แชร์

หนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ณ สิ้นปี 2025 เพิ่มแตะ 86.7% ตลาดแรงงานเปราะบาง-ค่าครองชีพแพงจะยิ่งกดดันความสามารถชำระหนี้

อัพเดทล่าสุด: 14 เม.ย. 2026
528 ผู้เข้าชม

การขยายตัวของหนี้ครัวเรือนไตรมาส 4/2025 มีแรงหนุนหลักจากสินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล ซึ่งเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 12.72 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นราว 1.19 แสนล้านบาทจากไตรมาสก่อน สะท้อนว่าครัวเรือนยังจำเป็นต้องพึ่งพาเงินกู้เพื่อประคองการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ท่ามกลางรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ขณะที่สินเชื่อเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์แม้ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง



สำหรับสินเชื่อที่หดตัวจากไตรมาสก่อน ได้แก่ สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์ สินเชื่อเพื่อการศึกษา และสินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ ซึ่งยังคงลดลงต่อเนื่อง (รูปที่ 2)

รูปที่ 2 : หนี้ครัวเรือนในไตรมาส 4/2025 กลับมาขยายตัวจากสินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อเพื่อการอุปโภคอื่น ๆ



ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

เมื่อพิจารณาหนี้ครัวเรือนแยกตามประเภทผู้ให้สินเชื่อ พบว่า สินเชื่อจากสถาบันการเงินเอกชน
ยังหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์และบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งรวมกันคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของสินเชื่อภาคครัวเรือนทั้งหมด โดยยอดคงค้างสินเชื่อครัวเรือนของธนาคารพาณิชย์หดตัวราว -2%YOY หดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 7 ขณะที่ยอดคงค้างสินเชื่อครัวเรือนของบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคลหดตัว -0.6%YOY ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 (รูปที่ 3)

รูปที่ 3 : หนี้ครัวเรือนในกลุ่มของสหกรณ์ออมทรัพย์ และโรงรับจำนำขยายตัวสูง



ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

อย่างไรก็ดี หนี้ครัวเรือนโดยรวมกลับมาขยายตัวได้จากสินเชื่อของสถาบันการเงินเฉพาะกิจและสถาบันการเงินของรัฐ ซึ่งยังคงเติบโตต่อเนื่องจากมาตรการช่วยเหลือภาครัฐที่มีส่วนพยุงเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน สินเชื่อผ่านสหกรณ์ออมทรัพย์ และโรงรับจำนำ เร่งตัวขึ้นมาก สะท้อนว่าครัวเรือนหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้ที่เข้าถึงง่ายและมีเงื่อนไขยืดหยุ่นกว่าสินเชื่อจากสถาบันการเงินหลักที่ยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ (รูปที่ 4) แนวโน้มดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ครัวเรือนบางส่วนยังเผชิญปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย และต้องการเสริมสภาพคล่องระยะสั้นผ่านการก่อหนี้เพิ่มเติม ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ขยายตัวช้า ซึ่งอาจนำไปสู่การสะสมภาระหนี้และเพิ่มความเสี่ยงในการชำระหนี้ในระยะข้างหน้า

รูปที่ 4 : มาตรฐานการให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ยังเข้มงวดต่อเนื่อง



ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

SCB EIC ประเมินปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น จากตลาดแรงงานที่ยังเปราะบาง ท่ามกลางค่าครองชีพที่เร่งตัวเร็ว

ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนไทยมีแนวโน้มแย่ลงจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่

(1)     ตลาดแรงงานเปราะบาง

-          อัตราการว่างงานของไทยเริ่มเร่งตัวขึ้นในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2026 สู่ระดับ 0.9% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแรงงานจบใหม่หางานทำได้ยากขึ้น ส่งผลให้อัตราว่างงานของผู้ที่ไม่เคยทำงานมาก่อนเร่งตัว นอกจากนี้ ในปี 2025 จำนวนผู้มีงานทำในกลุ่มอายุ 15-24 ปีหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนความต้องการจ้างงานแรงงานจบใหม่ที่ลดลง ทำให้แรงงานจบใหม่บางส่วนต้องหันไปทำงานนอกระบบมากขึ้น ซึ่งมักมีความมั่นคงทางรายได้ต่ำกว่าการทำงานในระบบ (รูปที่ 5)

รูปที่ 5 : อัตราการว่างงานของไทยเร่งตัวขึ้นในช่วงต้นปี 2026 จำนวนผู้มีงานทำอายุน้อยหดตัวต่อเนื่อง



ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ

-       จำนวนผู้มีงานทำปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2025 ที่การจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม
หดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีนับตั้งแต่ช่วง COVID-19 (รูปที่ 6) สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวช้า และภาคการผลิตที่ยังหดตัวต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน จำนวนคนทำงานในภาคเกษตรลดลงจากการย้ายไปทำงานในภาคเศรษฐกิจอื่นที่ให้รายได้สูงกว่า เช่น ภาคบริการ อย่างไรก็ดี ภาคบริการมีขีดจำกัดในการรองรับแรงงาน และงานบางส่วนเป็นงานที่มีรายได้ต่ำ ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยของแรงงานปรับลดลง  

ปัจจัยเหล่านี้ซ้ำเติมแนวโน้มรายได้ของครัวเรือนในภาพรวมให้มีความเสี่ยงลดลงได้อีกในระยะข้างหน้า สอดคล้องกับข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งพบว่า จำนวนธุรกิจเปิดใหม่ยังหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนการลงทุนภาคเอกชนที่ลดลงและจำกัดโอกาสในการจ้างงานใหม่ (รูปที่ 7)  

รูปที่ 6 : ผู้มีงานทำโดยรวมหดตัวในปี 2025



ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ

รูปที่ 7 : จำนวนธุรกิจเปิดใหม่หดตัว



ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

(2)     ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเร่งค่าครองชีพ กดดันรายได้ที่แท้จริง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการจ้างงาน

-          ราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นมากจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ SCB EIC ประเมินว่าเงินเฟ้อไทยปี 2026 จะเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 3.2% ซึ่งจะกดดันรายได้ที่แท้จริงของแรงงานที่เพิ่งฟื้นกลับมาใกล้เคียงระดับก่อน COVID-19 (รูปที่ 8) ขณะเดียวกัน ราคาพลังงานที่สูงขึ้นเพิ่มต้นทุนให้ภาคธุรกิจ กระทบความสามารถในการทำกำไร และอาจจำกัดการจ้างงานหรือการปรับขึ้นค่าจ้างในระยะข้างหน้า

-          นอกจากนี้ SCB EIC ประเมินว่าหลายกลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบสูงจากสถานการณ์ดังกล่าว เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการปลูกข้าว การผลิตแผ่นไม้และผลิตภัณฑ์ไม้เพื่อการก่อสร้าง รวมถึงกลุ่มเคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก และยางสังเคราะห์ เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ขณะที่การส่งออกสินค้าไปตลาดตะวันออกกลางถูกจำกัดลง

แรงงานในธุรกิจกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้มีจำนวนราว 2.6 ล้านคน หรือ 6.5% ของแรงงานทั้งหมด หากภาคธุรกิจจำเป็นต้องควบคุมต้นทุนเพื่อประคองกิจการท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังสูง แรงงานกลุ่มนี้จึงมีความเสี่ยงที่จะถูกลดชั่วโมงทำงาน ลดค่าล่วงเวลา หรือชะลอการจ้างงานลง ซึ่งอาจซ้ำเติมความเปราะบางของตลาดแรงงานไทยในปีนี้

รูปที่ 8 : เงินเฟ้อสูงจากราคาน้ำมันอาจกดดันรายได้ที่แท้จริงของแรงงานไทยในปี 2026



ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

มาตรการภาครัฐควรมุ่งบรรเทาค่าครองชีพในระยะสั้นอย่างตรงจุด ควบคู่กับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว



ในระยะสั้น ภาครัฐควรเร่งออกมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพแบบมุ่งเป้า (Targeted) โดยเฉพาะด้านพลังงาน เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อครัวเรือนเปราะบางและกลุ่มรายได้น้อยที่มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านอาหารและพลังงานสูง มาตรการควรออกแบบให้ตรงกลุ่มและมีลักษณะชั่วคราว เพื่อช่วยประคองกำลังซื้อและลดความจำเป็นที่ครัวเรือนต้องก่อหนี้เพิ่มเพื่อใช้จ่ายสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรเดินหน้ามาตรการปรับโครงสร้างหนี้และลดภาระหนี้ของลูกหนี้กลุ่มเปราะบางควบคู่กัน เพื่อเสริมสภาพคล่องในช่วงที่รายได้ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่



ในระยะยาว การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องมุ่งแก้ที่ต้นตอของปัญหา โดยเฉพาะการยกระดับรายได้และความสามารถในการหารายได้ของครัวเรือน ภาครัฐจึงควรเร่งพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ควบคู่กับการสร้างงานที่มีผลิตภาพสูง และขยายโอกาสในการเข้าถึงอาชีพและแหล่งรายได้ใหม่ นอกจากนี้ ควรพัฒนาระบบสวัสดิการให้รองรับสังคมสูงอายุได้ดีขึ้น และส่งเสริมวินัยและภูมิคุ้มกันทางการเงินของครัวเรือน เพื่อช่วยให้ครัวเรือนสามารถรับมือกับความผันผวนของรายได้และค่าครองชีพได้ดีขึ้นในอนาคต ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาหนี้เพื่อการบริโภค และทำให้การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนเกิดผลอย่างยั่งยืนมากขึ้น


บทความที่เกี่ยวข้อง
NCL เพิ่มทุนขาย PP สำเร็จ จัดสรรหุ้นที่เหลือ 100 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 0.32 บาท ผ่านฉลุย
NCL เพิ่มทุนขายให้บุคคลในวงจำกัดหรือ PP เสร็จสมบูรณ์ ล่าสุดเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนที่เหลือ 100 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 0.32 บาท ให้กับบุคคลในวงจำกัดผ่านฉลุย จากก่อนหน้านี้จัดสรรไปแล้ว 66 ล้านหุ้น
22 ก.ย. 2025
การเคหะแห่งชาติ ร่วมกับ NHDCL ภูฏาน ลงนาม MOU ยกระดับที่อยู่อาศัยสู่เวทีโลก
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อำนาจ จำรัสจรุงผล กรรมการการเคหะแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการและเทคนิค ระหว่างการเคหะแห่งชาติ กับบรรษัท พัฒนาที่อยู่อาศัยแห่งชาติ จำกัด (National Housing Development Corporation Limited : NHDCL)
27 ม.ค. 2026
รมว.อุตสาหกรรม ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบาย SME D Bank สาขานครศรีธรรมราช  ชูเพื่อนคู่คิดเอสเอ็มอีไทย ช่วย พัฒนาคู่เติมทุน ส่งเสริมธุรกิจสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน
นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม คณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารภายใต้กำกับกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช
9 ต.ค. 2025
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy