แชร์

โซลาร์รูฟท็อป ฝ่าวิกฤตค่าไฟฟ้าแพงจากสงคราม หนุนคืนทุนเร็วจากมาตรการลดหย่อนภาษี 2 แสนบาท

อัพเดทล่าสุด: 6 พ.ค. 2026
208 ผู้เข้าชม
KEY SUMMARY

การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมีโอกาสคืนทุนได้เร็วขึ้นท่ามกลางความผันผวนของวิกฤตพลังงาน และผลจากมาตรการลดหย่อนภาษี

มาตรการลดหย่อนภาษีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่ภาครัฐได้ประกาศออกมา โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 3 มีนาคม 2026 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2028 จะมีส่วนสำคัญที่จะช่วยจูงใจให้ประชาชนเห็นถึงความคุ้มค่าของการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป จากการลดภาระค่าไฟฟ้า โดยเฉพาะในสภาวะที่สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่กดดันค่าไฟฟ้าให้ปรับตัวสูงขึ้น ผ่าน 2 มาตรการหลัก คือ มาตรการสำหรับภาคครัวเรือน โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าซื้อและติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาทต่อระบบ (มาตรา 3) และมาตรการสำหรับภาคธุรกิจ โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ 50% ของค่าใช้จ่ายในการลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์อนุรักษ์พลังงานที่ได้รับฉลากประสิทธิภาพสูงระดับ 5 ดาว (มาตรา 4)  โดยมาตรการลดหย่อนภาษีถือเป็นมาตรการสำคัญที่ได้รับความสนใจจากประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากผู้ติดตั้งจะได้รับเงินคืนบางส่วนหลังยื่นแบบภาษี คิดเป็นการลดต้นทุนราว 5–20% ขณะเดียวกัน ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายจากแนวโน้มค่าไฟฟ้าที่ยังอยู่ในระดับสูงจากสงครามในตะวันออกกลาง ตัวอย่างเช่น ครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้า 2,000–5,000 บาทต่อเดือน และติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 3 KWp จะสามารถคืนทุนได้ราว 6–7 ปี ซึ่งเร็วขึ้นจากปกติที่ต้องใช้เวลาถึง 8 ปี และหากเป็นครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าสูงและเลือกติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาดใหญ่ขึ้นก็มีโอกาสคืนทุนได้เร็วขึ้น เช่น ครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้า 5,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป และติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 5 KWp จะสามารถคืนทุนได้ราว 4–6 ปี เร็วขึ้นจากปกติที่ต้องใช้เวลาถึง 7 ปี ยิ่งไปกว่านั้น หากภาครัฐใช้อัตราค่าไฟฟ้าแบบ Progressive  โดยคิดอัตรา 3 บาทต่อหน่วย สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก, อัตรา 3.95 บาทต่อหน่วยสำหรับการใช้ไฟฟ้า 201-400 หน่วย และ 5 บาทต่อหน่วยสำหรับการใช้ไฟฟ้า 401 หน่วยขึ้นไป จะส่งผลให้กลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 620 หน่วยขึ้นไป มีภาระค่าไฟฟ้าเฉลี่ยสูงขึ้นเมื่อเทียบกับอัตราค่าไฟฟ้าแบบเดิม และถ้าครัวเรือนกลุ่มนี้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ก็จะสามารถคืนทุนได้เร็วขึ้นอีกราว 1-3 เดือน

การตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปยังมีอุปสรรค

การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การหาผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ และการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการติดตั้ง ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปของภาคครัวเรือน อย่างไรก็ตาม ภาคครัวเรือนสามารถลดอุปสรรคเหล่านี้ได้ผ่าน 2 แนวทางหลัก คือ (1) การเลือกผู้ให้บริการที่มีทางเลือกด้านการชำระเงินที่หลากหลาย เช่น สินเชื่อเช่าซื้อหรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งช่วยลดภาระเงินก้อนแรกและเพิ่มความคุ้มค่าร่วมกับมาตรการลดหย่อนภาษี และ (2) การเลือกผู้ให้บริการที่มีความน่าเชื่อถือ มีข้อมูลสินค้า ราคา การรับประกัน และบริการหลังการขายที่ชัดเจน ควบคู่กับการแสดงผลงานที่ติดตั้งสำเร็จแล้วพร้อมการรีวิวจากผู้ที่ติดตั้ง จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น

ภาครัฐสามารถส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปโดยลดอุปสรรคและเพิ่มแรงจูงใจให้ภาคครัวเรือน

นอกเหนือจากมาตรการลดหย่อนภาษีและโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางแล้ว ภาครัฐอาจพิจารณาเพิ่มนโยบายเพื่อแก้ไขอุปสรรคเรื่องความเชื่อมั่นที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของภาคครัวเรือน ได้แก่ การจัดทำระบบรับรองคุณภาพอุปกรณ์และผู้ให้บริการติดตั้งแบบสมัครใจ (Voluntary certification program) เพื่อช่วยให้ผู้ที่ต้องการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสามารถเลือกผู้ให้บริการติดตั้งที่ได้มาตรฐาน รวมถึงการเปิดรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์รูฟท็อปผ่านระบบ Net metering ที่ขายคืนไฟฟ้าในราคาขายปลีกซึ่งอาจจะช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพได้เนื่องจากราคาขายปลีกในปัจจุบันสูงกว่าราคาขายในระบบ Net billing (การนำรายได้รวมส่วนที่ขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฯ ในราคาที่รัฐประกาศหรือที่ 2.2 บาทต่อหน่วยไปหักลบกับค่าไฟฟ้าในสิ้นงวด) โดยในระยะเริ่มต้น ภาครัฐอาจทดลองใช้ในพื้นที่ที่มีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสูง เพื่อประเมินผลกระทบด้านต้นทุนและเทคนิคของระบบไฟฟ้า ก่อนขยายผลในระดับภูมิภาคไปจนถึงระดับประเทศต่อไป
 
มาตรการลดหย่อนภาษีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่เริ่มประกาศใช้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สอดรับกับสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ผลักดันให้ราคาก๊าซธรรมชาติที่เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้น

จากประกาศพระราชกฤษฎีกา มาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เมื่อวันที่ 2 มีนาคมและเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคมนั้น ออกมาได้ประจวบเหมาะกับสถานการณ์ที่ไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยมาตรการลดหย่อนภาษีดังกล่าวมีรายละเอียดสำคัญแบ่งออกเป็น 2 มาตรการหลัก (รูปที่ 1) ได้แก่

1.       มาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในภาคครัวเรือน (มาตรา 3)
o    ผู้ได้รับสิทธิ : บุคคลธรรมดาที่เป็นผู้ใช้สิทธิต้องเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 (บ้านอยู่อาศัย) โดยไม่รวมคณะบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนสามัญ
o    สิทธิลดหย่อน : ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้ที่จ่ายจริงเป็นค่าซื้ออุปกรณ์และติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) ที่เชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
o    วงเงิน : ลดหย่อนตามที่จ่ายจริง แต่รวมกันไม่เกิน 200,000 บาท ต่อหนึ่งระบบ
o    ระยะเวลา : ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2028

2.       มาตรการส่งเสริมการลงทุนในอุปกรณ์ประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง (มาตรา 4)
o    ผู้ได้รับสิทธิ : บุคคลธรรมดา (เฉพาะเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(5)-(8) เช่น ค่าเช่า, ค่าวิชาชีพอิสระ, ค่ารับเหมา, ค่าธุรกิจพาณิชย์) และบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
o    สิทธิลดหย่อน : ลดหย่อนภาษีเงินได้เป็นจำนวน 50% ของเงินได้ที่จ่ายจริงเป็นค่าใช้จ่ายในการลงทุนในเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงานที่มีประสิทธิภาพสูง
o    คุณสมบัติอุปกรณ์ : ต้องได้รับการรับรองฉลากแสดงระดับประสิทธิภาพพลังงานระดับ 5 ดาว จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
o    ระยะเวลา : ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2026 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2028


เงื่อนไขสำคัญ : หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขทั่วไป (มาตรา 5)

1.       การซื้อสินค้าหรือบริการเพื่อขอรับสิทธิลดหย่อน ต้องจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เท่านั้น
2.       ต้องได้รับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร
3.       ห้ามนำค่าใช้จ่ายที่ได้รับสิทธิลดหย่อนไปขอรับสิทธิ์จากมาตรการอื่นซ้ำซ้อน
4.       ห้ามนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปใช้กับกิจการที่ได้รับลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลอยู่แล้ว

โดยสิทธิการลดหย่อนภาษีภายใต้มาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในภาคครัวเรือน (มาตรา 3) ข้างต้นนับเป็นมาตรการสำคัญที่ภาครัฐนำมาใช้เพื่อจูงใจประชาชนทั่วไปให้เห็นถึงความคุ้มค่าของการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและส่งผลให้การลงทุนในโซลาร์รูฟท็อปได้รับความสนใจจากประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

มาตรการลดหย่อนภาษีโซลาร์รูฟท็อปช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือนในระยะยาว การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมีโอกาสคืนทุนได้เร็วขึ้นจากค่าใช้จ่ายที่ลดลงผ่านมาตรการลดหย่อนภาษี ที่ออกมาและยังช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง โดยมาตรการลดหย่อนภาษีติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจะทำให้ครัวเรือนได้รับค่าใช้จ่ายบางส่วนกลับคืนมาหลังยื่นแบบภาษี (ขึ้นอยู่กับอัตราภาษีของแต่ละบุคคล) ตัวอย่างเช่น หากติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 3 กิโลวัตต์ (KWp) จะมีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งราว 110,000–120,000 บาท และสามารถนำไปยื่นคืนภาษีได้ราว 5,000-25,000 บาท โดยเงินที่ได้คืนจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปได้มากถึง 5%-20% ซึ่งหากเป็นครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าในปริมาณสูงและต้องติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่มีขนาดกำลังการผลิตมากขึ้นก็จะมีสิทธิได้รับคืนเงินภาษีที่สูงขึ้นตามค่าใช้จ่ายที่ติดตั้ง ยิ่งไปกว่านั้น หากพิจารณาควบคู่ไปกับราคา LNG ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตในตะวันออกกลาง ตามการประเมินของ SCB EIC ที่ราคา LNG มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามระดับความรุนแรงและความยืดเยื้อของสงคราม โดยการประเมินดังกล่าวได้พิจารณารวมถึงแนวโน้มการขนส่ง LNG ผ่านช่องแคบฮอร์มุซและท่อ Yanbu/Fujairah ตลอดจนความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โดยหากสงครามสามารถยุติได้ภายในกรอบระยะเวลา 2-3 เดือน ต้นทุน LNG เฉลี่ยในช่วงปี 2026-2030 จะอยู่ที่ราว 9.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู และส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.82 บาทต่อหน่วย แต่หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อและยกระดับความรุนแรงขึ้นจะทำให้ราคาเฉลี่ยของ LNG ในช่วงปี 2026-2030 มีโอกาสปรับเพิ่มสูงขึ้นที่ระดับ 14.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู และจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยขึ้นมาอยู่ที่ 4 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะทำให้ครัวเรือนต้องแบกภาระค่าไฟฟ้าที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง (รายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางต่อแนวโน้มค่าไฟฟ้า สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากบทวิเคราะห์ เรื่องสงครามในตะวันออกกลางเขย่าพลังงานโลก : ก๊าซธรรมชาติแพงยืดเยื้อ กดดันค่าไฟฟ้าสูงอย่างน้อย 2 ปี)

มาตรการลดหย่อนภาษีที่เข้ามาลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในครัวเรือนประกอบกับแนวโน้มค่าไฟฟ้าที่ยังอยู่ในระดับสูงจากสงครามในตะวันออกกลาง ด้วยปัจจัยดังกล่าวจะช่วยเร่งให้การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปคืนทุนได้เร็วขึ้น โดยปกติการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 3 KWp สำหรับครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้า 2,000-5,000 บาทต่อเดือน จะมีระยะเวลาคืนทุนเฉลี่ยอยู่ที่ราว 8 ปี แต่มาตรการลดหย่อนภาษีและภาระค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นทำให้สามารถคืนทุนเร็วขึ้นที่ 7 ปี และถ้าสถานการณ์สงครามรุนแรงขึ้นจะสามารถคืนทุนได้ภายใน 6 ปี ซึ่งหากครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้าสูงและติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาดใหญ่ขึ้นก็จะยิ่งคืนทุนได้เร็วขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 5 KWp สำหรับครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้า 5,000-10,000 บาทต่อเดือน โดยปกติจะมีระยะเวลาคืนทุนที่ 7 ปี ด้วยมาตรการลดหย่อนภาษีและภาระค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นจึงสามารถคืนทุนได้ใน 6 ปี และหากสถานการณ์สงครามรุนแรงก็มีโอกาสคืนทุนได้ภายใน 4 ปี ซึ่งจะเกิดแรงจูงใจให้ครัวเรือนหันมาติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปกันเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ดี หากภาครัฐใช้อัตราค่าไฟฟ้าแบบ Progressive โดยการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกคิดอัตรา ค่าไฟฟ้าที่ 3 บาทต่อหน่วย, สำหรับการใช้ไฟฟ้า 201-400 หน่วย คิดอัตราค่าไฟฟ้าที่ 3.95 บาทต่อหน่วยและสำหรับการใช้ไฟฟ้า 401 หน่วยขึ้นไป คิดอัตราค่าไฟฟ้าที่ 5 บาทต่อหน่วย ดังตารางที่ 2 จะทำให้กลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 620 หน่วยขึ้นไปมีค่าไฟฟ้าเฉลี่ยสูงขึ้นตามจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่ใช้มากขึ้นเมื่อเทียบกับอัตราค่าไฟฟ้าแบบเดิม (ประเมินจาก Ft ที่ 0.1667 บาทต่อหน่วย ค่าบริการที่ 24.62 บาทและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7%) ซึ่งภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากอัตราค่าไฟฟ้ารูปแบบใหม่นี้จะยิ่งช่วยให้การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในกลุ่มครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าสูงสามารถคืนทุนได้เร็วขึ้นอีกราว 1-3 เดือน โดยขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ไฟฟ้า

การตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปของครัวเรือนยังมีอุปสรรค

อุปสรรคสำคัญที่ส่งผลให้ครัวเรือนยังไม่ตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป อาทิ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การหาผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ และการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการติดตั้ง ซึ่งครัวเรือนสามารถลดอุปสรรคดังกล่าวผ่าน 2 แนวทาง (อ้างอิงจากบทความ In focus : ผู้บริโภคไทยคิดอย่างไรกับโซลาร์รูฟท็อป? เจาะอินไซต์สำคัญที่ภาครัฐและผู้ประกอบการต้องรู้) ดังนี้

1.       เลือกผู้ให้บริการติดตั้งที่มีทางเลือกด้านเงินทุนและการชำระเงินที่หลากหลาย เพื่อให้ครัวเรือนมีตัวเลือกในการชำระเงินที่เหมาะกับภาระทางการเงิน อย่างเช่น สินเชื่อเช่าซื้อดอกเบี้ยต่ำที่เป็นทางเลือกใหม่นอกจากสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือดอกเบี้ย 0% ที่ปัจจุบันสถาบันการเงินหลายแห่งได้เริ่มออกแพ็กเกจดังกล่าวแล้ว โดยแนวทางนี้จะช่วยลดอุปสรรคในการจัดหาแหล่งเงินทุนและเกิดความคุ้มค่ามากขึ้นจากมาตรการลดหย่อนภาษี

2.       เลือกผู้ให้บริการติดตั้งที่มีความน่าเชื่อถือจากการเสนอสินค้าและการบริการที่มีการรับประกัน โดยผู้ให้บริการติดตั้งควรมีหลักฐานแสดงถึงความเชี่ยวชาญและคุณภาพการบริการ พร้อมเสนอรายละเอียดผลิตภัณฑ์ ราคา การรับประกัน และบริการหลังการขายอย่างชัดเจน โดยคัดเลือกจากบริษัทที่ให้บริการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปแบบครบวงจร สามารถประเมินการติดตั้งรวมถึงค่าใช้จ่ายและระยะเวลาคืนทุน ควบคู่กับการแสดงให้เห็นถึงผลงานที่ติดตั้งสำเร็จแล้วพร้อมการรีวิวจากผู้ที่ติดตั้ง เป็นต้น

บทบาทของภาครัฐในการกระตุ้นให้ครัวเรือนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น

นอกจากมาตรการลดหย่อนภาษีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan) ที่ครม. ได้มีมติอนุมัติมาตรการช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางเพิ่มเติม แล้ว ภาครัฐอาจพิจารณาออกนโยบายเพิ่มเติมเพื่อตอบโจทย์ภาคครัวเรือนตั้งแต่การแก้ไขอุปสรรคที่ฉุดรั้งการตัดสินใจไปจนถึงการกำหนดนโยบายที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ได้แก่

1.    การเพิ่มกลไกการตรวจสอบและอนุมัติคุณภาพของอุปกรณ์และผู้ให้บริการติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อปภาคสมัครใจ (Voluntary certification program) เพื่อให้ครัวเรือนที่ต้องการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสามารถเลือกผู้ให้บริการจากรายชื่อที่ภาครัฐตรวจสอบมาตรฐานแล้วทั้งในด้านคุณภาพและราคา โดย Certification program นี้จะช่วยลดความกังวลของครัวเรือนในการเลือกอุปกรณ์และผู้ให้บริการติดตั้งได้ โดยกลไกการตรวจสอบดังกล่าวมีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จแล้วในประเทศอินเดียที่ภาครัฐจัดทำแพลตฟอร์ม “The national portal for rooftop solar PV” ที่เปิดให้ผู้ที่ต้องการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเข้ามาค้นหาผู้ให้บริการติดตั้งและตรวจสอบอุปกรณ์ต่าง ๆ ของโซลาร์รูฟท็อปที่ได้รับการตรวจสอบและอนุมัติคุณภาพจากภาครัฐ

2.    การรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์รูฟท็อปเข้าระบบ อาทิ การขายไฟฟ้าส่วนเกินในราคาขายปลีก (Net metering : ระบบที่นำรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกินให้การไฟฟ้าฯ ในอัตราเดียวกับราคาค่าไฟฟ้าขายปลีก มาหักลบกับค่าไฟฟ้าที่ซื้อจากการไฟฟ้าฯ เมื่อสิ้นรอบการเรียกเก็บค่าไฟฟ้า) ซึ่งแม้ว่าภาครัฐจะประกาศเร่งใช้ระบบ Net billing (การนำรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกินให้การไฟฟ้าฯ ในราคาที่รัฐประกาศหรือที่ 2.2 บาทต่อหน่วยไปหักลบกับค่าไฟฟ้าที่ซื้อจากการไฟฟ้าฯ ในสิ้นงวด) โดยมีเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปรวมทั้งหมด 500 MW และคาดว่าจะเริ่มในเดือนมิถุนายน 2026 แต่เนื่องจากราคารับซื้อไฟฟ้าต่อหน่วยที่รัฐบาลประกาศในระบบ Net billing ยังไม่สูงมากเมื่อเทียบกับราคาค่าไฟฟ้าที่ซื้อจากการไฟฟ้าฯ ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ที่ราว 4 บาทต่อหน่วย แตกต่างจากระบบ Net metering ที่สามารถหักลบค่าไฟฟ้าได้ในอัตราเดียวกันกับราคาขายปลีก จึงทำให้ Net metering อาจช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและส่งเสริมให้เกิดการวางแผนการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ (Energy efficiency) เพื่อนำไฟฟ้าส่วนเกินที่ประหยัดได้มาขายคืนให้กับการไฟฟ้าฯ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดค่าไฟฟ้าในครัวเรือนแล้ว ยังไม่ส่งผลกระทบต่อระยะเวลาคืนทุนอีกด้วย โดยปัจจุบันนโยบายการใช้ Net metering ร่วมกับโซลาร์รูฟท็อปถูกนำมาใช้แล้วในสหรัฐฯ และอินเดีย อย่างไรก็ดี ในระยะเริ่มต้น ภาครัฐอาจพิจารณานำระบบ Net metering มาทดลองใช้ในพื้นที่ที่มีการใช้โซลาร์รูฟท็อปสูงเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขข้อจำกัดต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น เช่น ปัญหาเรื่องต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้าและระบบสายส่งไฟฟ้าของการไฟฟ้าฯ รวมถึงปัญหาทางเทคนิคจากการปรับปรุงอุปกรณ์และการควบคุมไฟฟ้า โดยข้อสรุปผลการดำเนินการและปัญหาต่าง ๆ จากการทดลองระบบ สามารถนำมาปรับปรุงและต่อยอดไปใช้ในระดับภูมิภาคจนถึงระดับประเทศต่อไป

มาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและอุปกรณ์ประหยัดพลังงานนับเป็น อีกหนึ่งนโยบายสำคัญของภาครัฐที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน อีกทั้ง ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาว


บทความที่เกี่ยวข้อง
SME D Bank ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร 15 วัน จัดโดยกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศล แด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ
ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank  โดย นายเดชา จาตุธนานันท์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม และประธานกรรมการ นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ
25 มิ.ย. 2026
Frolina เปิดเกมรุก Wellness Branding ร่วมสนับสนุนงานวิ่งระดับเอเชีย  Garmin Run Asia Series 2025 Thailand Half Marathon  ชูแนวคิด Rest to Win พักเพื่อไปต่อ สื่อสารพลังแห่งการพักผ่อนที่มีคุณภาพ พร้อมเปิดตัวผ้าขนหนู Limited Edition สำหรับนักวิ่งผู้พิชิตเส้น
ฟรอลิน่า (Frolina) แบรนด์ผ้าขนหนู ชุดเครื่องนอน และสิ่งทอคุณภาพระดับพรีเมียมสัญชาติไทย จับมือ การ์มิน (Garmin) ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์จีพีเอสสมาร์ทวอทช์ระดับโลก ร่วมเป็น ผู้สนับสนุนผ้าขนหนูหลักอย่างเป็นทางการ (Official Textile Partner)
28 ต.ค. 2025
กลุ่มบริษัทพราว สเตคอน กรุ๊ป โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย และพันธมิตร  ร่วมส่งมอบอาคารเรียนชาญวีรกูลหลังที่ 74 พร้อมพื้นที่การเรียนรู้และการออกกำลังกาย  เพื่อยกระดับโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนโรงเรียน ตชด. บ้านเขาจ้าว
กลุ่มบริษัทพราว ร่วมกับ บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และพันธมิตร เดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตและโอกาส
15 ธ.ค. 2025
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy