บล.เอเซีย พลัส ชี้ “ตลาดหุ้นแบตหมด” เงินกระจายซบทองคำ-บิตคอยน์ สวนทางตลาดเอเชียรับศึกฟันด์โฟลว์ไหลออกหาเวียดนาม แนะตั้งรับหุ้นปลอดภัย BBL-CPF-BDMS

บล.เอเซีย พลัส ประเมินสภาวะตลาดทุนทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับความผันผวนและความไม่แน่นอนรอบด้าน ทั้งจากการเพิ่มกำแพงภาษีการค้าของสหรัฐฯ ความน่าเชื่อถือด้านนโยบายการคลังสหรัฐฯ ที่ลดลงหลังหนี้สาธารณะทะยานชน 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และความเคลื่อนไหวของกระแสเงินทุน (Fund Flow) ในภูมิภาคเอเชียที่เตรียมเคลื่อนย้ายเข้าสู่ตลาดหุ้นเวียดนามตามเกณฑ์การอัปเกรดดัชนีของ FTSE ส่งผลให้ตลาดหุ้นเอเชียและไทยเผชิญภาวะ "แบตหมด" ขาดแรงผลักดันและแรงซื้อจำกัดอย่างชัดเจน แนะกลยุทธ์ตั้งรับผ่านสินทรัพย์ทางเลือก ทองคำ บิตคอยน์ และสะสมหุ้นปัจจัยพื้นฐานเฉพาะตัวเด่นฝั่งไทยอย่าง BBL, CPF และ BDMS
ตลาดโลกคลายตัวจากราคาน้ำมันลด แต่หวั่นความไม่แน่นอนนโยบายการค้า-การคลังสหรัฐฯ แม้จะมีปัจจัยหนุนระยะสั้นจากราคาน้ำมันดิบ BRENT ที่ปรับตัวลดลง -2.4% แต่ภาพรวมดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังเผชิญกับแรงเทขายในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ดัชนี NASDAQ ปรับตัวลดลง -0.8% และ S&P500 ปรับลดลง -0.3% ท่ามกลางความตึงเครียดและความไม่แน่นอนหลายมิติ:
- สหรัฐฯ เตรียมปรับขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจีนเพิ่มเติม: สหรัฐฯ มีแผนปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนเพิ่มขึ้นอีก 7.5% (ส่งผลให้อัตราภาษีตามมาตรา Section 301 พุ่งขึ้นจากเดิม 12.5% เป็น 20.0%) โดยให้เหตุผลว่าอุตสาหกรรมในจีนประสบปัญหาการผลิตล้นเกิน (Overcapacity) และส่งออกสินค้าราคาต่ำจนส่งผลกระทบต่อตลาดโลก กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), แบตเตอรี่, โซลาร์เซลล์, เหล็ก และอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง ซึ่งประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนกำหนดการประชุมครั้งสำคัญระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในวันที่ 24 กันยายน 2569
- มาตรการตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง: สหรัฐฯ ส่งสัญญาณกดดันอย่างแข็งกร้าวต่อประเทศคู่ค้าของอิหร่าน โดยบังคับให้เลือกระหว่างการรักษาความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ หรือต้องเผชิญหน้ากับมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ (Economic Sanctions) ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้เพิ่มระดับความเสี่ยงของความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจโลก และอาจกระตุ้นความผันผวนให้กับตลาดพลังงานโลกในระยะถัดไป
- ความเสี่ยงนโยบายการคลังสหรัฐฯ ระยะยาว: ยอดหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ณ วันที่ 18 สิงหาคม 2569 ทะยานสูงถึง 40.05 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ Bloomberg คาดการณ์ว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP (Debt/GDP Ratio) อาจปรับตัวพุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 131% ภายในปี 2035 พ่วงด้วยภาระดอกเบี้ยจ่ายที่คาดว่าจะสูงถึง 6.4% ของ GDP สะท้อนภาระการคลังที่ตึงตัวอย่างหนักและจัดเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างระยะยาว
- จับตาจุดเปลี่ยนจากงานประชุม Jackson Hole: ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังให้ความสนใจและเฝ้าจับตามองการประชุมวิชาการประจำปี Jackson Hole ซึ่งถูกมองว่าจะเป็นเหตุการณ์กำหนดจุดเปลี่ยนมุมมองและทิศทางของนโยบายการเงินสหรัฐฯ หลังจากความน่าเชื่อถือของนโยบายการเงินและการคลังของฝั่งสหรัฐฯ เริ่มลดลงและส่งผลกระทบต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ
ในสภาวะที่ Bond Yield ได้รับแรงกดดันและดอลลาร์อ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนทั่วโลกจึงเริ่มกระจายพอร์ตโดยสลับมาถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยที่ความเสี่ยงต่ำ โดยเฉพาะทองคำ ซึ่งจากสถิติข้อมูลย้อนหลัง 2 ปีพบว่า ราคาทองคำและดัชนีดอลลาร์มีความสัมพันธ์เชิงลบเฉลี่ยที่ระดับ -0.30 อย่างเหนียวแน่น สะท้อนชัดเจนว่าการอ่อนค่าของดอลลาร์เป็นปัจจัยหนุนให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นและมีโอกาสดึงดูดเงินทุนให้กระจายตัวไปในสินทรัพย์ทางเลือกอื่น เช่น Bitcoin
ส่องหุ้นเทคโนโลยีต่างประเทศ: สเปกูเลทีฟตามสัญชาตญาณ "Pelosi Trade" สวนทางงบ XPENG ต่ำคาด
- เก็งกำไรระยะสั้นตามกระแส Pelosi Trade บนหุ้น BLOOM ENERGY (DR: BE03): ราคาหุ้น Bloom Energy (BE US) ปรับตัวร่วงลงในช่วงแรกกว่า 7% แต่สามารถดีดตัวกลับขึ้นมาปิดบวกได้ราว 1% ภายหลังรายงานความเคลื่อนไหวว่า แนนซี เปโลซี (Nancy Pelosi) อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้เข้าลงทุนซื้อหุ้นตัวนี้ ทั้งนี้เปโลซีขึ้นชื่อเรื่องสถิติการลงทุนที่สามารถเอาชนะดัชนี S&P 500 ได้อย่างโดดเด่นและมักเข้าซื้อหุ้นได้ถูกจังหวะก่อนที่จะมีมาตรการสำคัญของรัฐสภาออกมาเสมอ (อาทิ หุ้น Nvidia และ Intel ก่อนผ่านกฎหมาย CHIPS Act) ถือเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าเก็งกำไรระยะสั้นจากปัจจัยพื้นฐานและ Sentiment เชิงบวกดังกล่าว
- งบไตรมาส 2 ของ XPENG ต่ำกว่าคาด กดดันราคาหุ้นระยะสั้น (DR: XPENG03): XPENG (9868 HK) เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ที่ค่อนข้างน่าผิดหวัง โดยมีรายได้อยู่ที่ 1.97 หมื่นล้านหยวน (+8% YoY แต่ต่ำกว่าตลาดคาด 2%) และรายงานขาดทุนสุทธิสูงถึง 1.24 พันล้านหยวน (เทียบกับที่ตลาดคาดการณ์ขาดทุนเพียง 767 ล้านหยวน) โดยมียอดส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ที่ 1.03 แสนคัน (+0.1% YoY) นอกจากนี้ คาดการณ์รายได้ในไตรมาส 3 ที่ 2.17 - 2.34 หมื่นล้านหยวน ยังต่ำกว่าประมาณการตลาดค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม บริษัทยังมีปัจจัยบวกยาวจากการปิดดีลระดมทุนรอบแรกสำหรับธุรกิจหุ่นยนต์มนุษย์ (Humanoid) ได้ถึง 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นำโดย IDG Capital ร่วมกับบริษัทยักษ์ใหญ่ Tencent และ Alibaba
FTSE อัปเกรดตลาดเวียดนาม ดึงดูดเม็ดเงินแสนล้าน สวนทางฟันด์โฟลว์ไหลออกในภูมิภาคเอเชียและไทย ปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อตลาดหุ้นไทยและอาเซียนในขณะนี้คือ ความชัดเจนของดัชนี FTSE Russell ที่เตรียมทยอยเพิ่มน้ำหนักตลาดหุ้นประเทศเวียดนามเข้าสู่การคำนวณดัชนี FTSE Global Equity Index Series (GEIS) รวมทั้งสิ้น 27 บริษัท ส่งผลให้สัดส่วนน้ำหนักของเวียดนามใน FTSE Emerging All Cap พุ่งขึ้นจากเดิม 0.33% ไปอยู่ที่ระดับ 0.49% ฝ่ายวิจัยระบุว่า มาตรการนี้จะดึงดูดกระแสเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ให้ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเวียดนามรวมมูลค่าสูงถึง 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 100,000 ล้านบาท โดยมีกรอบระยะเวลาการทยอยนำเข้าลงทุน (Timeline) แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ในรอบ 1 ปี ได้แก่:
ระยะที่ 1 (21 ก.ย. 2569): นำเข้าก๊อกแรก 10% (ประมาณ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ)
ระยะที่ 2 (22 มี.ค. 2570): นำเข้าเพิ่มอีก 20%
ระยะที่ 3 (21 มิ.ย. 2570): นำเข้าเพิ่มอีก 35%
ระยะที่ 4 (20 ก.ย. 2570): นำเข้าครบสัดส่วนที่เหลืออีก 35% (เต็ม 100%)
โดยการจัดพอร์ตครั้งนี้ครอบคลุมหุ้นขนาดใหญ่ เช่น VCB (ธนาคาร), VIC (อสังหาริมทรัพย์) และ VHM (อสังหาริมทรัพย์) ปัจจัยอัปเกรดดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเนื่องทางอ้อมให้ต่างชาติเริ่มลดการถือครองสินทรัพย์และเทขายทำกำไรในตลาดหุ้นเอเชียรายอื่นเพื่อหมุนวงเงิน โดยพบว่าวานนี้ต่างชาติขายสุทธิหนักในเกาหลีใต้ถึง -2,487 ล้านเหรียญสหรัฐ, ไต้หวัน -373 ล้านเหรียญสหรัฐ, อินโดนีเซีย -20 ล้านเหรียญสหรัฐ และขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยอีก -112.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้น นักลงทุนไทยจึงต้องระวังแรงกดดันเพิ่มเติมที่จะกดราคาหุ้นขนาดใหญ่ (Large Cap) และขนาดกลาง (Mid Cap) ของไทยตามไทม์ไลน์ข้างต้น
สภาวะตลาดหุ้นไทย "ขาดแรงขับ" ชูกลยุทธ์สู้ความผันผวนด้วย 3 หุ้นเด่น Domestic & Laggard สภาวะตลาดโดยรวมสะท้อนถึงแรงซื้อที่จำกัดมาก (Market Breadth อ่อนแอ) โดยดัชนี NASDAQ มีหุ้นบวกเพียง 39% ขณะที่ตลาดหุ้นไทย (SET Index) สัญญาณแย่ลงโดยมีสัดส่วนหุ้นบวกเพียง 34% (บวก 217 ตัว) และหากจำกัดเฉพาะกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ใน SET100 กลับพบว่ามีหุ้นที่สามารถปิดบวกสวนขึ้นมาได้เพียง 11 ตัวเท่านั้น สะท้อนว่าแรงซื้อมีการกระจุกตัวหนาแน่นอยู่เฉพาะรายกลุ่มค่อนข้างชัดเจน แนะนำให้นักลงทุนเน้นการถือครองเงินสดเพิ่มขึ้นในพอร์ตเพื่อจำกัดความเสี่ยง และเลือกลงทุนแบบเจาะจงเฉพาะรายตัว (Selective Buy) ที่มีโครงสร้างธุรกิจแข็งแกร่งและมีเรื่องราวเฉพาะตัวสนับสนุน:
- BBL: หุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ที่มีระดับมูลค่าความถูกแพงที่ดึงดูดน่าสะสม โดยมีอัตราส่วน PBV ต่ำเพียง 0.6 เท่า (ซึ่งจัดว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติของกลุ่มอุตสาหกรรมธนาคารที่เกินกว่า 1.0 เท่า) และกำลังเคลื่อนไหวเข้าใกล้สู่ช่วงการเตรียมประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล
- CPF: ได้ประโยชน์ทางตรงจากทิศทางอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลง ผนวกกับแรงหนุนเชิงบวกจากทิศทางราคาเนื้อสัตว์ (นำโดยราคาสุกรภายในประเทศ) ที่ปรับตัวสูงขึ้นและมีทิศทางฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่องในไตรมาสที่ 3/2569
- BDMS: เป็นหุ้นโรงพยาบาลระดับปลอดภัยที่มีฐานะเป็นหุ้น Laggard (ราคายังเคลื่อนไหวชะลอตัวอยู่ด้านล่างและราคาปรับขึ้นยังไม่มากนัก) โดยจะเริ่มเข้าสู่วัฏจักรการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานที่เด่นชัดและแข็งแกร่งในไตรมาส 3/2569
พอร์ตต่างประเทศ: แนะนำป้องกันความเสี่ยงเลือก GOLD19 (DR อ้างอิงกองทุนทองคำ): เพื่อรับกระแสบวกเต็มที่จากการอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องของเงินดอลลาร์และฟันด์โฟลว์โลกที่ไหลซบสินทรัพย์ปลอดภัย และ DISNEY19 (DR อ้างอิงบริษัท วอล์ต ดิสนีย์): ได้รับอานิสงส์เชิงบวกและเป็นธีมบวกเฉพาะตัวจากการขยายพอร์ตธุรกิจเกมที่เติบโตเด่นชัด โดยเฉพาะความหวังการเปิดตัวเกมบล็อกบัสเตอร์ฟอร์มยักษ์อย่าง Kingdom Hearts IV และ Marvel's Wolverine



