แชร์

หนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ณ Q1/2026 ลดลงเหลือ 85.9% ต่ำสุดในรอบ 6 ปี แต่สะท้อนข้อจำกัดการกู้ มากกว่าฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น

อัพเดทล่าสุด: 17 ก.ค. 2026
132 ผู้เข้าชม

KEY SUMMARY

หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลงต่ำสุดในรอบ 6 ปีเหลือ 85.9% ใน Q1/2026 แต่ยังไม่สะท้อนฐานะการเงินครัวเรือนที่แข็งแกร่งขึ้น

SCB EIC พบสาเหตุที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลงเร็วในไตรมาสนี้เพราะ

1.     ครัวเรือนเข้าถึงสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินหลักได้ยาก แม้หนี้ครัวเรือน Q1/2026 กลับมาขยายตัวเพิ่มขึ้นบ้าง 0.5%YOY จากไตรมาสก่อนที่แทบไม่โต (0.05%YOY) แต่การขยายตัวหลักยังมาจากสินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคล ขณะที่สินเชื่อจากสถาบันการเงินหลักยังคงหดต่อเนื่องนานกว่า 2 ปีอยู่ที่ราว -2.1%YOY สะท้อนมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่ยังเข้มงวด ขณะที่สินเชื่อสถาบันการเงินภาครัฐช่วยพยุงสินเชื่อเพิ่มได้บ้าง ตามนโยบายรัฐบาลเพื่อประคองสภาพคล่องและบรรเทาภาระทางการเงินของครัวเรือน แต่เติบโตชะลอลงอยู่ที่ 1.6%YOY

2.     ครัวเรือนหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้ที่เข้าถึงง่ายมากขึ้น สินเชื่อผ่านโรงรับจำนำและสหกรณ์ออมทรัพย์ขยายตัวสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรงรับจำนำที่เร่งตัวถึง 18.3%YOY สะท้อนว่าครัวเรือนบางส่วนเริ่มหันไปใช้แหล่งเงินกู้ที่มีเงื่อนไขยืดหยุ่นและเข้าถึงง่ายกว่า เช่น การใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันระยะสั้นในโรงรับจำนำ แม้มีต้นทุนทางการเงินสูงกว่า หรือการกู้จากสหกรณ์ออมทรัพย์ที่ยังขยายตัวอยู่ที่ 5.0%YOY เนื่องจากเป็นแหล่งเงินกู้ที่อิงความสัมพันธ์กับสมาชิก มีข้อมูลรายได้และกลไกการหักชำระผ่านระบบสมาชิกชัดเจน ทำให้สมาชิกสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายกว่าสินเชื่อจากสถาบันการเงินหลัก แนวโน้มนี้สะท้อนว่าความเสี่ยงของหนี้ครัวเรือนไม่ได้หายไป แต่กำลังเคลื่อนย้ายไปยังแหล่งเงินกู้นอกกลุ่มสถาบันการเงินหลักที่เข้าถึงง่ายกว่า

3.   GDP ขยายตัวสูงถึง 2.9%YOY ใน 1Q/2026 ตามการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออก ที่ขยายตัวดี ส่งผลให้ Nominal GDP ซึ่งเป็นตัวหารของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ขยายตัวเร็วกว่ายอดหนี้ครัวเรือน ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ปรับลดลงเร็วแม้มูลค่าหนี้ครัวเรือนยังเพิ่มขึ้นและความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนยังไม่ได้ปรับดีขึ้นอย่างชัดเจน

สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP จะมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง แต่เป็น “การลดหนี้จากข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ (Constraint-driven Deleveraging)” มากกว่าฐานะการเงินครัวเรือนฟื้นตัว

SCB EIC ประเมินว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP จะลดลงสู่ระดับ 83.5-84.5% ณ สิ้นปี 2026 โดยมีแรงกดดันจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

1.     การเข้าถึงสินเชื่อยังจำกัด ทำให้หนี้ครัวเรือนมีแนวโน้มขยายตัวต่ำ ภาวะการเงินที่ยังตึงตัว มาตรฐานการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่ยังเข้มงวด ทำให้ครัวเรือนเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้ยาก โดยเฉพาะสินเชื่อรายย่อยจากสถาบันการเงินหลัก ทำให้ครัวเรือนส่วนหนึ่งมีความเสี่ยงหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้นอกระบบ ส่งผลให้ยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนมีแนวโน้มขยายตัวต่ำต่อเนื่อง

2.     ครัวเรือนลดการก่อหนี้และระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น รายได้ที่ฟื้นตัวช้า ค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ กดดันความสามารถในการชำระหนี้ ทำให้ครัวเรือนจำนวนมากชะลอการก่อหนี้ใหม่ โดยเฉพาะหนี้เพื่อซื้อสินทรัพย์หรือหนี้เพื่อการลงทุนระยะยาว ขณะเดียวกัน ครัวเรือนบางส่วนจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาสภาพคล่องและรองรับภาระหนี้เดิม

3.     Nominal GDP ขยายตัวสูงขึ้นจากแรงกดดันเงินเฟ้อ แรงกดดันด้านราคาพลังงานหลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น ส่งผลให้ Nominal GDP ซึ่งเป็นตัวหารของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ขยายตัวสูงขึ้น ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ปรับลดลงในเชิงตัวเลข ขณะที่ภาระหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนยังเปราะบาง

มองไปข้างหน้าสุขภาพการเงินของครัวเรือนไทยยังเปราะบางเห็นได้จาก 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

1.   ตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแอลง ทั้งอัตราการว่างงานที่สูงขึ้น ชั่วโมงการทำงานที่ลดลง และค่าจ้างเฉลี่ยที่กลับมาหดตัว ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อรายได้และความสามารถในการชำระหนี้

2.   ภาระหนี้ของครัวเรือนบางส่วนอาจยังไม่สะท้อนอยู่ในตัวเลขหนี้ครัวเรือน โดยเฉพาะหนี้ จากกองทุนหมู่บ้าน กองทุนชุมชนเมือง และหนี้นอกระบบ ซึ่งครัวเรือนรายได้น้อยมีแนวโน้มพึ่งพามากขึ้น

3.   คุณภาพสินเชื่อครัวเรือนยังอยู่ในระดับที่ต้องเฝ้าระวัง สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Stage 2 และ Stage 3) แม้ทยอยปรับดีขึ้นบ้างแต่ยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนภาวะการเงินที่ยังตึงตัวทำให้ครัวเรือนเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้ยาก  

4.     ครัวเรือนที่มีหนี้มากกว่าครึ่งมีรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อย ซึ่งยังมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายรวมภาระชำระหนี้สูงกว่ารายได้

ดังนั้น การลดลงของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ Nominal GDP ที่เห็นนี้ไม่อาจมองว่าเป็นสัญญาณของฐานะการเงินครัวเรือนที่แข็งแรงขึ้น แต่สะท้อนข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อและรายได้ที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ซึ่งอาจกดดันการฟื้นตัวของการบริโภคและเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า


บทความที่เกี่ยวข้อง
BKIH คว้าหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ประจำปี 2568 ระดับสูงสุด AAA ติดต่อกัน 3 ปีซ้อน ตอกย้ำการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง
บริษัท บีเคไอ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BKIH ได้รับผลการประเมินอยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET ESG Ratings) ประจำปี 2568 ในระดับ AAA ซึ่งเป็นระดับสูงสุดติดต่อกัน 3 ปีต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2566 - 2568
18 ธ.ค. 2025
“พันธุ์ไทย” All-in ส่ง D.I.Y. ชนะใจเจนใหม่ ดันยอดพุ่งเกินเป้า 15% สร้างปรากฎการณ์อีกครั้ง จัดใหญ่ขอบคุณแฟนคลับ “สกาย-นานิ”
กาแฟพันธุ์ไทย เดินหน้ากลยุทธ์ขยายฐานผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ ชวนพรีเซนเตอร์คู่เพื่อนซี้ "สกาย-นานิ" สร้างปรากฎการณ์ห้างแตก จัดอีเวนท์ใหญ่ "Punthai Everything is Possible: Family Day"
1 พ.ค. 2026
RIDDARA ECON 2WD คว้ารางวัล “Best 2WD Pickup EV” ในงาน CAR OF THE YEAR 2026
RIDDARA ตอกย้ำความสำเร็จของรถกระบะพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย โดย RIDDARA ECON 2WD รถกระบะพลังงานไฟฟ้า 100% คว้ารางวัล “BEST 2WD PICKUP EV” ในงานประกาศรางวัลรถยอดเยี่ยมแห่งปี “CAR OF THE YEAR 2026”
9 มี.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy