แชร์

เมื่อฮอร์มุซปิด ทองคำจะเป็นผู้ชนะในวิกฤตรอบนี้หรือไม่?

อัพเดทล่าสุด: 12 มี.ค. 2026
297 ผู้เข้าชม

ท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ลุกลามและกระทบเสถียรภาพการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงพลังงานหลักของโลก สร้างผลกระทบต่อราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และบีบให้ตลาดการเงินต้องทบทวนสมมติฐานเดิมเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อีกครั้ง โดยในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่นักลงทุนลดความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ย หลังประเมินว่าราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นอาจทำให้การนำเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% เป็นไปได้ยากและอาจใช้เวลานานกว่าที่คาดไว้

ฮั่วเซ่งเฮงวิเคราะห์ว่า การสู้รบที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็น “ช็อกด้านอุปทาน” ที่มีลักษณะกระตุ้นเงินเฟ้อโดยตรง เนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าวกระทบต้นทุนพลังงานและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็นเส้นทางที่รองรับการขนส่งน้ำมันราว 20% ของอุปทานน้ำมันโลก หรือประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จำนวนมากจากตะวันออกกลาง แต่ความไม่แน่นอนของเส้นทางเดินเรือและความเสี่ยงต่อการดำเนินงานของท่าเรือส่งออกในภูมิภาค ทำให้ตลาดพลังงานตอบสนองอย่างรวดเร็ว โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นมากกว่า 15% และ WTI เพิ่มขึ้นราว 14% ภายในเวลาไม่กี่วัน สะท้อนความกังวลของตลาดต่อภาวะชะงักงันของอุปทานพลังงาน

ในเชิงเศรษฐกิจมหภาค สถาบันการเงินหลายแห่งประเมินว่า หากราคาน้ำมันปรับขึ้น อีก 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและยังทรงตัวในระดับสูง อาจทำให้เงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 0.2–0.3% และส่งผลต่อกำลังซื้อที่แท้จริงของผู้บริโภค แต่ผลต่อเงินเฟ้อจะเกิดขึ้นรวดเร็วกว่า เพราะการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน 10% อาจผลักดันเงินเฟ้อทั่วไปให้ขยับสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และหากสถานการณ์ยืดเยื้อ เงินเฟ้อรายปีอาจกลับเข้าใกล้ระดับ 3% ในระยะสั้น หากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นมากถึง 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินเฟ้ออาจสูงกว่ากรอบคาดการณ์เดิมถึง 1%

ดังนั้น “ความคาดหวังเงินเฟ้อ” ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ อาจเกิดผลกระทบระลอกสอง ทำให้เฟดไม่สามารถผ่อนคลายนโยบายได้ตามแผน โดยล่าสุดความคาดหวังเงินเฟ้อระยะสั้นในตลาดพันธบัตรได้ปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เจ้าหน้าที่เฟดหลายรายส่งสัญญาณระมัดระวังมากขึ้น โดยยอมรับว่าราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นย่อมส่งผลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อระยะใกล้ และจำเป็นต้องรอข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ย ทั้งนี้ ตลาดส่วนใหญ่ประเมินว่า เฟดมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงราว 3.50% - 3.75% ต่อไปอีกระยะหนึ่ง และอาจชะลอการลดดอกเบี้ยออกไปจนกว่าจะเห็นสัญญาณเงินเฟ้อชะลอลงอย่างชัดเจน

แม้ในอดีตเฟดมักมองข้ามแรงกระแทกด้านอุปทานที่เกิดขึ้นชั่วคราว แต่หากแรงกดดันจากราคาพลังงานยืดเยื้อและลุกลามสู่เงินเฟ้อพื้นฐาน เฟดอาจเผชิญข้อจำกัดในการส่งสัญญาณผ่อนคลายทางเศรษฐกิจ แม้ว่าสหรัฐฯ จะเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก แต่หากผู้บริโภครับรู้ว่าค่าครองชีพมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความเชื่อมั่นและการใช้จ่ายอาจชะลอตัวลง ซึ่งอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจในวงกว้างมากกว่าหนึ่งไตรมาส

ในระยะสั้น ราคาทองคำยังคงได้รับแรงหนุนจากความตรึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านพลังงาน อย่างไรก็ตาม หากผลของราคาน้ำมันที่สูงทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นและผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรวมถึงค่าเงินดอลลาร์ที่ปรับขึ้นตาม ก็อาจเป็นปัจจัยที่กลับมากดดันราคาทองคำในเชิงต้นทุนค่าเสียโอกาสได้เช่นกัน
 
ทั้งนี้ ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่า ทิศทางทองคำในระยะถัดไปอาจขึ้นอยู่กับดุลยภาพระหว่าง “แรงหนุนจากความเสี่ยงและเงินเฟ้อ” กับ “แรงกดดันจากดอกเบี้ยที่สูงนานขึ้น” หากตลาดเชื่อว่าเฟดจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยสูงยาวนาน ทองคำอาจเผชิญแรงขายทำกำไร แต่หากความตึงเครียดลุกลามและสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก ทองคำยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงสำคัญของระบบการเงินโลก โดยมีเป้าหมายราคาทองคำอยู่ที่ 5,585 ดอลลาร์ (หรือเทียบเท่าราคาทองคำในประเทศราว 81,350 บาทต่อบาททองคำ)

สำหรับนักลงทุนไทย ความผันผวนของราคาน้ำมันและเงินเฟ้อโลกอาจทำให้ค่าเงินบาทผันผวนตามไปด้วย โดยจะส่งผลต่อราคาทองคำในประเทศ ซึ่งมักปรับตัวสูงกว่าราคาทองคำโลกในช่วงที่เงินบาทอ่อนค่า

ในโลกที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่สะท้อน “ความไม่แน่นอนของระบบเศรษฐกิจโลก” ได้ดีที่สุด และอาจกลับมาเป็นผู้ชนะในวิกฤตรอบนี้ หากการสู้รบลุกลามเกินกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้


บทความที่เกี่ยวข้อง
กลุ่มตรีเพชร เพิ่มพื้นที่สีเขียว เดินหน้าโครงการ Tri Petch Group Saves the Earth
กลุ่มตรีเพชร โดย บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เดินหน้าจัดกิจกรรมส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 9
6 ต.ค. 2025
ดร.นงนุช CIMB THAI ร่วมเวทีโลก ย้ำความสำคัญระบบความปลอดภัยของดาต้าเซ็นเตอร์  หัวใจของโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่
ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารกลุ่มงาน Enterprise Risk and Infrastructure สายงานบริหารความเสี่ยง ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ร่วมเป็นวิทยากรในงานเสวนา เวที World Datacentre Summit 2026
28 เม.ย. 2026
กสิกรไทยเดินหน้าความยั่งยืน บนแนวคิดยุทธศาสตร์ใหม่ เน้นการจัดการประเด็นสำคัญแบบองค์รวม  ผสานความยั่งยืนไปในทุกมิติการทำงาน ส่งมอบทั้งการเงินและองค์ความรู้  เพิ่มเป้าอัดฉีดเม็ดเงินความยั่งยืน เป็น 4-5 แสนล้านบาท ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030)  พร้อมตั้งเป้าหมายเป
นายจงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ความท้าทายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ มีทั้งปัจจัยภายในประเทศที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างซึ่งส่งผลต่อศักยภาพในการแข่งขัน
1 ต.ค. 2025
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy