แชร์

กู้ 4 แสนล้านบาท ปี 2026 : ช่วยเศรษฐกิจไทยได้แค่ไหน ?

อัพเดทล่าสุด: 15 พ.ค. 2026
89 ผู้เข้าชม

KEY SUMMARY

พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทช่วยรับมือวิกฤตพลังงาน พยุงเศรษฐกิจระยะสั้น-ผลักดันการเปลี่ยนผ่านระยะยาว โดยออกแบบให้เงินกู้ทำงาน 2 บทบาทพร้อมกัน คือ พยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น และเร่งยกศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว วงเงินกู้ถูกแบ่งเป็น 2 แผนงาน แผนงานละ 2 แสนล้านบาท ได้แก่ (1) การบรรเทาภาระค่าครองชีพจากวิกฤตพลังงาน ซึ่งช่วยประคองกำลังซื้อและบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายได้เร็ว แต่มีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาวจำกัด และ (2) การลงทุนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งแม้จะให้แรงกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นไม่มาก เพราะหลายโครงการพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีสูง แต่เป็นส่วนสำคัญของ พ.ร.ก. ในการลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า เพิ่มความยืดหยุ่นต่อวิกฤตพลังงานในอนาคต และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาทจะช่วยประคองเศรษฐกิจไทยปีนี้ +0.7pp และเพิ่มขนาดเศรษฐกิจในระยะยาวได้ +0.1-0.2pp ขณะที่ในปี 2027 เศรษฐกิจจะเติบโตชะลอลงจากเดิมประมาณ -0.4pp. จากผลของฐานที่สูงขึ้นและผลมาตรการระยะสั้นหมดลง โดยแผนงานช่วยเหลือค่าครองชีพมีบทบาทสำคัญต่อแรงส่งระยะสั้น ส่วนแผนงานเปลี่ยนผ่านพลังงาน แม้ผลระยะสั้นน้อยกว่า แต่จะช่วยเพิ่มขนาด GDP ไทยในระยะยาวได้บ้างราว +0.1–0.2% เทียบกับกรณีไม่กู้เพิ่ม โดยผลของแรงส่งทางเศรษฐกิจของ พ.ร.ก. นี้
จะขึ้นกับ “คุณภาพของการใช้เงินกู้” โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่พื้นที่การคลังเหลือน้อยลงมาก สำหรับผลต่อ
เงินเฟ้อในระยะสั้นจำกัด +0.1-0.3pp. แต่การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวจะช่วยลดความเสี่ยงเงินเฟ้อจากปัญหาอุปทานพลังงานโลกได้ในอนาคต

SCB EIC ประเมินหนี้สาธารณะยังมีโอกาสทะลุเพดาน 70% ของ GDP ในปี 2027 ตามมุมมองเดิม โดยเงินเฟ้อไทยที่เร่งตัวขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง มีส่วนทำให้ขนาดเศรษฐกิจไทย ในรูปตัวเงิน (Nominal GDP) ขยายตัวสูงขึ้นในปีนี้ ช่วยชดเชยผลของการกู้เงินเพิ่มได้บางส่วน ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ Nominal GDP ไม่เพิ่มขึ้นมากนัก อย่างไรก็ดี การลงทุนเปลี่ยนผ่านพลังงานช่วยลดความเปราะบางทางการคลังในระยะยาว บรรเทาความจำเป็นในการใช้มาตรการทางการคลังขนาดใหญ่ในการรองรับวิกฤตพลังงานในอนาคต

เงินกู้ 4 แสนล้านจะคุ้มหรือไม่ ขึ้นกับการถูกใช้เป็น “งบประคอง” หรือ “ทุนเปลี่ยนเกม”

SCB EIC เห็นว่ารัฐบาลควรใช้เงินกู้ครั้งนี้เป็นตัวเร่งให้เกิดการลงทุนภาคเอกชน ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า และเดินหน้าปฏิรูปกติกาพลังงานไปพร้อมกัน ภายใต้ระบบติดตามที่โปร่งใส หากทำสำเร็จ เงินกู้ครั้งนี้จะไม่เพียงช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ยังช่วยลดความจำเป็นในการพึ่งพามาตรการการคลังขนาดใหญ่ซ้ำอีกในระยะยาว โดยหัวใจความสำเร็จของ พ.ร.ก. นี้ สรุปได้ใน “4 ต้อง” คือ (1) ต้องใช้ตรงเป้า :  มีระบบติดตามที่โปร่งใส ป้องกันการเบี่ยงเบนวัตถุประสงค์ใช้เงินจากการลงทุนระยะยาว (2) ต้องดึงภาคเอกชนร่วมลงทุน : ใช้เงินรัฐเป็นตัวเร่ง (crowding-in) การลงทุนเอกชน ผ่านการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) (3) ต้องลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า : สร้างฐานการผลิตและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในประเทศ (4) ต้องปฏิรูปกติกาพลังงานหมุนเวียนควบคู่กัน : ไม่ใช่แค่ลงทุนโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานระยะสั้น แต่เปลี่ยนกฎระเบียบเพื่อให้เกิดระบบซื้อขายไฟฟ้าแบบรวมศูนย์และเปลี่ยนผ่านสู่ตลาดเสรีที่แท้จริงได้ในระยะยาว

KEY POINTS

รัฐบาลเตรียมกู้เงิน 4 แสนล้านบาท พยุงเศรษฐกิจระยะสั้น ดันการเปลี่ยนผ่านระยะยาว

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้รัฐบาลออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์ วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ท่ามกลางความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง แบ่งวัตถุประสงค์การกู้ออกเป็น 2 แผนงานหลัก คือ

1.   บรรเทาภาระและช่วยเหลือภาคประชาชนจากวิกฤตพลังงาน 2 แสนล้านบาท - แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน โดยรัฐบาลประกาศว่าจะใช้วงเงินนี้สำหรับโครงการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการคนละครึ่งพลัส

2.   สร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ 2 แสนล้านบาท - แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม อันจะเป็นการช่วยลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศและเพิ่มความยืดหยุ่น (Resilience) ต่อวิกฤตในอนาคต

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและเห็นชอบ พ.ร.ก. ฉบับนี้เมื่อวันที่ 5 พ.ค. และประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 พ.ค. ส่งผลให้รัฐบาลสามารถดำเนินแผนงานตาม พ.ร.ก. ได้แล้ว แต่จะต้องนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอนุมัติในภายหลัง

SCB EIC ประเมินว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ ท้ายที่สุดแล้วจะได้รับความเห็นชอบจากสภาฯ แม้จะมีข้อขัดแย้งว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ โดยเฉพาะแผนงานการเปลี่ยนผ่านพลังงาน อาจขัดต่อกฎหมายในประเด็น “ความจำเป็นและความเร่งด่วน” ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ และมาตรา 53 ของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561[1] หากพิจารณาว่า พ.ร.ก. นี้ เกี่ยวข้องกับการแก้ไขวิกฤตความมั่นคงพลังงานของประเทศ โดยคาดว่าเม็ดเงินตาม พ.ร.ก. ในแผนงานแรกจะเริ่มเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ตั้งแต่เดือน มิ.ย.

ทั้งนี้กระทรวงการคลังประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจและหนี้สาธารณะไว้ ดังนี้ 1) เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.8 pp. 2) หนี้สาธารณะต่อ GDP จะปรับเพิ่มขึ้น แต่ยังต่ำกว่าเพดาน 70% และภาระดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยคาดการณ์ว่า ณ สิ้นปีงบประมาณ 2027 จะอยู่ที่ 69.88% ของ GDP

แผนงาน พ.ร.ก. ฯ ประคองเศรษฐกิจระยะสั้น ควบคู่กับการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาว

1. SCB EIC ประเมินว่า พ.ร.ก. นี้จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยปี 2026 ขยายตัวสูงขึ้น +0.7 pp. แต่ปี 2027 จะขยายตัวต่ำลง -0.4 pp. จากผลของฐานที่สูงขึ้นและผลมาตรการระยะสั้นหมดลง สำหรับขนาด GDP ไทยในระยะยาวจะปรับเพิ่มขึ้นบ้างราว + 0.1% - 0.2% เทียบกับกรณีไม่มี พ.ร.ก. ฉบับนี้ ภายใต้สมมติฐานสำคัญ คือ

1) ระยะเวลา : เม็ดเงินแผนงานแรกจะเข้าสู่เศรษฐกิจในช่วงปลาย 2026Q2 – 2026Q4 ขณะที่แผนงานสอง เม็ดเงินจะเข้าสู่เศรษฐกิจในช่วง 2026Q3 – 2027Q3 ซึ่งเริ่มจ่ายช้ากว่าและมีช่วงเวลาใช้จ่ายนานกว่าถึงปีหน้า

2) อัตราเบิกจ่ายเงินกู้ : รัฐบาลจะสามารถเบิกจ่ายเงินกู้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ได้ 97% อ้างอิงการใช้จ่ายจริงของการกู้เงินในช่วงวิกฤติโควิด หรือคิดเป็นเม็ดเงินรวม 388,000 แสนล้านบาทกระจายลงสู่เศรษฐกิจในปี 2026 และปี 2027 ราว 274,000 และ 114,000 แสนล้านบาท ตามลำดับ

3) ตัวทวีการคลังของแต่ละแผนงาน : ในแผนงานแรกประเมินว่าตัวคูณการคลังจะอยู่ที่ 0.4-0.6 ขึ้นกับประเภทของโครงการ สำหรับแผนงานที่สองประเมินว่าตัวคูณการคลังต่ำกว่าอยู่ที่ราว 0.3 แต่หากพิจารณาตัวคูณสะสมในระยะยาวจะสูงเกิน 1 เท่า

2. สองแผนงานของ พ.ร.ก. ฯ ถูกออกแบบให้ทำงานเสริมกัน แผนแรกประคองเศรษฐกิจระยะสั้น แผนสองเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานให้ผลบวกระยะสั้นต่ำเพราะรั่วไหลไปกับสินค้านำเข้าสูง แต่จะช่วยยกเศรษฐกิจในระยะยาว

·        แผนงานช่วยเหลือภาคประชาชนจากวิกฤตพลังงานจะช่วยเศรษฐกิจระยะสั้นได้บ้าง หากพิจารณาจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของไทยในอดีตมักให้ผลบวกทางเศรษฐกิจไม่มาก เนื่องจาก (1) รั่วไหลผ่านการออม กล่าวคือผู้ได้รับสิทธิอาจนำเงินที่ได้รับจากโครงการรัฐมาใช้จ่าย และมีเงินเหลือออมมากขึ้น ทำให้การบริโภคในภาพรวมไม่เพิ่ม (2) ผู้บริโภคบางส่วนอาจซื้อสินค้าวันนี้เพื่อเก็บไว้ใช้วันหน้า ช่วยลดค่าใช้จ่ายในอนาคตได้ ทำให้การบริโภครวมวันนี้และวันหน้าไม่เพิ่มขึ้น และ (3) รั่วไหลผ่านการนำเข้า

โดยผลศึกษาของ ธปท. ปี 2015 ระบุว่าตัวคูณการคลังของรายจ่ายเงินโอนอยู่ที่เพียง 0.4 เพราะไม่สร้างการผลิตและการจ้างงานโดยตรง แต่ SCB EIC ประเมินว่าตัวคูณการคลังของรายจ่ายเงินโอนในช่วงหลังอาจมีแนวโน้มสูงกว่าจากการออกแบบโครงการที่ดีขึ้น เช่น การคัดเลือกร้านค้าขนาดกลางและเล็ก การร่วมจ่าย การกำหนดการใช้จ่ายขั้นต่ำต่อวันภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนด แม้แผนงานแรกนี้จะให้ผลบวกต่อเศรษฐกิจในระยะยาวจำกัดมาก แต่จะเป็นการบรรเทาภาระและช่วยเหลือประชาชนในภาวะราคาพลังงานสูงและค่าครองชีพแพงได้ระดับหนึ่ง

·        แผนงานเปลี่ยนผ่านพลังงานจะมีผลกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นน้อยกว่า แต่จะช่วยยกระดับเศรษฐกิจไทยระยะยาวได้บ้าง แผนงานนี้จะช่วยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เกิดการลงทุนเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวเร็วขึ้น ผ่านการส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าสะอาดจากการติดตั้งโซลาร์ในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อเพิ่มไฟฟ้าสะอาด (Green power Infrastructure) ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (Energy storage system : ESS) การใช้รถยนต์ EV การลงทุนในสถานีประจุไฟฟ้า พัฒนาแรงงาน และพัฒนาคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน ลดความเสี่ยงการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจระยะยาว

สาเหตุที่มองว่าผลกระตุ้นระยะสั้นจะน้อยกว่า : เพราะโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานส่วนใหญ่ในแผนงานฯ พึ่งพาการนำเข้าและเทคโนโลยีจากต่างประเทศค่อนข้างสูง จึงคาดว่าจะมีแรงส่งสุทธิต่อเศรษฐกิจน้อยกว่า หลายโครงการพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีและอุปกรณ์จากต่างประเทศในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะแผงโซลาร์ แบตเตอรี่ และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนโครงการบางส่วนรั่วไหลออกนอกประเทศ ขณะที่ผลประโยชน์ต่อผู้ผลิตและห่วงโซ่อุปทานในประเทศอยู่ในวงจำกัด

สาเหตุที่มองว่าจะยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยระยะยาวได้บ้าง : เพราะการลงทุนในแผนนี้จะช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเทคโนโลยี เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผลศึกษาของธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดและการส่งเสริมการส่งออกสินค้าสีเขียวจะช่วยสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้ GDP ของไทยเติบโตเพิ่มขึ้นที่ราว 0.27% และจ้างงานเพิ่มขึ้นราว 0.55% ในปี 2035 เนื่องจากไฟฟ้าสะอาดจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าที่มีความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอนสูงให้สามารถปรับตัวและส่งออกได้มากขึ้น ลดแรงกดดันเรื่องกลไกคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) เช่น การผลิตและส่งออกรถยนต์ เครื่องจักรและเครื่องใช้ไฟฟ้า ยิ่งไปกว่านั้นการเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดของภาคการผลิตยังมีส่วนช่วยเพิ่มการส่งออกสินค้าสีเขียว (Green product) ที่ไทยมีความได้เปรียบในการผลิตและส่งออก (Revealed comparative advantage, RCA) และเป็นสินค้าที่มีความต้องการจากทั่วโลกสูง เช่น การผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และ Solar PV ที่มีความต้องการนำเข้าจากทั่วโลกสูง รวมถึงเครื่องปรับอากาศคุณภาพสูง (สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและใช้ไฟฟ้าน้อย) ที่ไทยมีความได้เปรียบในการผลิตสูง (High RCA)  

3. การกู้เงินตามแผนงานทั้งสองในครั้งนี้มีแนวโน้มส่งผลให้ดัชนีราคาผู้บริโภคเร่งตัวขึ้นจำกัดราว 0.1 – 0.3% ในปี 2026 เนื่องจากผลการกระตุ้นอุปสงค์ในระยะสั้นไม่สูงนัก อีกทั้ง ผู้ประกอบการยังเผชิญข้อจำกัดในการส่งผ่านราคา โดยปัจจัยกำหนดราคายังเป็นผลจากด้านอุปทานเป็นหลัก อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวจะช่วยลดความผันผวนและผลกระทบด้านเงินเฟ้อจากสงครามในตะวันออกกลางหรือปัญหาด้านอุปทานพลังงานโลกอื่น ๆ ได้ในอนาคต

SCB EIC ประเมินแนวโน้มหนี้สาธารณะไม่เปลี่ยนจากเดิม หนี้จะยังทะลุเพดานในปี 2027

SCB EIC ยังคงมองว่า หนี้สาธารณะมีแนวโน้มจะชนเพดาน 70% ของ GDP ในปี 2027 ตามที่ประเมินไว้ ณ ธ.ค. 2025 โดยแนวโน้มหนี้สาธารณะจะปรับเพิ่มขึ้นจาก 66.4% ณ สิ้นเดือน มี.ค. 2026 ไปแตะเพดาน 70% ภายในปีงบประมาณ 2027 และอาจเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปถึง 75% ใน 5 ปีข้างหน้า ภายใต้สมมติฐาน 1) เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่ำและเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำในระยะปานกลาง เช่นเดียวกับในช่วงที่ผ่านมา 2) รัฐบาลขาดดุลการคลังในช่วง 600,000 – 900,000 ล้านบาทต่อปี ตามแผนการคลังระยะปานกลาง ณ พ.ย. 2025 และ 3) ภาครัฐจะสามารถทยอยปฏิรูปการคลัง ทั้งด้านรายได้ รายจ่าย และวินัยการคลังอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่การปฏิรูปรายได้อาจไม่สร้างรายได้มากพอที่จะทำให้แนวโน้มหนี้สาธารณะไม่ทะลุเพดาน 70% ได้ จึงมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเห็นรัฐบาลขยายเพดานหนี้สาธารณะไม่เกิน 5% เป็นการชั่วคราวก่อนหนี้จะแตะเพดานในไม่ช้า เพื่อเพิ่มพื้นที่การคลังที่เหลือน้อยลงมาก สำหรับรองรับความไม่แน่นอนในอนาคต

เสถียรภาพการคลังในระยะสั้นหลังออก พ.ร.ก. ฉบับนี้จะปรับแย่ลงบ้างแต่ไม่มากเพราะเงินเฟ้อสูงขึ้นช่วยดัน Nominal GDP ให้สูงขึ้น ทำให้หนี้สาธารณะอาจแตะเพดานในปี 2027 เร็วขึ้นกว่ามุมมองเดิมเพียงไม่กี่เดือน เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางมีแนวโน้มกดดันให้อัตราเงินเฟ้อในปี 2026 เร่งตัวขึ้นทะลุกรอบเงินเฟ้อ 1-3% มีส่วนช่วยให้สัดส่วนหนี้สาธารณะหลังออก พ.ร.ก. กู้เพิ่ม 4 แสนล้านบาท ต่อ Nominal GDP ใหม่มีแนวโน้มไม่ต่างจากเดิมมาก เสถียรภาพการคลังในระยะยาวยังน่าเป็นห่วง แต่แผนงานเปลี่ยนผ่านพลังงานจะลดความเสี่ยงการคลังในอนาคตได้บ้าง เนื่องจากแผนงานหรือโครงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจะทยอยปรับโครงสร้างประเทศไทย ให้ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าได้มากขึ้นในระยะข้างหน้า ซึ่งจะเพิ่มความสามารถในการรองรับวิกฤตพลังงาน และลดความจำเป็นที่ต้องใช้มาตรการการคลังขนาดใหญ่เพื่อรองรับวิกฤติพลังงานในอนาคต นอกจากนี้ แผนงานที่ 2 นี้คาดว่าจะมีผลบวกยกศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้เล็กน้อย จึงจะช่วยลดสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ลงได้ในตัว

การใช้เงินกู้ให้คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ เป็นหัวใจความสำเร็จของ พ.ร.ก. ฉบับนี้

การตัดสินใจออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพิ่มเติมเพื่อเตรียมรับมือวิกฤตซ้อนวิกฤตในครั้งนี้ของรัฐบาล ทั้งความจำเป็นเร่งด่วนเข้าประคับประคองเศรษฐกิจและเร่งสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ เป็นการมองวิกฤตให้เป็นโอกาส ในการตั้งหลักลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานครั้งสำคัญของประเทศ ภายใต้พื้นที่การคลังที่เหลือน้อยลงเต็มที ซึ่งรัฐบาลใช้เกือบหมดหน้าตักแล้ว จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้เม็ดเงินให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ลดการรั่วไหลให้เกิดความคุ้มค่าเงินสูงสุด และโปร่งใส

SCB EIC มีข้อเสนอแนะต่อการดำเนินแผนงานต่าง ๆ ภายใต้ พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท สรุปได้ด้วย “4 ต้อง” ดังนี้

1.     ต้องใช้ตรงเป้า : สร้างระบบการตรวจสอบโปร่งใส ควบคุมการใช้จ่ายตรงตามแผนงานและเป้าหมาย สร้างระบบติดตามการเบิกจ่ายและผลลัพธ์รายโครงการ เปิดเผยข้อมูลความคืบหน้าอย่างโปร่งใสให้สาธารณะเข้าถึงและร่วมติดตามความคุ้มค่าและการใช้จ่ายให้ตรงเป้าวัตถุประสงค์ ไม่เกิดการโอนเปลี่ยนแปลงแผนงาน จากการเปลี่ยนผ่านพลังงานในระยะยาว เป็นการช่วยเหลือลดภาระภาคประชาชนในระยะสั้น เช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับ พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 วงเงิน 1 ล้านล้านบาท ซึ่งวงเงินฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมมีสัดส่วนเหลือแค่ 22.7% ของกรอบวงเงินรวม (ลดลงจากสัดส่วนเดิมระบุไว้ที่ 40%) ขณะที่กรอบวงเงินเพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิดกลับมีสัดส่วนมากขึ้นเป็น 70.9% (จากสัดส่วนเดิมระบุไว้ที่ 55.5%)

2.     ต้องดึงภาคเอกชนร่วมลงทุน : เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนรัฐ รัฐบาลอาจใช้เม็ดเงินจากแผนงานเพื่อการเปลี่ยนผ่าน วงเงินรวม 2 แสนล้านบาทบางส่วนร่วมลงทุนกับภาคเอกชน หรือดึงดูดการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสีเขียวจากต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้เกิด (Crowding-in Effect) ในโครงการที่ยกศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาว ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนในประเทศรวมสูงขึ้นได้

3.     ต้องลดการพึ่งพาการนำเข้า รัฐบาลอาจพิจารณากำหนดเงื่อนไขการใช้วัตถุดิบส่วนใหญ่ภายในประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไป เช่น การผลิตแบตเตอรี่สำหรับระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือ การผลิตแผงโซลาร์เซลล์และอินเวอร์เตอร์ที่ต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer)
จากเจ้าของเทคโนโลยีต่างชาติ เพื่อสร้างฐานการผลิตและความสามารถในการซ่อมบำรุงได้เองในประเทศ
ลดความเสี่ยงในการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากต่างประเทศ

4.     ต้องใช้โอกาสนี้ปฏิรูปกฎระเบียบสร้างพลังงานหมุนเวียน : โดยเฉพาะการปลดล็อกกติการะบบซื้อขายไฟฟ้าแบบรวมศูนย์และเปลี่ยนผ่านสู่ตลาดเสรีที่แท้จริง

·        Direct PPA & TPA (Third-Party Access) : ให้ภาคเอกชนสามารถซื้อ-ขายไฟฟ้าได้โดยตรง โดยรัฐต้องใช้เงินกู้ส่วนนี้เพื่อปรับปรุงระบบควบคุมและบริหารโครงข่ายไฟฟ้าของ กฟผ./กฟน./กฟภ. ที่เดิมเป็นระบบซื้อ-ขายไฟฟ้าแบบผู้ซื้อรายเดียว (Enhanced Single Buyer) ให้สามารถรองรับการส่งผ่านไฟฟ้าสะอาดของเอกชนอย่างโปร่งใส มีการเก็บค่าธรรมเนียมการใช้สายส่ง (Wheeling Charge) ที่เป็นธรรมซึ่งจะเปลี่ยนบทบาทของการไฟฟ้าฯ จากการผูกขาดการขายไฟฟ้ามาเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม (Platform Provider)

·        Net-metering & Peer-to-Peer Trading : เปลี่ยนภาคประชาชนจากผู้จ่ายค่าไฟมาเป็น "Prosumer" (ผู้ผลิตและผู้บริโภค) โดยปลดล็อกให้สามารถติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและนำไฟฟ้าที่เหลือใช้ไปขายเพื่อหักลบหน่วยไฟฟ้า (Net-metering) ซึ่งจะสร้างแรงจูงใจให้เกิดการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปอย่างมาก โดยที่รัฐไม่ต้องใช้เงินอุดหนุนรายหัว แต่ใช้เงินลงทุนในระบบหลังบ้าน เพื่อความเสถียรแทน เช่น มิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ระบบควบคุมไฟฟ้าแบบ Real time และระบบตรวจสอบความต้องการไฟฟ้า (Demand response : DR system)

ท่ามกลางพื้นที่การคลังของไทยเหลือแคบลงไปอีก การกู้เงินผ่าน พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาทครั้งนี้ควรเป็น “การใช้หน้าตักการคลังอย่างมีวินัย” มากกว่าการอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเดิม ความคุ้มค่าของ พ.ร.ก. ฉบับนี้จึงไม่ได้อยู่ที่กู้วงเงินขนาดเท่าไร แต่อยู่ที่ว่าจะใช้เงินทุกบาทอย่างมีคุณภาพ เพื่อพยุงเศรษฐกิจระยะสั้นพร้อมกับวางรากฐานการเติบโตระยะยาว โดยไม่กระทบความเสี่ยงด้านเครดิตเรตติงประเทศได้อย่างไร ซึ่งต้องอาศัยกรอบการใช้จ่ายที่ชัดเจน โปร่งใส และยึดหลัก “5T” ตามที่รัฐบาลสื่อสารไว้ได้จริง ได้แก่ Targeted (มุ่งเป้าเยียวยา) Transition (เปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน) Transform (ปฏิรูปเศรษฐกิจให้เข้มแข็ง) Transparency (เน้นความโปร่งใสใช้ดิจิทัลตรวจสอบได้) และ Together (ดึงเอกชนร่วมติดตามกลั่นกรองการใช้เงิน) ซึ่งรัฐบาลประกาศใช้เป็นเข็มทิศของการใช้เงินกู้ครั้งนี้

มาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 บัญญัติว่าการตรา พ.ร.ก. ให้กระทําได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจําเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ ขณะที่มาตรา 53 ของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 บัญญัติว่าการกู้เงินของรัฐบาลนอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ ให้กระทรวงการคลังกระทําได้ก็แต่โดยอาศัยอํานาจตามกฎหมายที่ตราขึ้นเป็นการเฉพาะ และเฉพาะกรณีที่มีความจําเป็นที่จะต้องดําเนินการโดยเร่งด่วนและอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศ โดยไม่อาจตั้งงบประมาณรายจ่ายประจําปีได้ทัน


บทความที่เกี่ยวข้อง
ไม่พลาดสิทธิลดหย่อนภาษี! ขอหนังสือรับรองดอกเบี้ยเงินกู้ได้ง่ายๆ กับ ธอส.  ผ่าน Application : GHB ALL GEN  และ www.ghbank.co.th  ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เพิ่มความสะดวกให้ลูกค้าธนาคารที่ต้องการใช้สิทธิ์หักลดหย่อนภาษี สามารถขอหนังสือรับรองดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อใช้ประกอบการยื่นแบบ
6 ม.ค. 2026
กรุงไทยมอบเงินสนับสนุนโครงการ “หมอออร์โธฯ ชวนก้าว เพื่อ 13 โรงพยาบาล” เสริมโอกาสเข้าถึงการรักษาอย่างเท่าเทียม
นายธวัชชัย ชีวานนท์ ประธานผู้บริหาร Product & Business Solutions ธนาคารกรุงไทย ร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “หมอออร์โธฯ ชวนก้าว เพื่อ 13 โรงพยาบาล” ซึ่งจัดขึ้นในวาระครบรอบ 60 ปี ราชวิทยาลัยแพทย์ ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย
29 ม.ค. 2026
ฟอลคอนประกันภัย และพนักงาน ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เร่งส่งมอบความช่วยเหลือดูแลกลุ่มเปราะบางที่ประสบอุทกภัยทั่วประเทศ
บริษัท ฟอลคอนประกันภัย จำกัด (มหาชน) และพนักงาน เร่งส่งมอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องใช้ครัวเรือนที่จำเป็น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในหลายจังหวัด
5 พ.ย. 2025
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy