SCB WEALTHชี้เฟดส่งสัญญาณดอกเบี้ยสูงนาน-ค่าเงินบาทยังผันผวน แนะลงทุนในสินทรัพย์สกุลUSD เพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนจากตลาดโลก

SCB WEALTH ร่วมกับ SCB CIO , SCB FM, SCBAM และ Innovest X จัดงานเสวนาออนไลน์ ในหัวข้อ “Fed Signals & Investment Opportunities” ให้แก่กลุ่มลูกค้า Wealth โดย SCB CIO ประเมินเฟดมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยระดับสูงยาวนาน ท่ามกลางความเสี่ยงเงินเฟ้อและ Term Premium ที่กดดัน Bond Yield ระยะยาว แนะจัดพอร์ตเน้นตราสารหนี้สหรัฐฯ คุณภาพดีระยะสั้น–กลาง คัดเลือกกองทุนที่ลงทุนในหุ้นคุณภาพที่มีกำไรชัดเจน มากกว่าการลงทุนทั้งดัชนี ด้าน SCB FM คาดเงินบาทระยะสั้นเคลื่อนไหวในกรอบ 33.30–33.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และมีโอกาสแข็งค่าสู่ระดับ 33.00–33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ช่วงปลายปีนี้ แนะใช้จังหวะเงินบาทเหนือ 33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ทยอยสะสมดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อยอดลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ ขณะที่ SCBAM ชูดอลลาร์สหรัฐฯเป็น Investment Currency ที่ช่วยเปิดโอกาสลงทุนทั่วโลก พร้อมนำเสนอกองทุนเพื่อสร้างกระแสเงินสด กระจายหลายสินทรัพย์ และลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ คุณภาพ ส่วน InnovestX แนะ 3 ทางเลือก Offshore ได้แก่ ธีม AI หรือเซมิคอนดักเตอร์ ตราสารหนี้ต่างประเทศ และกองทุนตลาดเงิน USD พร้อมย้ำให้พิจารณาความเสี่ยงค่าเงิน ต้นทุน Hedging และภาษีก่อนลงทุนอย่างรอบคอบ
นางสาวเกษรี อายุตตะกะ CFP® Head of Investment Research, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งที่ผ่านมา โดยยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จะขยายตัวแข็งแกร่ง เฉลี่ยอยู่ที่ 1.8% ต่อปี และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE) ก็ยังอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ Fed สะท้อนว่า Fed ต้องการรอดูแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อให้ชัดเจนก่อน โดย Fed ยังคงให้ความสำคัญกับเสถียรภาพด้านราคาเป็นหลัก และยังยืนยันเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% ต่อไป ส่วนถ้อยแถลงของประธาน Fed แม้ส่งสัญญาณค่อนข้างผ่อนคลาย แต่คลุมเครือกว่าที่คาด ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น กดดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) สหรัฐฯ ระยะยาว เพราะนักลงทุนต้องการส่วนชดเชยความเสี่ยงจากการถือพันธบัตรระยะยาวเพิ่มขึ้น (Term Premium) ทั้งนี้ มองว่า Fed จะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง (Higher for Longer) แต่ยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ หากอัตราเงินเฟ้อไม่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ นักลงทุนต้องติดตามปัจจัยที่อาจเป็นความเสี่ยงต่อการลงทุน ได้แก่ ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่อาจเร่งตัวขึ้น จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทาน เช่น ปัญหาขาดแคลนชิป พลังงานไฟฟ้า หรืออุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Data Center ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น และกดดันให้ Fed ต้องกลับมาพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ และความไม่แน่นอนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร โดยนักลงทุนต้องการ Term Premium ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากความไม่แน่นอนในการสื่อสารของ Fed การขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ ในระดับสูง รวมถึงการออกพันธบัตรเพื่อระดมทุนในอุตสาหกรรม AI ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้ตลาดได้
สำหรับการจัดพอร์ตลงทุน บนพอร์ตหลักซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาว ควรแบ่งเงินลงทุนเพื่อสร้างกระแสเงินสดให้พอร์ตผ่านการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้เอกชนสหรัฐฯ ระยะสั้นถึงกลาง โดยคัดเลือกตราสารหนี้คุณภาพดี และหลีกเลี่ยงตราสารหนี้ระยะยาวที่มีความผันผวนและเผชิญแรงกดดันจากTerm Premium ที่สูงขึ้น ทั้งยังไม่สามารถช่วยกระจายความเสี่ยงให้พอร์ตได้ เพราะมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกับหุ้น
ส่วนการลงทุนเพื่อการเติบโตผ่านกองทุนรวมหุ้น ท่ามกลางภาวะที่ตลาดหุ้นเริ่มมีการปรับฐานจากการสับเปลี่ยนเงินลงทุนจากกลุ่มหุ้นเซมิคอนดักเตอร์มายังกลุ่มหุ้นคุณค่าและหุ้นผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ (Hyperscalers) จึงควรเน้นลงทุนแบบคัดสรร (Selective) มากกว่าลงทุนทั้งดัชนี โดยเลือกกองทุนรวมกลุ่มหุ้นคุณภาพที่มีกำไรชัดเจนและงบดุลแข็งแกร่ง นอกจากนี้ ควรกระจายการลงทุนโดยไม่ยึดติดกับสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง รวมถึงไม่ยึดติดกับการลงทุนในประเทศเพียงอย่างเดียว (Home Bias) เพื่อให้พอร์ตสามารถต้านทานได้ในทุกสภาวะ พร้อมทั้งใช้กลยุทธ์กระจายการลงทุนในสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) เพื่อเป็นช่องทางเข้าถึงสินทรัพย์ทั่วโลก โดยมีการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเหมาะสม
นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส SCB Financial Markets (SCB FM) ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทผันผวนค่อนข้างแรง โดยอ่อนค่าสุดที่ระดับ 33.80 บาทต่อ USD และอ่อนค่าเร็วที่สุดเมื่อเทียบภูมิภาค จากปัจจัยต่างประเทศที่สงครามปะทุขึ้น หลังมีรายงานกลุ่มฮูตีโจมตีในพื้นที่ทะเลแดง ทำให้ตลาดกังวลกับอุปทานน้ำมันดิบมากขึ้น ราคาน้ำมันดิบโลกจึงปรับขึ้นสู่ระดับ 100 USD ต่อบาร์เรล และจากปัจจัยในประเทศ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ยช้ากว่าประเทศอื่น ทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของไทยเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค รวมถึงสหรัฐฯกว้างมากขึ้น และตลาดคาดการณ์ว่าส่วนต่างดอกเบี้ยจะกว้างขึ้นอีก ทั้งยังมีปัจจัยความกังวลการขาดดุลการค้าของไทย หลังการส่งออกเติบโตดี แต่การนำเข้าเติบโตสูงกว่า อย่างไรก็ดี เงินบาทกลับมาแข็งค่าเร็ว หลังมีข่าวสหรัฐฯและอิหร่านกลับมาเจรจากันได้ ทำให้ราคาน้ำมันปรับลดลงเร็ว รวมถึงธนาคารกลางญี่ปุ่นแทรกแซงเงินเยนมากสุดเป็นประวัติการณ์ทำให้เงินเยนแข็งค่า ดึงเงินสกุลอื่นในภูมิภาคแข็งค่าขึ้นตาม นอกจากนี้ ราคาทองคำปรับตัวขึ้นค่อนข้างเร็ว ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นเช่นกัน
ในระยะสั้นเงินบาทอาจกลับมาอ่อนค่าได้เล็กน้อย ในกรอบ 33.30 – 33.80 บาทต่อดอลาร์สหรัฐฯ จากปัจจัยกดดัน ได้แก่ ความเสี่ยงสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่ยังมีอยู่มาก เพราะจุดยืนของสหรัฐฯและอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซแตกต่างกัน จึงอาจมีบางช่วงที่ตกลงกันไม่ได้หรือมีการโจมตีกัน จนทำให้ราคาน้ำมันอาจกลับมาปรับสูงขึ้น นอกจากนี้แนวโน้มการสื่อสารนโยบายการเงินของ Fed ยังคล้ายคลึงเดิม คือมีความกังวลกับเงินเฟ้อ จึงอาจทำให้ Bond yield สหรัฐฯ และเงินดอลลาร์ขยับขึ้น กดดันให้บาทอ่อนค่าได้เช่นกัน ส่วนดุลการค้าไทยในระยะสั้น อาจยังขาดดุลอยู่ แม้ระยะยาวมีแนวโน้มกลับมาดีขึ้น
ในระยะกลางถึงยาว มีโอกาสที่เงินบาทจะกลับมาแข็งค่าได้เล็กน้อย หากสงครามมีแนวโน้มดีขึ้น ไม่ยืดเยื้อถึงปลายปี เนื่องจากสหรัฐฯ จะมีการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย. ซึ่งอาจทำให้ทรัมป์มีแรงจูงใจจบสงครามก่อนเลือกตั้ง รวมถึงอาวุธในคงคลังสหรัฐฯ ลดลง ซึ่งอาจทำให้สหรัฐฯ พยายามไม่ทำให้สงครามยืดเยื้อ ด้านส่วนต่างดอกเบี้ย ตลาดมองว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งช่วงปลายปีนี้ แต่ SCB FM มองว่า Fed น่าจะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากมีแนวโน้มที่เงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจชะลอลง จากตัวเลขเศรษฐกิจ การจ้างงานที่อาจชะลอลง ขณะที่มีข่าวทรัมป์ พูดคุยกับ ประธาน Fed ต่อเนื่อง สะท้อนแรงกดดันการเมือง จึงคาดว่า Fed น่าจะคงดอกเบี้ยในปีนี้ได้ ทำให้บาทกลับมาแข็งค่า ปลายปีเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 33.00-33.50 บาทต่อ USD
ด้านต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (Fx hedging cost) ระยะ 1 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ราว 3% ส่วนในระยะ 1 ปีข้างหน้า อยู่ที่ราว 3.2% โดยต้นทุนมาจาก ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ และไทย กับอีกส่วนมาจากความต้องการทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง (Basis Swap) ที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วง ดังนั้น กรณีที่ถือเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อยู่แล้ว อาจมองหาโอกาสนำไปลงทุนต่อในสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนกรณีไม่มีเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ต้องการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อาจใช้โอกาสที่เงินบาทอยู่ในระดับราว 33.00 บาทต่อ USD ทยอยสะสมเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ไว้ เพื่อนำไปลงทุนได้
นางสาวศุภรัตน์ อารีย์วงศ์ Executive Director กลุ่มกลยุทธ์การตลาดและผลิตภัณฑ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBAM) กล่าวว่า สกุลเงิน USD ถือเป็น Investment Currency หรือสกุลเงินหลักในโลกการลงทุน โดยกองทุนที่ลงทุนในเมกะเทรนด์ส่วนใหญ่ ล้วนมี USD เป็นสกุลเงินอ้างอิง จึงมองว่านักลงทุนไทยสามารถใช้ประโยชน์จากสกุลเงิน USD กระจายความเสี่ยงเพิ่มความหลากหลายให้พอร์ตการลงทุนได้ เพราะส่วนใหญ่ยังมีรายได้และสินทรัพย์ที่ผูกติดกับเศรษฐกิจไทยเป็นหลัก นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการลงทุนชั้นนำระดับโลก และสามารถช่วยเสริมความยืดหยุ่นให้พอร์ตลงทุน
SCBAM มีโซลูชันการลงทุนในกองทุนรวมสกุลเงิน USD ที่ครอบคลุมทุกประเภทสินทรัพย์ ทั้งตราสารหนี้ หุ้นคุณภาพ พอร์ตผสม รวมถึงเมกะเทรนด์ต่าง ๆ โดยกรณีต้องการลงทุนสอดคล้องกับคำแนะนำของ SCB CIO ด้านการสร้างกระแสเงินสด สามารถลงทุนผ่านกองทุน SCBUSDINC (ความเสี่ยง 5 เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) ที่ลงทุนใน PIMCO GIS Income Fund (กองทุนหลัก) Class Accumulation สกุลเงิน USD ได้ กรณีที่ต้องการกระจายการลงทุนหลากหลายสินทรัพย์ สามารถเลือกลงทุนผ่านกองทุน SCBUSDGMCORE* (ความเสี่ยง 5 เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) ได้ โดยกองทุนนี้บริหารโดย BlackRock ซึ่งเป็นบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารมากที่สุดในโลก มีจุดเด่น คือ นอกจากกระจายลงทุนผ่าน ETF หลากหลายสินทรัพย์แล้ว ยังมีกลยุทธ์ Absolute return มุ่งสร้างผลตอบแทนที่มีเสถียรภาพในทุกสภาวะตลาด พร้อมมีโมเดลเฉพาะสำหรับการควบคุมความผันผวนให้พอร์ตด้วย กรณีที่ต้องการเน้นคัดเลือกลงทุนในหุ้นคุณภาพ สามารถลงทุนผ่านกองทุน SCBUSDUSFOCUS (ความเสี่ยง 6 เสี่ยงสูง) ได้ โดยกองทุนนี้ลงทุนใน BlackRock Advantage US Equity Fund (กองทุนหลัก) ที่เน้นลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ คุณภาพสูง มีโอกาสเติบโตกว่าตลาดได้ในระยะยาว
ในส่วนของการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เรามองว่าเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการลงทุนในต่างประเทศ โดยสำหรับกองทุนทั่วไปที่ลงทุนต่างประเทศแล้วเฮดจ์กลับมาเป็นเงินบาท ต้นทุนเฮดจิ้งจะขึ้นอยู่กับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสองสกุลเงิน ซึ่งต้นทุนดังกล่าวอาจส่งผลต่อผลตอบแทนสุทธิของนักลงทุนได้ จุดเด่นของการลงทุนผ่านกองทุนรวม คือ นักลงทุนสามารถถือหน่วยลงทุนในสกุล USD ได้โดยตรง ทำให้ไม่จำเป็นต้องเฮดจ์กลับมาเป็นเงินบาทตลอดเวลา และลดผลกระทบจากต้นทุน FX Hedging ที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ สำหรับนักลงทุนที่มีเป้าหมายใช้เงิน USD ในอนาคตอยู่แล้ว ทั้งเพื่อการศึกษา การเดินทาง การลงทุนต่างประเทศ หรือการสร้างความมั่งคั่งระยะยาว การลงทุนผ่านกองทุนรวม USD ยังช่วยให้สินทรัพย์และเป้าหมายทางการเงินอยู่ในสกุลเงินเดียวกันมากขึ้น
นายจรณพงศ์ รัตนะโสภา CFA, FRM, Head of Investment Product Specialist บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) กล่าวว่า เรามองเห็นแนวโน้มที่ชัดเจนว่า นักลงทุนทุกเจเนอเรชั่นกำลังกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศมากขึ้น สอดคล้องกับบริบทการลงทุนโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งจากสงครามการค้า การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี ความไม่แน่นอนทางการเมืองระหว่างประเทศ และการแข่งขันระหว่างขั้วอำนาจ ซึ่งล้วนส่งผลต่อตลาดการลงทุนทั่วโลก ภายใต้สภาพแวดล้อมดังกล่าว การกระจายความเสี่ยงจึงมีความสำคัญมากขึ้น ไม่เพียงเฉพาะการกระจายไปยังสินทรัพย์หรือประเทศต่าง ๆ แต่ยังรวมถึงการกระจายการถือครองสกุลเงินด้วย
ปัจจุบัน นอกจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ในประเทศไทยจะมีทางเลือกการลงทุนผ่านกองทุนที่เสนอขายในสกุลเงิน USD แล้ว InnovestX ยังมีทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในต่างประเทศโดยตรง (Direct Offshore Investment) ทั้งการลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ (Offshore Fund) ที่บริหารโดยบริษัทจัดการลงทุนชั้นนำระดับโลก และกองทุน ETF ที่มีให้เลือกอย่างหลากหลาย โดยสามารถลงทุนด้วยสกุลเงิน USD ได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นการลงทุนในต่างประเทศโดยตรง นักลงทุนควรทำความเข้าใจความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ตลอดจนประเด็นด้านภาษีที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ InnovestX แนะนำ 3 ทางเลือกสำหรับการลงทุน Offshore ในช่วงที่ตลาดยังมีความผันผวน ผ่าน InnovestX ได้แก่ กองทุนรวมกลุ่มหุ้น AI และเซมิคอนดักเตอร์ นักลงทุนสามารถทยอยสะสมผ่านกองทุน ETF ที่ลงทุนในธีมนี้ โดยเรามองว่าอุตสาหกรรมดังกล่าวยังมีโอกาสเติบโตในระยะยาว จากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI และความต้องการชิปที่เพิ่มขึ้น กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ ผ่านกองทุน PIMCO GIS Income Fund ซึ่งเป็นอีกทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการโอกาสสร้างผลตอบแทนจากตลาดตราสารหนี้โลก ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ และกองทุนตลาดเงินสกุล USD สำหรับนักลงทุนที่ยังไม่มั่นใจในทิศทางตลาด หรือต้องการพักเงินเพื่อรอจังหวะการลงทุน สามารถพิจารณากองทุนตลาดเงินสกุล USD อย่าง BNP Paribas InstiCash USD เป็นทางเลือกในการบริหารสภาพคล่อง โดยผลตอบแทนของกองทุนมีแนวโน้มเคลื่อนไหวสอดคล้องกับระดับอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของสหรัฐฯ ขณะเดียวกันยังคงสภาพคล่องไว้เพื่อพร้อมเข้าลงทุนเมื่อมีโอกาส
หมายเหตุ : เอกสารจัดทำขึ้น ณ วันที่ 11 ส.ค. 2569 ทั้งนี้ ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละขณะเวลา ผู้ใช้ข้อมูลควรใช้ความระมัดระวังในการตัดสินใจลงทุน
คำเตือน
- การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง รวมถึงควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนตัดสินใจลงทุน
- การลงทุนในกองทุนรวมมีความเสี่ยงและ ไม่ใช่การฝากเงิน ผู้ลงทุนอาจได้รับเงินลงทุนคืนน้อยกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกก็ได้
- เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
- ผลการดำเนินงานในอดีต / ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
- *กองทุนรวม SCBUSDGMCORE บริหารจัดการการลงทุนในผลิตภัณฑ์ต่างประเทศโดยบริษัท BlackRock (Singapore) Limited ภายใต้สัญญาแต่งตั้งรับมอบหมายงานด้านการจัดการลงทุนเป็นไปตามที่ระบุ ในโครงการจัดการกองทุนโดยบลจ.ไทยพาณิชย์ กองทุนนี้ไม่เหมาะกับผู้ลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสม่ำเสมอหรือต้องการรักษาเงินต้น ผู้ลงทุนโปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ โปรดศึกษารายละเอียดข้อมูลกองทุนกับ บลจ.ไทยพาณิชย์อีกครั้ง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุนได้ที่
- https://www.scbam.com/medias/upload/landing-page/SCBUSDGMCORE.htmlศึกษาข้อมูลกองทุนหลักและหนังสือชี้ชวนกองทุนเพิ่มเติมได้จาก website บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนและแอป SCB EASY หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SCB Call Center โทร. 02-777-7777



