STARM มาตามนัด! ครึ่งแรกปี 69 กำไรสุทธิ 56.98 ลบ.โต 11.94% ยอดขายเครื่องปรับอากาศพุ่ง-บริหารหนี้มีคุณภาพ เดินหน้านำ AI ยกระดับองค์กร-เพิ่มโอกาสขยายพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อ

บมจ.สตาร์ มันนี่ (STARM) ไม่ทำให้ผิดหวัง! เปิดผลงานงวดครึ่งแรกปี 69 มีกำไรสุทธิ 56.98 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.94% ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 741.59 ล้านบาท อานิสงส์ยอดขายเครื่องปรับอากาศพุ่ง-บริหารจัดการหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ ฟากเอ็มดี “ชูศักดิ์ วิวัฒน์วงศ์เกษม” ระบุนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยกระดับชั้นองค์กร มุ่งดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อเพิ่มโอกาสการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อ และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่
นายชูศักดิ์ วิวัฒน์วงศ์เกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท สตาร์ มันนี่ จำกัด (มหาชน) (STARM) เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิ 56.98 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.94% จากงวดเดียวกันของปีก่อน มีกำไรสุทธิ 50.90 ล้านบาท รายได้รวมอยู่ที่ 741.59 ล้านบาท
ขณะที่ในไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิ 31.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.76 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 26.91% เทียบไตรมาสก่อนที่มีกำไรสุทธิ 25.11 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 0.32 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 1.01% เทียบงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 31.55 ล้านบาท ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 381.95 ล้านบาท
สำหรับปัจจัยที่สนับสนุนให้ผลการดำเนินงานเติบโต มาจากการเพิ่มขึ้นของยอดขายสินค้าโดยเฉพาะสินค้าประเภทเครื่องปรับอากาศ จากช่วงฤดูที่สภาพอากาศร้อน อีกทั้งผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ลดลง เป็นผลมาจากการปรับลดพอร์ตลูกหนี้ รวมถึงการชะลอการปล่อยสินเชื่อที่มีความเสี่ยงสูง ควบคู่กับการบริหารจัดการชั้นหนี้ที่ดีขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา บริษัทฯ มีการคัดกรองลูกค้าอย่างเข้มข้น เพื่อเพิ่มคุณภาพพอร์ตสินเชื่อ และลดความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้ในระยะยาว
กรรมการผู้จัดการ STARM กล่าวอีกว่า จากพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์และตลาดนี้มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง บริษัทฯ ได้เล็งเห็นโอกาสจึงได้นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และกระบวนการทำงานแบบดิจิทัลมาปรับใช้ในองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และการแข่งขัน ซึ่งแผนงานที่สำคัญที่ต่อจากนี้ จะเป็นการยกระดับการให้บริการสินเชื่อจากรูปแบบดั้งเดิมสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ภายในปี 2571 ผ่านทั้ง Web Service และ Mobile Application เพื่อรองรับการเติบโตของกล่มลูกค้าดิจิทัลที่คาดว่าจะขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า โดยได้นำเทคโนโลยี Cloud Computing มาเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของระบบ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการขยายขีด ความสามารถ (Scalability) ให้สอดรับกับปริมาณผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งจะมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการพิจารณาสินเชื่อด้วยระบบ AI และ Auto-Approve เพื่อการให้บริการที่รวดเร็วและเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมตอบโจทย์กับลูกค้า



