แชร์

PwC แนะไทยเร่งปิดช่องว่างโครงสร้างพื้นฐาน คาดเม็ดเงินลงทุนแตะ 21 ล้านล้านบาทในปี 2593

อัพเดทล่าสุด: 8 มิ.ย. 2026
201 ผู้เข้าชม
  • การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยต่อปี คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 (ราว 5.89 แสนล้านบาท)1 เป็น 28 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9 แสนล้านบาท) ในปี 2593 ส่งผลให้มูลค่าการลงทุนสะสมอยู่ที่ 641 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือแตะระดับ 21 ล้านล้านบาท
  • ภาคคมนาคมจะยังเป็นภาคส่วนที่มีสัดส่วนการลงทุนสูงที่สุดจนถึงปี 2593 โดยคิดเป็น 44% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานคาดว่าเป็นภาคส่วนที่เติบโตเร็วที่สุด
  • การลงทุนในอาคารศูนย์ข้อมูล จะมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยมีมูลค่าการลงทุนสะสมรวมประมาณ 26 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.5 แสนล้านบาท)

กรุงเทพฯ, 8 มิถุนายน 2569 – PwC ประเทศไทย เปิดเผยว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ ท่ามกลางแรงขับเคลื่อนจากการขยายตัวของเมือง การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และการเติบโตของเทคโนโลยีดิจิทัล โดยประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาวที่

คาดว่ามูลค่าการลงทุนสะสมจะสูงถึง 21 ล้านล้านบาทภายในปี 2593 จากการเร่งลงทุนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ ผลวิเคราะห์จากรายงาน PwC Global Infrastructure Outlook ปี 2593 ระบุว่า การใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 เป็น 28 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2593 หรือเติบโตราว 56% สะท้อนความจำเป็นในการเร่งปิดช่องว่างโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure gap) ของประเทศ

ในระดับโลก รายงานชี้ว่า เม็ดเงินลงทุนกำลังขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยมูลค่าการลงทุนต่อปีจะเพิ่มขึ้นจาก 4.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 เป็น 6.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2593 ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว มูลค่าการลงทุนสะสมทั่วโลกคาดว่าจะสูงถึง 151.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนการเร่งลงทุนของประเทศต่าง ๆ เพื่อรองรับการขยายตัวของเมือง การใช้พลังงานไฟฟ้า (electrification) และการเติบโตของ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล

ทั้งนี้ ภาคคมนาคมยังคงเป็นสัดส่วนหลักของการลงทุนในไทย คิดเป็นประมาณ 44% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและดิจิทัลกำลังเร่งตัว โดยเฉพาะการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (data centre) และเครือข่ายที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นาย ณัฏฐ์ อัสดิษฐ์สกุล หุ้นส่วนสายงานดีลส์ บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวว่า

“ประเทศไทยยังเผชิญช่องว่างโครงสร้างพื้นฐาน ระหว่างความต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพและศักยภาพที่มีอยู่จริง ซึ่งยิ่งเห็นชัดเจนขึ้นจากเมกะเทรนด์โลก ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวของเมือง การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน การลงทุนไม่ได้เป็นเพียงการรองรับการเติบโต แต่เป็นตัวกำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว”

นาย ณัฏฐ์ กล่าวต่อว่า ในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า โอกาสการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของไทยจะกระจุกตัวในสามด้านหลัก ได้แก่

1. โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยเฉพาะ data centre ในพื้นที่ EEC ซึ่งแม้ไทยจะไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีขนาดการลงทุนสูงที่สุดของโลก แต่ในระดับเอเชียก็ถือเป็นตลาดที่มีความเคลื่อนไหวและมีโอกาสการลงทุนค่อนข้างโดดเด่น

2. โครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง จากโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ โดยไทยยังมีการลงทุนต่อเนื่องในโครงการสำคัญ เช่น รถไฟความเร็วสูงกรุงเทพ - โคราช - หนองคาย รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก การขยายเส้นทางของระบบขนส่งมวลชลทางรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และเครือข่ายมอเตอร์เวย์เส้นทางใหม่ ๆ

3. โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เพิ่มขึ้นและสังคมสูงวัย โดยคาดว่าจะเห็นแนวโน้มความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ PPP มากขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพบริการและศักยภาพในการรองรับความต้องการในอนาคต

อย่างไรก็ดี ความท้าทายในระยะต่อไปไม่ใช่เพียงการเพิ่มเม็ดเงินลงทุน แต่คือการบูรณาการและจัดลำดับความสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจใหม่ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

“ไทยยังมีศักยภาพในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน นี่จึงเป็นโอกาสของทุกภาคส่วน การมองแนวโน้มโครงสร้างพื้นฐานอย่างเชิงรุก และประเมินให้ชัดว่าโอกาสเหล่านี้จะส่งผลต่อธุรกิจหรือเศรษฐกิจในช่วง 5 ถึง 10 ปีข้างหน้าอย่างไร ควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงธุรกิจกับโครงสร้างพื้นฐานไม่ทางตรงก็ทางอ้อม พร้อมปรับกลยุทธ์และนโยบายให้สอดรับกับทิศทางการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคมนาคม ดิจิทัล หรือสาธารณสุข ธุรกิจที่ปรับตัวเร็ว มองเห็นผลกระทบล่วงหน้า และเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานเข้ากับการวางกลยุทธ์ขององค์กรได้ก่อน จะเป็นผู้ที่สามารถคว้าโอกาสจากแนวโน้มนี้ได้ดีที่สุด” นาย ณัฏฐ์ กล่าว


บทความที่เกี่ยวข้อง
คปภ. จับมือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บูรณาการฐานข้อมูลเพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยกระดับการบังคับใช้กฎหมายและสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) โดยฝ่ายสำนักนายทะเบียนคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (สคร.) ได้จัดพิธีเปิดการอบรม โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของหน่วยสนับสนุนเพื่อขับเคลื่อนภารกิจตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
21 ต.ค. 2025
KBank ผนึก แสนสิริ - EGAT INNOPOWER - ION สนับสนุนลูกบ้านสร้างรายได้จากโซลาร์ ผ่านแพลตฟอร์ม GreenPass
ธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) INNOPOWER และ ION สนับสนุนให้ลูกบ้านแสนสิริสร้างรายได้เพิ่มจากการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ด้วยการขายใบรับรองการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (REC)
11 ธ.ค. 2025
GARMIN HEALTH จับมือ อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต เชื่อมต่อข้อมูลสุขภาพและกิจกรรมผ่านแอปฯ Healthy Living พร้อมสนับสนุนการป้องกันสุขภาพเชิงรุกของคนไทย
GARMIN ผู้ส่งมอบที่สุดของความหลากหลายทางเทคโนโลยี GPS ตั้งแต่อุตสาหกรรมการบิน ยานยนต์ การเดินทะเล ฟิตเนส และกิจกรรมกลางแจ้ง จับมือ อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต
14 พ.ย. 2025
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy