กับการสงวนพื้นที่ทางนโยบายบางส่วนไว้รับมือกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

ไทย: อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เดือนกุมภาพันธ์ อยู่ที่ –0.88% YoY ติดลบเป็นเดือนที่ 11 โดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (หักอาหารสดและพลังงาน) เพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 0.56% YoY สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ เดือนกุมภาพันธ์ ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 49.6 โดยเฉพาะความเชื่อมั่นที่ปรับเพิ่มขึ้นเกือบทุกหมวดธุรกิจจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและการส่งออก

แม้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังติดลบ แต่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางซึ่งส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนการผลิต เนื่องจากไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิในสัดส่วนที่สูง (13% ของการนำเข้ารวม) และพึ่งพาแหล่งนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก (สัดส่วนราว 55%) หากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กดดันให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นสู่ระดับเฉลี่ย 85-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นและอาจทำให้ GDP ลดลงจากกรณีฐานราว 0.2-0.3% แต่หากสถานการณ์รุนแรงและยืดเยื้อจนกดดันให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นสู่ระดับเฉลี่ย 110-130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นและอาจทำให้ GDP ลดลงจากกรณีฐานราว 0.6-0.9% (ดังตาราง) ทั้งนี้ ผลกระทบจะมากน้อยเพียงใดยังขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำมันสำรอง (ล่าสุดทางการระบุว่าอยู่ที่ 95 วัน) รวมทั้งมาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมัน อาทิ การตรึงราคาน้ำมันดีเซลผ่านกองทุนน้ำมัน เป็นต้น


บทความที่เกี่ยวข้อง
คปภ. เดินหน้าจัดทำร่างหลักการ Full Consolidation พร้อมออกเกณฑ์กำกับกลุ่มบริษัทประกันภัย ภายในไตรมาส 2 ปี 2569
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) เดินหน้าจัดทำร่างหลักการกำกับดูแลกลุ่มบริษัทประกันภัย
16 ต.ค. 2025
First Look! “เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์” เผยโฉมแลนด์มาร์กใหม่ครั้งแรก ที่ออกแบบมาเพื่อการใช้ชีวิตแห่งอนาคต พร้อมเปิด 3 ก.ค. นี้
เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ เตรียมสร้างนิยามใหม่ของ Thailand’s First Outdoor-inspired Indoor Shopping Centre แลนด์มาร์กแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ตอนเหนือ ก่อนเปิดประตูต้อนรับอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคมนี้ “เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์”
22 มิ.ย. 2026
ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย จับมือ ททบ.5 และสภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ระดมช่วยเหลือผู้ประสบมหาอุทกภัยภาคใต้ เปิดศูนย์รับแจ้งความช่วยเหลือและรับบริจาคเพื่อส่งต่อสู่พื้นที่เร่งด่วน
ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ร่วมกับสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 (ททบ.5) และสภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี ประกาศความร่วมมือในการระดมความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากมหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง
26 พ.ย. 2025
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy