แชร์

มาสเตอร์การ์ดและเครสเซนต์เรตติ้งเผย นักท่องเที่ยวมุสลิมทั่วโลกมีแนวโน้มแตะ 245 ล้านคนภายในปี 2573 โดยมีสตรีเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งของนักท่องเที่ยวทั้งหมด

อัพเดทล่าสุด: 20 พ.ค. 2026
129 ผู้เข้าชม

รายงานสองฉบับใหม่ชี้ให้เห็นว่า เทรนด์การท่องเที่ยวที่มีความรับผิดชอบ ประสบการณ์ที่มีความหมาย การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล  และความเชื่อมั่น กำลังพลิกโฉมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมุสลิมทั่วโลก

มาสเตอร์การ์ด ร่วมกับ เครสเซนต์เรตติ้ง เปิดตัวรายงานฉบับใหม่สองฉบับ ได้แก่ “Halal Travel Trends 2026” และ “Muslim Women in Travel 2026” ซึ่งศึกษาแนวโน้มการเติบโตของตลาดท่องเที่ยวมุสลิมท่ามกลางความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาประสบการณ์การเดินทางที่ครอบคลุม น่าเชื่อถือ และสอดคล้องกับคุณค่าและเป้าหมายในการเดินทางของตนมากยิ่งขึ้น

รายงาน “Halal Travel Trends 2026” ระบุว่า ตลาดการท่องเที่ยวมุสลิมยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวมุสลิมระหว่างประเทศทั่วโลกจะอยู่ที่ 186 ล้านคนในปี 2568 ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 245 ล้านคนภายในปี 2573 สะท้อนศักยภาพของตลาดที่กำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกขณะที่รายงาน “Muslim Women in Travel 2026” พบว่า นักท่องเที่ยวสตรีชาวมุสลิมมีจำนวน 90 ล้านคนในปี 2568 คิดเป็นสัดส่วน 48% ของนักท่องเที่ยวมุสลิมทั่วโลก เพิ่มขึ้นจาก 63 ล้านคน หรือ 45% ในปี 2562

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การให้บริการพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อชาวมุสลิม เช่น อาหารฮาลาลและพื้นที่สำหรับการละหมาด ได้รับการพัฒนาและยกระดับมากขึ้น ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญด้านความปลอดภัย ความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการบริการที่สอดคล้องกับหลักศาสนา ซึ่งกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของประสบการณ์การเดินทางสำหรับนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมทั่วโลก

หัวใจสำคัญของรายงานทั้งสองฉบับคือกรอบแนวคิด RIDA ของเครสเซนต์เรตติ้ง ซึ่งประกอบด้วย Responsible (ความรับผิดชอบ), Immersive (ประสบการณ์เชิงลึก), Digital (ดิจิทัล) และ Assured (ความมั่นใจ) เพื่อเป็นแนวทางให้จุดหมายปลายทางต่าง ๆ ตลอดจนหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว และภาคธุรกิจ สามารถยกระดับบริการเพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวชาวมุสลิมได้ดียิ่งขึ้น

เอเชียและอาเซียน ศูนย์กลางการเติบโตของการท่องเที่ยวชาวมุสลิม

รายงาน “Halal Travel Trends 2026” ระบุว่า เอเชียยังคงมีบทบาทสำคัญในภูมิทัศน์การท่องเที่ยวมุสลิมทั่วโลก โดยในปี 2567 ภูมิภาคเอเชียดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมเกือบ 120 ล้านคน คิดเป็น 65% ของนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมทั่วโลกจำนวน 176 ล้านคน โดยจุดแข็งของเอเชียมาจากความสะดวกในการเชื่อมต่อทางการเดินทาง ความหลากหลายทางวัฒนธรรม โครงสร้างพื้นฐานด้านฮาลาลที่แข็งแกร่ง รวมถึงระยะทางที่ใกล้กันระหว่างประเทศต้นทางและปลายทางของนักท่องเที่ยวชาวมุสลิม

ภาคการท่องเที่ยวยังคงอยู่ในระดับแข็งแกร่งท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก  โดยนักท่องเที่ยวจำนวนมากเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับจุดหมายปลายทางระยะใกล้มากขึ้น ส่งผลให้การเดินทางภายในภูมิภาคอาเซียนเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการท่องเที่ยวในการพัฒนาและยกระดับบริการให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคในภูมิภาค โดยมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และบรูไน เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวสตรีชาวมุสลิม อีกทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเป็นภูมิภาคต้นทางของนักท่องเที่ยวสตรีชาวมุสลิมจำนวน 5.8 ล้านคน ด้วยระบบนิเวศฮาลาลที่มีความพร้อม ตัวเลือกการท่องเที่ยวที่เหมาะสำหรับครอบครัว การเดินทางที่เชื่อมต่อกันภายในภูมิภาค และการลงทุนด้านการท่องเที่ยวแบบครอบคลุมที่เพิ่มขึ้น ทำให้อาเซียนมีรากฐานที่แข็งแกร่งในการรองรับตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้

นอกเหนือจากประเทศที่มีประชากรมุสลิมเป็นส่วนใหญ่ รายงานยังชี้ว่า จุดหมายปลายทางที่สามารถสื่อสารความพร้อมด้านการท่องเที่ยวมุสลิมได้อย่างชัดเจนและน่าเชื่อถือ จะมีโอกาสดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมและสร้างความมั่นใจในการเดินทางได้มากขึ้น ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนความสนใจให้กลายเป็นการตัดสินใจจองเดินทางจริง

สตรีชาวมุสลิม กำลังมีบทบาทสำคัญต่ออนาคตของการท่องเที่ยว

รายงาน “Muslim Women in Travel 2026” ชี้ว่า สตรีชาวมุสลิมเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีอิทธิพลมากที่สุดในตลาดท่องเที่ยวมุสลิม และเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในการตัดสินใจเกี่ยวกับจุดหมายปลายทาง รูปแบบ และเหตุผลของการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวกับครอบครัว การท่องเที่ยวคนเดียว การเดินทางเพื่อศาสนา การเดินทางเพื่อธุรกิจ หรือการเดินทางแบบกลุ่มสำหรับผู้หญิง

จากรายงานยังพบว่าความปลอดภัยและความไว้วางใจเป็นปัจจัยสำคัญลำดับต้น ๆ โดย 60% ของนักท่องเที่ยวสตรีชาวมุสลิมให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความสบายใจโดยรวมของจุดหมายปลายทาง รองลงมาคือความเป็นมิตรต่อชาวมุสลิมที่ 30% นักเดินทางต้องการความมั่นใจในการเข้าถึงอาหารฮาลาล การหาสถานที่ละหมาด การแต่งกายอย่างสุภาพ การเดินทางที่ปลอดภัย และการปฏิบัติศาสนกิจโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติหรือการตัดสินจากผู้อื่น

การค้นหาข้อมูลผ่านช่องทางดิจิทัลเองก็มีบทบาทสำคัญอย่างมาก โดยรายงานพบว่า 68% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเดินทางของพวกเขา ซึ่ง Instagram เป็นแพลตฟอร์มที่ถูกใช้งานมากที่สุด รองลงมาคือ YouTube และ TikTok ขณะเดียวกัน เครื่องมือ AI ก็กำลังกลายเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นใจในการเดินทาง ทั้งในการค้นหาข้อมูลจุดหมาย เปรียบเทียบตัวเลือก วางแผนการเดินทาง ค้นหาร้านอาหารฮาลาล สถานที่ละหมาด และพิจารณาประเด็นด้านความปลอดภัยต่าง ๆ

“การท่องเที่ยวของชาวมุสลิมกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงที่มีความซับซ้อนมากขึ้น โดยความเชื่อมั่น การเปิดกว้าง และเป้าหมายของการเดินทาง กลายเป็นสิ่งที่สำคัญพอ ๆ กับการเข้าถึงและความสะดวกสบาย” ไอชา อิสลาม รองประธานอาวุโสฝ่าย Customer Solutions Center ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของมาสเตอร์การ์ด กล่าว “ด้วยกรอบแนวคิดอย่าง RIDA จุดหมายปลายทางและภาคธุรกิจจะมีแนวทางที่เป็นรูปธรรมเข้ามาช่วยมองภาพรวมของประสบการณ์การเดินทางของนักท่องเที่ยวได้อย่างครบถ้วน ตั้งแต่ข้อมูลดิจิทัลที่น่าเชื่อถือ ระบบชำระเงินที่ปลอดภัย ไปจนถึงประสบการณ์ที่เคารพต่อศรัทธา วัฒนธรรม ความปลอดภัย และค่านิยมส่วนบุคคล”

จากความพร้อมสู่ความมั่นใจ

รายงานทั้งสองฉบับสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสสำคัญของอุตสาหกรรมอย่างชัดเจนว่า จุดหมายปลายทางที่สามารถทำให้บริการที่เป็นมิตรต่อชาวมุสลิมมีความชัดเจน ตรวจสอบได้ และมาตรฐานสม่ำเสมอ จะมีโอกาสเปลี่ยนจากความสนใจให้กลายเป็นการเดินทางจริง และสร้างความภักดีในระยะยาวได้ดีกว่า

กรอบแนวคิด RIDA จึงเป็นแนวทางปฏิบัติที่ช่วยให้จุดหมายปลายทางสามารถตอบโจทย์นี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม:

·        มีความรับผิดชอบ (Responsible): สนับสนุนการท่องเที่ยวที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และแนวทางการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู
·        สร้างประสบการณ์ที่ลึกซึ้ง (Immersive): สร้างประสบการณ์ทางวัฒนธรรม มรดก ท้องถิ่น และวิถีชีวิตที่ลึกซึ้ง มากกว่าการท่องเที่ยวเพื่อเยี่ยมชมสถานที่ทั่วไป
·        ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital): ใช้เทคโนโลยี AI และระบบชำระเงินดิจิทัลที่ปลอดภัย เพื่อลดอุปสรรคและเพิ่มความมั่นใจ
·        น่าเชื่อถือ (Assured): สร้างความเชื่อมั่นผ่านบริการฮาลาลที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว มาตรฐานความปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุม และคุณภาพบริการที่สม่ำเสมอในทุกจุดของการเดินทาง

“สำหรับจุดหมายปลายทางต่าง ๆ โอกาสสำคัญคือการยกระดับ จากการมีบริการพร้อมรองรับไปสู่การสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว” ราวด้า ไซนี ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของเครสเซนต์เรตติ้ง กล่าว “นักท่องเที่ยวชาวมุสลิมกำลังมองหาประสบการณ์ที่มีความหมาย เปิดกว้าง และวางใจได้ จุดหมายปลายทางที่สามารถสื่อสารความพร้อมเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน และมอบประสบการณ์ที่สม่ำเสมอตลอดการเดินทาง จะมีโอกาสสร้างความภักดีและความสัมพันธ์ระยะยาวกับนักท่องเที่ยวได้มากกว่า”

ขณะที่การท่องเที่ยวของชาวมุสลิมยังคงเติบโตต่อเนื่องในหลายภูมิภาคและหลากหลายกลุ่มนักท่องเที่ยว รายงานทั้งสองฉบับชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาการท่องเที่ยวแบบบูรณาการมากขึ้น โดยการผสานแนวปฏิบัติที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม มอบประสบการณ์ที่แท้จริง สร้างความมั่นใจด้านดิจิทัลรวมถึงบริการที่สอดคล้องกับหลักศรัทธา เข้าไว้ในแผนพัฒนาจุดหมายปลายทาง อุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะสามารถสร้างการมีส่วนร่วมที่แข็งแกร่งขึ้น สร้างความภักดีที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และส่งเสริมการเติบโตที่ยั่งยืนกว่าเดิมได้


บทความที่เกี่ยวข้อง
MONEY EXPO 2026 BANGKOK จัดโปรไฮไลต์ดอกเบี้ย 0% ลงทุนหุ้น-กองทุนทั่วโลกเพิ่มความมั่งคั่ง
มหกรรมการเงินกรุงเทพ ครั้งที่ 26 MONEY EXPO 2026 BANGKOK ยกทัพแบงก์ บล. บลจ. ประกัน หน่วยงานรัฐ-เอกชนชั้นนำทั่วประเทศ จัดเต็มโปรโมชั่นครั้งใหญ่แห่งปี เพิ่มโอกาสสร้างความมั่งคั่ง ช่วยลดภาระทางการเงิน อาทิ
29 เม.ย. 2026
คนไทยยุคใหม่ เลือกเช่า หรือ เลือกซื้อ (EP.2) : ส่องแนวโน้มธุรกิจ เช่าใช้ หมัดเด็ดปลุกตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ยั่งยืน
จุดเริ่มต้นของธุรกิจเช่าใช้...เมื่อรักคือการไม่ครอบครอง จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ให้ความใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ได้เป็นที่มาของ "เศรษฐกิจแบ่งปัน"
15 ธ.ค. 2025
SPREME โตสนั่น! โชว์ Q1/69 รายได้ทะลัก 377.11 ลบ. พุ่ง 112.06% กอด Backlog แน่น 5,412.36 ลบ. ทยอยรับรู้รายได้ยาว  ลุยประมูลงานใหม่ เพิ่ม Recurring Income หนุนอนาคตเติบโตมั่นคง
บมจ.สุพรีม ดิสทิบิวชั่น (SPREME) สุดสตรอง! เปิดงบการเงินไตรมาส 1/69 มีรายได้ 377.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 112.06% กำไรสุทธิ 24.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.60% อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่  15.04% หลังส่งมอบงานได้ตามแผน ฟากซีอีโอ “ภานุวัฒน์ ขันธโมลีกุล”ประเมินแนวโน้มไตรมาส 2/69 สดใส
20 พ.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy