แชร์

ttb analytics ชี้วิกฤตราคาน้ำมันโลกดันตลาดไบโอดีเซล–เอทานอล มีศักยภาพโตสูง แนะเร่งสนับสนุนการใช้งานเพื่อทดแทนน้ำมันอย่างต่อเนื่อง และยกระดับอุปทานให้มีประสิทธิภาพ

อัพเดทล่าสุด: 30 เม.ย. 2026
101 ผู้เข้าชม

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics มองสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูง ผลักดันให้ความต้องการใช้ไบโอดีเซล และเอทานอลในปี 2569 เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัย ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ โดยฝั่งไบโอดีเซลหากส่งเสริมการใช้ดีเซล B20 มากขึ้น บนเงื่อนไขการเพิ่มสต็อกน้ำมันปาล์มดิบจากส่วนที่เคยส่งออกเพื่อนำมาใช้ผลิตเป็นพลังงานทดแทนได้ทั้งหมด จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดีเซลบริสุทธิ์ลงสูงสุดเฉลี่ย 6.6 ล้านลิตรต่อวัน หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 7.2 หมื่นล้านบาทต่อปี แต่ในทางปฏิบัติยังต้องเร่งผลักดันการใช้ให้ครอบคลุมมากขึ้น ในขณะที่เอทานอลหากมีมาตรการอุดหนุนส่วนต่างราคาแก๊สโซฮอล์ E20 ให้จูงใจอย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดการพึ่งพาแก๊สโซลีน (น้ำมันเบนซินพื้นฐาน) ลงเฉลี่ย 0.6 ล้านลิตรต่อวัน หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 6.5 พันล้านบาทต่อปี โดยวิกฤตพลังงานรอบนี้อาจไม่ใช่เพียงแรงกดดันด้านต้นทุน แต่เป็นจุดเปลี่ยนที่จะยกระดับสู่การปรับโครงสร้างพลังงานไทยอย่างยั่งยืน หากมีนโยบายรัฐที่สนับสนุนการใช้ที่ตรงเป้าหมายและบริหารจัดการด้านวัตถุดิบให้ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปี 2569 สร้างความตึงเครียดให้กับช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก หลังถูกสั่งปิดล้อม ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบช่วงเดือนมีนาคม 2569 พุ่งขึ้นสูงเฉลี่ย 129 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และปัจจุบันยังทรงตัวอยู่สูงกว่า 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ปัจจัยนี้ส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงไทยอย่างรวดเร็ว เนื่องจากไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางสูงถึง 48% ของพลังงานที่นำเข้าทั้งหมด ทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในภาคขนส่งของไทยสะท้อนผ่านปี 2568 ที่ผ่านมามีสัดส่วนการใช้คิดเป็น 48% และ 23% ของภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทั้งหมด ตามลำดับ กดดันให้ทางรัฐบาลไทยจำเป็นต้องยกเลิกมาตรการตรึงราคาน้ำมันและปล่อยให้ราคาขายปลีกลอยตัวตามกลไกตลาดเพื่อรักษาเสถียรภาพของกองทุนน้ำมัน ส่งผลให้ภาระต้นทุนผู้บริโภค เช่น ค่าขนส่งสินค้า ค่าเดินทาง รวมไปถึงต้นทุนการผลิตภาคอุตสาหกรรมและเกษตรสูงขึ้น จากวิกฤตดังกล่าวผลักดันให้ไบโอดีเซลและเอทานอลเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในฐานะแหล่งพลังงานทดแทนที่สำคัญเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลนำเข้าและเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน

ในปี 2568 ที่ผ่านมาไทยได้มีการนำไบโอดีเซลมาผสมในน้ำมันดีเซล และเอทานอลผสมในน้ำมันแก๊สโซลีน ที่อัตราส่วนผสมเฉลี่ย 6.5% และ 10.9% ตามลำดับ แต่เนื่องด้วยราคาพลังงานทดแทนก่อนหน้านี้อยู่ในระดับสูงกว่าราคาน้ำมันเชื้อเพลิงโดยตลอด ส่งผลให้อัตราส่วนผสมยังคงอยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ตามวิกฤตราคาน้ำมันโลกได้ส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิงในประเทศพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นจุดเปลี่ยนให้นำพลังงานทดแทนเข้ามามีส่วนสำคัญมากขึ้น เพื่อลดการนำเข้าพลังงานฟอสซิล โดย ttb analytics ประเมินว่าหากสนับสนุนการใช้ไบโอดีเซลใน

สัดส่วนที่สูงขึ้นผ่านดีเซล B20 บนเงื่อนไขการเพิ่มสต็อกน้ำมันปาล์มดิบจากส่วนที่เคยส่งออกเพื่อนำมาใช้ผลิตเป็นพลังงานทดแทนทั้งหมด รวมถึงสนับสนุนการใช้เอทานอลผ่านมาตรการรัฐที่ช่วยอุดหนุนส่วนต่างราคาให้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ที่มีสัดส่วนเอทานอลสูง (E20) มีราคาที่จูงใจมากขึ้น ก็จะสามารถช่วยลดการใช้น้ำมันดีเซลบริสุทธิ์และแก๊สโซลีนลงเฉลี่ย 6.6 ล้านลิตรต่อวัน และ 0.6 ล้านลิตรต่อวัน ตามลำดับ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

· ไบโอดีเซล (Biodiesel) : ความต้องการใช้ไบโอดีเซล (B100) ของไทยขึ้นอยู่กับทิศทางนโยบายรัฐเป็นสำคัญ ผ่านการปรับสูตรผสมตามสถานการณ์ผลผลิตและราคาของปาล์มน้ำมันที่เหมาะสม โดยในปี 2568 ปริมาณการใช้ไบโอดีเซลเฉลี่ยอยู่ที่ 3.6 ล้านลิตรต่อวัน ที่มีสูตรผสมเป็น B5 ในขณะเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ผันผวนสูง ส่งผลให้รัฐปรับส่วนผสมเพิ่มขึ้นเป็น B7 พร้อมกับบริหารจัดการสต็อกในประเทศให้เพียงพอสำหรับใช้เป็นพลังงานทดแทนมากขึ้น ผ่านนโยบายคุมเข้มการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ ซึ่งต้องขออนุญาตก่อนส่งออกทุกครั้ง ทำให้อุปทานน้ำมันปาล์มดิบในปี 2569 ส่วนที่ใช้เป็นพลังงานทดแทน มีสต็อกเพิ่มขึ้นสูงสุดอยู่ที่ 1.9-2.0 ล้านตัน จากเดิม 0.9-1.0 ล้านตัน นอกจากนี้รัฐได้เร่งผลักดันการใช้ไบโอดีเซลมากขึ้นผ่านน้ำมันดีเซล B20 อย่างจริงจัง พร้อมขยายสถานีบริการที่มีหัวจ่ายดีเซล B20 และกำหนดราคาส่วนต่างให้ต่ำกว่า B7 อย่างมีนัย ดังนั้น บนเงื่อนไขการเพิ่มสต็อกน้ำมันปาล์มดิบจากส่วนที่เคยส่งออกเพื่อนำมาใช้ผลิตเป็นพลังงานทดแทนทั้งหมด ประกอบกับปัจจัยบวกข้างต้นส่งผลให้ปี 2569 คาดว่าการใช้ไบโอดีเซลจะขยายตัวสูงขึ้นอย่างมีนัย และปรับให้อัตราส่วนผสมในภาพรวมขยับขึ้นจาก 6.5% เป็นสูงสุดที่ 14.6% หรือคิดเป็นความต้องการใช้ไบโอดีเซลที่ 10.2 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งจะช่วยลดการใช้น้ำมันดีเซลบริสุทธิ์ลงจากเดิมได้สูงสุดราว 6.6 ล้านลิตรต่อวัน หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 7.2 หมื่นล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ดีแม้น้ำมันดีเซล B20 จะถูกวางบทบาทเป็นน้ำมันทางเลือก แต่การขยายการใช้งานในทางปฏิบัติยังต้องเร่งผลักดันในหลายด้าน ตั้งแต่การส่งเสริมการใช้ B20 ในรถยนต์เชิงพาณิชย์มากขึ้น เช่น รถบรรทุก รถกระบะ การเพิ่มจำนวนรถที่มีเครื่องยนต์เก่าให้รองรับ B20 ตลอดจนการบริหารจัดการปาล์มน้ำมันให้มีเพียงพอและมีต้นทุนต่ำจากการประสิทธิภาพในการผลิต

· เอทานอล (Ethanol) : มีสูตรผสมค่อนข้างคงที่ประกอบด้วย E10 E20 และ E85 ไม่สามารถปรับสูตรผสมได้ตามสถานการณ์เหมือนกันไบโอดีเซล เนื่องจากข้อจำกัดด้านมาตรฐานน้ำมันและเครื่องยนต์รถยนต์เบนซินที่รองรับ แต่ในปัจจุบันรถที่มีเครื่องยนต์เบนซินเกือบทั้งหมดสามารถรองรับการใช้ E20 ได้อยู่แล้ว ดังนั้น นโยบายในการส่งเสริมการใช้เอทานอลจึงอยู่ที่มาตรการทางราคาและภาษีเป็นหลัก เช่น การปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ หรือภาษีสรรพสามิตเพื่อทำให้แก๊สโซฮอล์บางชนิดถูกลง จูงใจให้ประชาชนหันมาใช้มากขึ้น โดยในปี 2568 ความต้องการใช้เอทานอลเฉลี่ยอยู่ที่ 3.4 ล้านลิตรต่อวัน ถูกนำไปผสมเป็น

แก๊สโซฮอล์ E10 มีสัดส่วน 71% ส่วนที่เหลือผสมเป็นแก๊สโซฮอล์ E20 เป็นหลัก ในขณะที่แนวโน้มปี 2569 คาดว่าความต้องการใช้เอทานอลจะเพิ่มสูงขึ้นแตะ 4.0 ล้านลิตรต่อวัน โดยเฉพาะในแก๊สโซฮอล์ E20 เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกผันผวน ส่งผลให้ตั้งแต่ช่วงมีนาคม 2569 เป็นต้นมา รัฐเร่งอุดหนุนส่วนต่างราคาดันให้ E20 มีราคาขายปลีกต่ำกว่า E10 ที่ 5-7 บาท (จากเดิมส่วนต่างเพียง 2-3 บาท) จากความต้องการใช้เอทานอลที่คาดว่าเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภาพรวมอัตราส่วนผสมเอทานอลเพิ่มจาก 10.9% เป็น 12.8% และสามารถช่วยลดการพึ่งพาการใช้น้ำมันแก๊สโซลีนได้เฉลี่ย 0.6 ล้านลิตรต่อวัน หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 6.5 พันล้านบาทต่อปี ประกอบกับเมื่อพิจารณาภาพรวมอุปทานวัตถุดิบสำคัญ เช่น กากน้ำตาล และมันสำปะหลัง พบว่ายังคงมีวัตถุดิบเพียงพอสำหรับรองรับความต้องการใช้เอทานอลที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกากน้ำตาลที่ผลผลิตส่วนใหญ่ถูกนำมาใช้ผลิตเป็นเอทานอลโดยตรงอยู่แล้ว จากต้นทุนการผลิตที่ต่ำและอัตราแปรสภาพเป็นเอทานอลที่สูงกว่า ในขณะที่มันสำปะหลังถูกนำมาใช้ผลิตเป็นเอทานอลในสัดส่วนที่ต่ำ เนื่องจากส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นสูงกว่า เช่น อุตสาหกรรมแป้ง อาหารสัตว์ เป็นต้น

กล่าวโดยสรุป บนสถานการณ์ปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นและยังเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านพลังงานของโลกอยู่ต่อไป ราคาน้ำมันอาจไม่กลับสู่ระดับเดิมเหมือนในอดีตที่ผ่านมาในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้น ไบโอดีเซลและเอทานอล ซึ่งไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตได้ทั้งคู่ จึงมีบทบาทมากขึ้นในฐานะพลังงานทดแทนที่ช่วยเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานในอนาคต โดยแต่ละชนิดมีคุณลักษณะและกลไกตลาดที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ไบโอดีเซลมีความยืดหยุ่นในการปรับสัดส่วนตามนโยบายรัฐเพื่อปรับสมดุลตลาดปาล์มน้ำมัน ในขณะที่เอทานอลมีข้อจำกัดในด้านการขยายสัดส่วนการใช้จากข้อจำกัดเรื่องมาตรฐานเชื้อเพลิงและเครื่องยนต์ รัฐจึงต้องพึ่งพามาตรการภาษีและการสนับสนุนราคาจากกองทุนน้ำมันในการจูงใจให้ใช้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องคำนึงถึงภาระการคลังและทิศทางนโยบายพลังงานในระยะยาว

ดังนั้น ttb analytics มองว่าทางออกเพื่อความยั่งยืนต้องอาศัยนโยบายรัฐที่ชัดเจนและสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ 1.คงสัดส่วนการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพในระดับที่เหมาะสม เพื่อทำให้เกิดความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมต้นน้ำ แม้ช่วงที่ราคาน้ำมันตลาดโลกลดต่ำลง 2.เร่งวิจัยและพัฒนาเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ทั้งต้นน้ำ (พันธุ์พืช/ความทนแล้ง-โรคพืช) และปลายน้ำ (กระบวนการผลิต/เทคโนโลยีการหมัก/เพิ่มประสิทธิภาพ B20/E20 ให้สูงขึ้น) 3.ผลักดันน้ำมัน B20/E20 ให้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงมาตรฐานสำหรับรถยนต์รุ่นใหม่ และสนับสนุนการดัดแปลงปรับปรุงเครื่องยนต์ในรถขนส่งเก่าให้สามารถให้รองรับการใช้ โดยเฉพาะ B20 เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ใช้ และ 4.ร่วม

วางแผนระยะยาวภายใต้ความร่วมมือระหว่างรัฐ–เอกชน–เกษตรกร เหล่านี้เพื่อทำให้เกิดเสถียรภาพทั้งฝั่งอุปสงค์และอุปทาน ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ลดมลพิษทางอากาศ ช่วยยกระดับรายได้เกษตรกร และทำให้เกิดการใช้พลังงานทดแทนอย่างยั่งยืนเพื่อให้เติบโตไปพร้อมกับความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ


บทความที่เกี่ยวข้อง
ไทยกรุ๊ปฯ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ร.9 ในงาน A ROOT by Thai Group  ด้วยแนวคิด รากแห่งความพอเพียง ปลูกสุขให้ยั่งยืน
บริษัท ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) จัดกิจกรรม A ROOT by Thai Group น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
3 ต.ค. 2025
BAM ผู้สร้างโอกาส คว้ารางวัลเกียรติยศ DOKBIA AWARDS  สู่การเป็น Best AMC OF THE YEAR 2025 ยืนหยัดเคียงข้างประเทศเพื่อสังคมไทยอย่างยั่งยืน
ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM รับรางวัลเกียรติยศ DOKBIA AWARDS Best AMC OF THE YEAR 2025 โดยมี นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
9 ธ.ค. 2025
กลุ่มเอสซีบีเอกซ์โดยธนาคารไทยพาณิชย์ส่งเสริมเยาวชนนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาพัฒนาชุมชนและสถานประกอบการในโครงการ “กล้าใหม่…ใฝ่รู้” ปีที่ 20
กลุ่มเอสซีบีเอกซ์โดยธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาเยาวชนและส่งเสริมการเรียนรู้ จัดการแข่งขันโครงการ “กล้าใหม่…ใฝ่รู้” ปีที่ 20 รอบชิงชนะเลิศ ระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา
17 ก.พ. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy