ส่งออกเดือน ก.พ. 2569 ขยายตัว 9.9%YoY คาดผลกระทบต่อส่งออกไทยปี 69 ขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

Key Highlights :
· มูลค่าส่งออกเดือน ก.พ. 2569 เติบโต 9.9%YoY แม้ยังเติบโตได้ดี แต่ชะลอตัวจากเดือนก่อนที่ 24.4%YoY โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ ด้านการนำเข้าขยายตัวเร่งขึ้นมาอยู่ที่ 31.8%YoY ตามการนำเข้าอัญมณี แผงวงจรไฟฟ้าและเครื่องจักร ส่งผลให้ดุลการค้าเดือน ก.พ. ขาดดุล 2,833.6 ล้านดอลลาร์ฯ
· Krungthai COMPASS ประเมินว่าผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อการส่งออกไทยปี 2569 จะขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของการปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นสำคัญ โดยต้องติดตาม 1) อุปสรรคด้าน Logistics 2) ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่พึ่งพาต้นทุนพลังงานในสัดส่วนสูงและการขาดแคลนวัตถุดิบที่อาจรุนแรงขึ้น เช่น กลุ่มปิโตรเคมี พลาสติก เกษตรและสิ่งทอ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนกดดันภาคการส่งออกไทยในระยะข้างหน้า
มูลค่าส่งออกเดือน ก.พ. 69 อยู่ที่ 29,439.7 ล้านดอลลาร์ฯ ขยายตัว 9.9%YoY ชะลอตัวลงจากเดือนก่อนที่ 24.4%YoY และต่ำกว่าคาดการณ์นักวิเคราะห์ที่ 15.8%1 โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญยังคงมาจากสินค้าอุตสาหกรรมที่ที่ขยายตัว 13.3%YoY โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์และเครื่องโทรศัพท์ เป็นต้น สำหรับการส่งออกทองคำในเดือนนี้เติบโต 18.2%YoY ทั้งนี้ หากไม่รวมทองคำมูลค่าส่งออกจะขยายตัวที่ 9.6%YoY
การส่งออกไปตลาดสำคัญขยายตัวเกือบทุกตลาด โดยเฉพาะสหรัฐฯ (+40.5%YoY ต่อเนื่อง 29 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ เป็นต้น ด้านประเทศคู่แข่งมีมูลค่าการส่งออกขยายตัวได้ดีในเดือนนี้เช่นกัน โดยเฉพาะมาเลเซีย (+25.9%YoY)
มูลค่าการนำเข้าเดือน ก.พ. อยู่ที่ 32,273.3 ล้านดอลลาร์ฯ ขยายตัว 31.8%YoY เร่งขึ้นจากเดือนก่อน
ที่ 29.4%YoY จากอัญมณี แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องจักรไฟฟ้า เป็นสำคัญ ทั้งนี้ การนำเข้าจากตลาดสำคัญขยายตัวเกือบทุกตลาด โดยเฉพาะ ไต้หวัน (+135.7%YoY)
ดุลการค้าเดือน ก.พ. ขาดดุล -2,833.6 ล้านดอลลาร์ฯ
Implication:
Krungthai COMPASS ประเมินว่าความรุนแรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อการส่งออกไทยปี 2569 จะขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของการปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นสำคัญ โดยกระทบผ่านช่องทางสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ดังนี้
1) การส่งออกเติบโตชะลอลงจากอุปสรรคด้าน Logistics ซึ่งเหตุการณ์ปัจจุบันสามารถเทียบเคียงกับช่วงกบฎฮูตีโจมตีเรือขนส่งสินค้าในทะเลแดง ที่มีผลต่อการส่งออกสินค้าไทยไปตะวันออกกลาง ต้นทุนการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้น และการขนส่งสินค้าไปยังยุโรปที่ล่าช้า จากการอ้อมไปทางแหลมกู๊ดโฮปส์ โดยช่วงที่สถานการณ์ยกระดับรุนแรง (พ.ย. 66-ก.พ. 67) การส่งออกไปยุโรปและตะวันออกกลางหดตัว -2.1%YoY และ -3.3%YoY ขณะที่ส่งออกไปสหรัฐฯ ยังเติบโตโดดเด่นที่ 11.5%YoY (รูปบน) เนื่องจากภาวะขาขึ้นของวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์โลก ผลกระทบต่อการส่งออกอาจกลับมารุนแรงอีกครั้ง หากเหตุการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบันยืดเยื้อ
2) ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่พึ่งพาต้นทุนพลังงานในสัดส่วนสูง และการขาดแคลนวัตถุดิบที่อาจรุนแรงขึ้น โดยกลุ่มที่ได้รับแรงกดดันหนักคือ กลุ่มปิโตรเคมี (ซึ่งพึ่งพาพลังงานและวัตถุดิบเฉลี่ย 39%) เมื่อวัตถุดิบต้นน้ำขาดแคลน ผลกระทบต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมกลางน้ำและปลายน้ำ เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ (42%) การผลิตสิ่งทอ (46%) ที่ใช้เส้นใยสังเคราะห์จากปิโตรเคมีเป็นวัตถุดิบหลัก และกลุ่มเกษตร-กรรม (34%) ที่กระทบจากราคาปุ๋ยและน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้นพร้อมกัน (รูปล่าง) ทั้งนี้ ผลกระทบในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ชี้ว่าแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานจะบีบกำไรสุทธิ (NPM) ของผู้ประกอบการในกลุ่มเหล่านี้ปรับลดลง เช่น ผู้ผลิตน้ำมันปาล์ม ผลิตภัณฑ์จากยาง NPM ลดลง 1-2%2 นอกจากนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในเอเชีย ยังเผชิญความเสี่ยงโดยเฉพาะจากการขาดก๊าซฮีเลียมและซัลเฟอร์ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในกระบวนการผลิตชิป โดยกว่า 1 ใน 3 นำเข้าจากตะวันออกกลาง
ประเมินผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการในปี 2564-2565 จากกระทรวงพาณิชย์ โดย Krungthai COMPASS



