แชร์

ทีทีบี ได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นในการขยายโครงการซื้อหุ้นคืนเพิ่มเป็น 35,000 ล้านบาท ครอบคลุม 4 ปี (ปี 2568 - 2571) พร้อมประกาศแผนซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 4 เพื่อรับมือกับความผันผวนในตลาดหุ้น เน้นย้ำการบริหารโครงการอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อผู

อัพเดทล่าสุด: 1 พ.ค. 2026
248 ผู้เข้าชม

30 เมษายน 2569 -- นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีทีบี เปิดเผยถึงโครงการซื้อหุ้นคืนว่า สำหรับโครงการซื้อหุ้นคืนของทีทีบี เราเน้นย้ำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารโครงการเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหุ้น โดยล่าสุดมีความคืบหน้าใน 2 เรื่อง ได้แก่ การขยายขอบเขตโครงการ และการปรับรูปแบบการซื้อหุ้นคืนเพื่อรับมือกับความผันผวนในตลาดหุ้น

ในเรื่องแรกนั้น ธนาคารได้รับอนุมัติการปรับเพิ่มวงเงินซื้อหุ้นคืนขึ้นเป็น 35,000 ล้านบาท และขยายกรอบเวลาเพิ่มเป็น 4 ปี (ปี 2568 - 2571) จากวงเงินเดิม 21,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี จากการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM) เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ แม้การขยายโครงการดังกล่าวไม่ถือเป็นรายการที่ต้องขออนุมัติจาก AGM แต่ธนาคารก็ดำเนินการเพื่อความโปร่งใส และถือเป็นโอกาสที่จะได้ตอบข้อซักถามโดยตรงจากผู้ถือหุ้นทุกกลุ่มเพื่อเป็นการให้ข้อมูลอย่างทั่วถึง

ในเรื่องถัดมา ได้แก่ การปรับแผนการการซื้อหุ้นคืน โดยปัจจุบันทีทีบีอยู่ระหว่างการดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 3 ด้วยวิธีจับคู่อัตโนมัติผ่านระบบตลาดหลักทรัพย์ ระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 - 19 สิงหาคม 2569 (6 เดือน) อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้สร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นไทยอย่างไม่คาดคิด ส่งผลให้การซื้อหุ้นคืนด้วยวิธีจับคู่อัตโนมัติทำได้ค่อนข้างลำบาก เนื่องจากราคาและปริมาณการซื้อขายมีความผันผวนสูงจากความกังวลและความไม่แน่นอนต่าง ๆ

เมื่อได้พิจารณาถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้อง คณะกรรรมการธนาคารจึงมีมติให้ปรับวิธีการซื้อหุ้นคืน โดยให้สิ้นสุดโครงการครั้งที่ 3 เร็วกว่ากำหนดในวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 และเริ่มโครงการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 4 โดยใช้วิธี General Offer หรือการเสนอซื้อจากผู้ถือหุ้นเป็นการทั่วไป ในระหว่างวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 - 9 มิถุนายน 2569 วงเงิน 9,245 ล้านบาท ราคาซื้อหุ้นคืนในเบื้องต้นจะอยู่ในช่วง 2.20 ถึง 2.28 บาทต่อหุ้น ทั้งนี้ จะแจ้งราคาซื้อหุ้นคืนที่เป็นราคาสุดท้าย (Final Price) ภายในวันที่ 5 พฤษภาคม 2569

นายปิติ กล่าวสรุป การปรับมาใช้วิธี General Offer จะช่วยลดปัจจัยไม่แน่นอนจากภาวะตลาด และเพิ่มประสิทธิภาพโครงการ เนื่องจากใช้ระยะเวลาในการซื้อหุ้นคืนเพียง 10 วันทำการ ขณะเดียวกันเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องปัจจุบันซึ่งได้ยกเลิกระยะเวลาพักคอย 6 เดือน ก่อนเริ่มโครงการซื้อหุ้นคืนโครงการใหม่ได้ช่วยเพิ่มความคล่องตัวและความต่อเนื่องในการบริหารโครงการซื้อหุ้นคืน ถือเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่จะช่วยให้ธนาคารเดินหน้าไปสู่เป้าหมายการซื้อหุ้นคืนภายใต้วงเงินรวม 35,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ภายหลังการซื้อหุ้นคืน ธนาคารยังคงมีเงินกองทุนอยู่ในระดับสูง เพียงพอต่อแผนการเติบโตธุรกิจและการรองรับความเสี่ยงในอนาคต โดยประเมินแล้วว่าอัตราส่วนเงินกองทุนรวม (CAR) ภายหลังโครงการครั้งที่ 4 จะยังคงสูงกว่า 19.0% ซึ่งเทียบเคียงได้กับกลุ่มธนาคาร D-SIBs แห่งอื่น ๆ และยังคงสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ ธปท. กำหนดไว้ที่ 12.0% อย่างมีนัยสำคัญ


บทความที่เกี่ยวข้อง
บลจ.กสิกรไทย ชี้ทางรอดกองทุนหุ้นไทย  ชวนปรับพอร์ตลงทุนรับปันผลสูงผ่าน K-VALUE
บลจ.กสิกรไทย ชูกองทุน K-VALUE เป็นตัวเลือกที่มีศักยภาพในการบริหารพอร์ตอย่างมั่นคงท่ามกลางภาวะตลาดหุ้นไทยที่อยู่ภายใต้เศรษฐกิจเติบโตต่ำ ด้วยกลยุทธ์การคัดเลือกหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งที่มีการจ่ายเงินปันผลสูงและสม่ำเสมอ
30 ก.ย. 2025
Whoscall การันตีตัวจริงด้วยเครื่องหมาย ‘ติ๊กเขียว’ ดันบริการ “Verified Numbers” สยบปัญหามิจฉาชีพแอบอ้าง ให้คนไทยไม่พลาดทุกสิทธิ์ประกันภัย รับสาย TQM ได้อย่างมั่นใจ!
Whoscall แอปพลิเคชันระบุตัวตนสายเรียกเข้าและป้องกันสแปมชั้นนำระดับโลก ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ร่วมกับ บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด (TQM) ผู้นำด้านนายหน้าประกันภัยของประเทศไทย เปิดตัวบริการ “Verified Number”
31 มี.ค. 2026
PANEL เข้าร่วมโครงการ “JUMP+”  ปักหมุดรายได้ปี 71 แตะระดับ 400 ลบ. หวังสร้างมูลค่าเพิ่ม – เสริมศักยภาพแข่งขันระดับภูมิภาค
บมจ.เพเนเล่ส์มาติก โซลูชั่นส์ (PANEL) เข้าร่วมโครงการ “JUMP+” ของตลาดหลักทรัพย์ฯ เสริมสร้างการเติบโตและพลังแข่งขันในเวทีระดับประเทศ
2 เม.ย. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy