แชร์

กนง. มีมติคงดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.00% เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงกว่ากรอบเป้าหมายซึ่งมาจากปัจจัยชั่วคราวด้านอุปทานเป็นหลัก

อัพเดทล่าสุด: 6 พ.ค. 2026
140 ผู้เข้าชม

Key Highlights :

  • กนง. มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% ต่อปี โดยประเมินเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากผลของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนภาคธุรกิจและกำลังซื้อครัวเรือน คาดการณ์ GDP ปี 69 และ 70 อยู่ที่ 1.5% และ 2.0% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อปี 69 และ 70 อยู่ที่ 2.9% และ 1.5% ตามลำดับ โดยผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะเริ่มเห็นชัดเจนตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 69 จนถึงครึ่งแรกของปี 70 อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ เศรษฐกิจมีความเสี่ยงที่จะเผชิญ Supply disruption ที่รุนแรงขึ้น
  • Krungthai COMPASS คาดว่า กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% ตลอดทั้งปี ท่ามกลางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ โดยอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงกว่ากรอบเป้าหมายมาจากปัจจัยชั่วคราวด้านอุปทานเป็นหลัก ทั้งนี้ มีความเสี่ยงที่จะต้องติดตาม ได้แก่ 1) ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานรุนแรงกว่าคาด และ 2) พัฒนาการของเหตุการณ์และผลกระทบต่อดุลบัญชีเดินสะพัดและค่าเงินบาท

ศูนย์วิจัย Krungthai Compass

กนง. คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอลงจากผลของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราวด้านอุปทานเป็นหลัก

กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% ต่อปี ในการประชุมครั้งที่ 2/2569 โดยมีสาระสำคัญดังนี้

  • กนง. มองเศรษฐกิจระยะข้างหน้ามีแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ยังคงคาดการณ์ปี 69 ส่วนหนึ่งจากแรงหนุนของการลงทุนภาครัฐ โดยในกรณีฐานประเมินว่าสถานการณ์จะคลี่คลายในช่วงครึ่งแรกของปี 69 โดยผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะเริ่มเห็นชัดเจนตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 69 จนถึงครึ่งแรกของปี 70 ผ่านภาระต้นทุนภาคธุรกิจที่สูงขึ้น กำลังซื้อของภาคครัวเรือนที่ถูกบั่นทอนลง และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงจากข้อจำกัดการเดินทาง ขณะที่การส่งออกสินค้าคาดว่าจะขยายตัวได้ดีตามความต้องการสินค้าเทคโนโลยีโลก ท่ามกลางการนำเข้าที่เร่งตัวสูงขึ้น ประกอบกับแรงขับเคลื่อนจากการลงทุนภาครัฐจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจ ทั้งนี้หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ เศรษฐกิจมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากปัญหา Supply disruption ที่รุนแรงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อการผลิตและการจ้างงาน
  • ส่วนอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น ตามทิศทางราคาพลังงานและการส่งผ่านต้นทุน โดยประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มอยู่เหนือกรอบเป้าหมายตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ปี 69 จนถึงไตรมาสที่ 1 ปี 70 ก่อนที่ปัจจัยด้านอุปทานทยอยคลี่คลาย ทั้งนี้ประเมินว่าราคาน้ำมันจะอยู่ในระดับสูงช่วงครึ่งแรกของปี 69 ก่อนจะปรับลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปี 69 อยู่ที่ 100 USD/BBL
  • ทั้งนี้ กนง. มองว่าหากสถานการณ์คลี่คลาย อัตราเงินเฟ้อจะไม่ค้างในระดับสูงเป็นเวลานาน เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อด้าน Demand pull มีจำกัด ตามภาวะเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวได้ต่ำกว่าศักยภาพ แต่ยังคงต้องติดตามความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการส่งผ่านราคาและเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางที่จะเป็นสัญญาณให้ กนง. ปรับน้ำหนักสู่การรักษากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อมากขึ้น

Implication:

  • Krungthai COMPASS คาดว่า กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% ตลอดทั้งปี ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่งเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงกว่ากรอบเป้าหมายนั้น มาจากปัจจัยชั่วคราวด้านอุปทานเป็นหลัก
  • หากเทียบกับช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนปี 2565 ที่ผ่านมาซึ่งธนาคารกลางหลายแห่งเข้าสู่ hiking cycle โดย กนง. ปรับขึ้นดอกเบี้ยรวมทั้งสิ้น 2.0% จากเงินเฟ้อที่แตะระดับสูงสุดราว 8.0% และเริ่มขึ้นดอกเบี้ยหลังจากเงินเฟ้ออยู่เหนือกรอบเป้าหมาย 7 เดือน บ่งชี้ว่าการตัดสินใจดังกล่าวจำเป็นต้องพิจารณาถึงข้อมูลที่ต้องอาศัยระยะเวลาในการส่งผ่าน และมีผลต่อเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง ขณะที่ กนง. ประเมินว่าเหตุการณ์ตะวันออกกลางล่าสุดเป็นปัจจัยชั่วคราวและไม่ส่งผลต่อเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง กนง. จึงมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อไปในระยะข้างหน้า อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางและเงินเฟ้อพื้นฐานซึ่งอาจปรับตัวสูงขึ้นกว่าที่ประเมินไว้ และอาจทำให้ กนง. ต้องทบทวนทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินเพิ่มเติม
  • ทั้งนี้ ยังมีความเสี่ยงที่จะต้องติดตาม 2 ประเด็น กล่าวคือ 1) ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อจนนำไปสู่ภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานรุนแรงและขยายวงจากสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบในภาคการผลิตและกระทบต่อต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ SMEs ที่เปราะบางและมี cushion จำกัดในการปรับตัวต่อค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น 2) พัฒนาการของเหตุการณ์และผลกระทบที่มีต่อค่าเงินบาท โดยไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันจะกระทบต้นทุนพลังงานและดุลบัญชีเดินสะพัด โดยล่าสุดนักวิเคราะห์ปรับลดมุมมองต่อฐานะดุลบัญชีเดินสะพัดปี 69 ของไทยมากที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาค ซึ่งอาจสะท้อนถึงแรงกดดันค่าเงินบาทให้อ่อนค่าในระยะข้างหน้า และจะซ้ำเติมต้นทุนการนำเข้าพลังงาน ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมีความยากลำบากมากขึ้น


บทความที่เกี่ยวข้อง
บ้านมือสองโดนใจ !! ธอส. ช่วยคนไทยมีบ้าน  ลูกค้าประมูลทรัพย์มือสองทั่วประเทศได้กว่า 800 รายการ มูลค่ารวม 891 ล้านบาท
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) รายงานผลการจัดงาน ประมูลขายบ้านมือสอง ธอส. ประจำปี 2568 ครั้งที่ 3 เมื่อวันเสาร์ที่ 20 กันยายน 2568 ระหว่างเวลา 10.00 16.00 น. ได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นจำนวนมาก
23 ก.ย. 2025
SME D Bank เข้าแสดงความยินดี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ  เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank พร้อมด้วยคณะผู้บริหารธนาคาร
27 ก.ย. 2025
ไม่ต้องบินไปโซล! เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ผนึก Emart ยักษ์ค้าปลีกเกาหลีใต้ เขย่าตลาดรีเทลไทยดึงร้าน “No Brand” ไลฟ์สไตล์สโตร์บุกไทยครั้งแรก!  เตรียมเปิดสาขาแรกเซ็นทรัล บางนา 31 มี.ค. นี้
เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ธุรกิจกลุ่มฟู้ด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกภายใต้แบรนด์ ท็อปส์, ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ เดลี่, ท็อปส์ ออนไลน์, ท็อปส์ แคร์ และมัทซึคิโยะ เดินหน้าขยายพอร์ตธุรกิจฟู้ดค้าปลีก ผนึกความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Emart
16 มี.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy