AI Supercycle : ไทยควรอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่เทคโนโลยีโลก

ในช่วงที่ผ่านมา เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในหลากหลายมิติ ตั้งแต่รูปแบบการใช้งานทั่วไปอย่างปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) ที่เป็นเหมือนผู้ช่วยอัจฉริยะที่สามารถสร้างข้อมูลทั้งรูปภาพ เพลง หรือแนะนำคอนเทนต์ใหม่ ๆ ที่น่าสนใจให้กับผู้ใช้งานได้ ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจเองก็ได้มีการนำ AI ไปประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมลูกค้า การวางแผนการผลิตสินค้าและบริการ ตลอดจนไปถึงกระบวนการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล การยอมรับเทคโนโลยี AI ที่เพิ่มสูงขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและการขับเคลื่อนนวัตกรรมด้วยข้อมูล โดยเฉพาะสหภาพยุโรปซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการขับเคลื่อนเทคโนโลยีของโลก โดยจากผลสำรวจประจำปี 2025 ในหัวข้อ “Use of artificial intelligence in enterprises” ปี 2025[1] ระบุว่า ภาคธุรกิจมีความตื่นตัวและมีแนวโน้มที่จะนำ AI มาปรับใช้อย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีสัดส่วนการเปิดรับเทคโนโลยีนี้สูงกว่ากลุ่มอื่น ๆ (รูปที่ 1)
รูปที่ 1 : องค์กรธุรกิจใน EU มีการนำ AI มาปรับใช้มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสารสนเทศและการสื่อสาร และกลุ่มธุรกิจหรือบริการที่ต้องใช้ความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านสูง ขณะที่กลุ่มธุรกิจอื่น ๆ ยังมีการนำไปใช้งานค่อนข้างจำกัด
ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลผลสำรวจของสหภาพยุโรปในหัวข้อ “Use of artificial intelligence in enterprises” ประจำปี 2025
นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบอีกว่า กลุ่มธุรกิจ Information & Communication เช่น Software, Telecom, IT services, Digital platform และ Data-related services มีสัดส่วนการใช้งาน AI มากกว่าครึ่ง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความพร้อมมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ ทั้งในด้านฐานข้อมูล บุคลากร และการดำเนินงานที่เป็นดิจิทัล รองลงมาคือธุรกิจหรือบริการที่ต้องใช้ความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสูง เช่น ทนายความ บัญชี ที่ปรึกษาทางธุรกิจ, งานวิศวกรรม, การทดสอบและการวิเคราะห์ทางเทคนิค และ R&D ที่มีสัดส่วนการใช้งานราว 1 ใน 3 ของทั้งหมด ในขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ การขนส่ง ก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์ ยังมีอัตราการใช้งาน AI ในระดับที่ค่อนข้างจำกัด หรือต่ำกว่า 25% เนื่องจากยังคงเผชิญอุปสรรคด้านทักษะทางดิจิทัลของบุคลากร และยังคงขาดกรณีตัวอย่างของการนำไปประยุกต์ใช้งานจริงที่สามารถสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้การขับเคลื่อนยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป
อนึ่ง แนวโน้มความต้องการเทคโนโลยี AI ที่เพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง ได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ AI ส่งผลให้การลงทุนด้าน AI ทั่วโลกเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด สอดคล้องกับข้อมูลของ Gartner ที่คาดการณ์ว่า ยอดใช้จ่ายด้าน AI ทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2025 มาอยู่ที่ 3.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2027 โดยมีค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก (รูปที่ 2)
รูปที่ 2 : ยอดใช้จ่ายด้าน AI ทั่วโลกคาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ของกลุ่ม Hyperscalers
ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ Gartner (as of May 2026)
AI ยังคงช่วยหนุนให้รอบการเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกยาวนานขึ้น
ปัจจุบันการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มผู้ให้บริการระบบคลาวด์ขนาดใหญ่ระดับ Hyperscale โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากโครงการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Data center) ซึ่งการขยายตัวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่กลุ่มซอฟต์แวร์ แต่ยังได้สร้างแรงส่งมหาศาลไปยังห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวเนื่องอีกด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลและอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงที่มีชิปประมวลผลขั้นสูงหรือชิป GPU เป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการรองรับการประมวลผลข้อมูลที่มีความซับซ้อนสูง กลายเป็นปรากฏการณ์ "AI Supercycle" ซึ่งในห่วงโซ่อุปทาน AI ไม่ได้มีแค่เพียงคนออกแบบอย่าง NVIDIA หรือผู้รับจ้างผลิตอย่าง TSMC เท่านั้น แต่ยังประกอบด้วยหลายกลุ่ม ตั้งแต่การออกแบบ การผลิตชิป ประกอบ/ทดสอบชิป ไปจนถึงการติดตั้งระบบใน Data center และการให้บริการด้าน AI
ห่วงโซ่อุปทาน AI ได้สร้างโอกาสเติบโตให้กับกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โลกในกลุ่มสินค้าไฮเทค ดังนี้ 1) ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีคุณภาพและเทคโนโลยีสูง (High-End Components) ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า (IC) ซึ่งรวมถึงชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูง และแผ่นวงจรพิมพ์ที่มีความซับซ้อนสูง (High-layer count PCBs) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของฮาร์ดแวร์ระดับไฮเอนด์ 2) กลุ่มคอมพิวเตอร์และหน่วยเก็บข้อมูล ได้แก่ คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ และหน่วยจัดเก็บข้อมูล (Data storage) ที่ต้องรองรับการประมวลผลของ AI และ 3) กลุ่มไฟฟ้ากำลัง ได้แก่ หม้อแปลงไฟฟ้า สายไฟ/สายเคเบิล ตู้ควบคุมระบบไฟฟ้าและสวิตช์บอร์ด (รูปที่ 3)
รูปที่ 3 : แนวโน้มความต้องการเทคโนโลยี AI ที่ขยายตัวมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยี AI เติบโตขึ้นตามไปด้วย เช่น ชิ้นส่วน/อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มผู้ให้บริการ Data center / ระบบ Cloud
ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC
แนวโน้มการเติบโตของความต้องการเทคโนโลยี AI จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยยืดวัฏจักรการเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกให้ยาวนานกว่ารอบการเติบโตในอดีต แต่ผลประโยชน์ยังมีแนวโน้มกระจุกตัวในกลุ่มสินค้า AI-related เป็นหลัก โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่ขยายตัวแบบก้าวกระโดด ทั้งในกลุ่ม Data center, AI server, Semiconductor, Storage และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ดี การเติบโตของมูลค่าส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โลกยังมีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่เฉพาะบางกลุ่มสินค้า สะท้อนจากข้อมูล Trade Map ที่ระบุว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โลกในหมวด HS Code 84 และ 85 ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI[2] ขยายตัวเร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเติบโตเฉลี่ยจาก 8.9% และ 10.3% CAGR ในช่วงปี 2019-2022 มาอยู่ที่ 35.6% และ 11.5% CAGR ในช่วงปี 2023-2025 ซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการเทคโนโลยี AI เร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ
ในทางกลับกันมูลค่าการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โลก สำหรับกลุ่มสินค้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI ในหมวดเดียวกัน ได้แก่ กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป กลับขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงหรือทรงตัวโดยเติบโตเฉลี่ยจาก 3.9% และ 7.4% CAGR ในช่วงปี 2019-2022 มาอยู่ที่ 4.0% และ 3.2% CAGR ในช่วงปี 2023-2025 สะท้อนว่าการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกมีแนวโน้มขยายตัวไม่เท่าเทียมกัน (Uneven growth) ในทุกกลุ่มสินค้ามากขึ้น กล่าวคือกลุ่มที่อยู่ในห่วงโซ่ AI infrastructure จะเติบโตโดดเด่นกว่าตลาดโดยรวม ขณะที่กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป หรือกลุ่มที่พึ่งพาอุปสงค์ผู้บริโภคยังมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อนข้างจำกัดจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง (รูปที่ 4)
รูปที่ 4 : แม้ความต้องการ AI จะช่วยยืดรอบการเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกให้ยาวนาน แต่การเติบโตยังกระจุกตัวในกลุ่มสินค้า AI-related มากกว่าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป

ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ Trade Map
ความต้องการเทคโนโลยี AI ที่ยังคงไม่สิ้นสุด กำลังถูกท้าทายด้วยความเสี่ยงที่มากขึ้น แม้กระแสความต้องการ AI ยังขยายตัวต่อเนื่อง แต่แนวโน้มการเติบโตในระยะข้างหน้าจะเผชิญกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นจากแรงกดดัน 3 ด้านหลัก คือ 1) ผลตอบแทนจากการลงทุน 2) ความเสี่ยงจากปัญหา ภูมิรัฐศาสตร์ และ 3) สงครามเทคโนโลยีและมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ
1) ผลตอบแทนจากการลงทุน ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทั้งผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีต่างกังวลเรื่องฟองสบู่ AI ที่อาจกำลังก่อตัวขึ้น โดย SCB EIC มองว่า รอบการเติบโตของการลงทุนด้านเทคโนโลยี AI จะยังคงดำเนินต่อจากแนวโน้มการลงทุนของกลุ่มผู้ผลิตชิปและผู้บริการระบบคลาวด์ขนาดใหญ่ระดับ Hyperscale โดยเฉพาะกลุ่มผู้ให้บริการจากสหรัฐฯ ทั้งนี้จากข้อมูลของ Gartner คาดการณ์ว่า ในปี 2025 ยอดการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลกจะเติบโตจาก 9.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ 1.89 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2027 โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจาก 1) การลงทุนของกลุ่มผู้ให้บริการรายใหญ่ (Hyperscalers) สะท้อนได้จากข้อมูลล่าสุดของ Wall Street ที่คาดว่ามูลค่าการลงทุนด้าน AI ในสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง เช่น Amazon, Alphabet, Microsoft, Meta, Oracle โดยคาดว่ามูลค่าการลงทุนรวมในปี 2026 จะเติบโตสูงถึง 70% และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องที่ 30% ในปี 2027 หรือมียอดลงทุนรวมราว 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรองรับความต้องการใช้งาน AI ที่มีความซับซ้อนและขยายวงกว้างขึ้นในภาคธุรกิจ 2) รายได้ของผู้ผลิตชิป AI ที่ยังคงเติบโต จากรายงานของ NVIDIA ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิป AI รายใหญ่ของโลก ระบุว่า ในปี 2026 NVIDIA จะมีรายได้รวมอยู่ที่ 2.159 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 65%YOY สะท้อนว่า องค์กรต่าง ๆ กำลังเร่งตัวจากช่วงทดลองสู่ช่วงลงทุน AI ที่ใช้งานจริงในวงที่กว้างขึ้น ในระยะข้างหน้า AI supercycle ยังมีแนวโน้มดำเนินต่อ อย่างไรก็ตาม วัฏจักรดังกล่าวกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญจากการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินลงทุน ไปสู่ช่วงที่ผู้ประกอบการต้องพิสูจน์ว่า AI สามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพทั้งรายได้และผลตอบแทนจากการลงทุนได้อย่างยั่งยืน
2) ความเสี่ยงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ตั้งแต่เดือน ก.พ. 2026 ที่ผ่านมาที่สหรัฐฯ ได้เริ่มโจมตีอิหร่านจนขยายวงกว้างและลุกลามกลายเป็นสงครามตะวันออกกลางได้กดดันให้ราคาพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์โลกพุ่งสูงขึ้น จนส่งผลกระทบมายังการค้าและการผลิตโดยรวมของโลก รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงความต้องการลงทุนในเทคโนโลยี AI ในระยะข้างหน้าอีกด้วย โดยจากรายงานขององค์การการค้าโลก (WTO) เมื่อเดือน มี.ค. 2026 ได้คาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของการค้าโลกไว้ 3 กรณี ได้แก่ 1) กรณีฐาน (Baseline) การค้าโลกมีแนวโน้มชะลอลงมาอยู่ที่ 1.9% ในปี 2026 จากที่ขยายตัวอยู่ที่ 4.6% ในปี 2025 จากผลของการเร่งนำเข้าสินค้าของสหรัฐ (Frontloading) และกระแสความต้องการ AI ที่โตดีเกินคาด ก่อนที่จะขยายตัวดีขึ้นเป็น 2.6% ในปี 2027 2) กรณีสถานการณ์รุนแรงขึ้น (Worst case) จากสงครามยืดเยื้อ การค้าโลกอาจชะลอลงเหลือ 1.4 % ในปี 2026 ก่อนที่จะขยายตัวดีขึ้นเป็น 2.8% ในปี 2027 3) กรณีดีกว่าคาด (Better case) สงครามตะวันออกกลางมีแนวโน้มจบเร็วกว่าที่คาดและกระแส AI ยังแรงต่อเนื่อง ส่งผลให้การค้าโลกขยายตัว 2.4 % ในปี 2026 และขยายตัวดีต่อเนื่องที่ 2.7% ในปี 2027 ทั้งนี้คาดว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการค้าโลกยังมีแนวโน้มดำเนินต่อไป ท่ามกลางแรงกดดันจากการแบ่งขั้วทางการค้าและสงครามตะวันออกกลางที่ยังคงไม่สิ้นสุด อีกทั้ง ยังมีความไม่แน่นอนว่ากระแสของ AI ในฐานะแรงขับเคลื่อนการค้าโลกจะดำเนินต่อไปได้นานแค่ไหน และคาดว่าแม้สงครามตะวันออกกลางจะยุติ แต่ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์และ AI อาจยังไม่หมดไป โดยเฉพาะแรงกดดันด้านราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นและวิกฤตการณ์การขาดแคลนก๊าซฮีเลียมที่อาจจะไม่สามารถกลับไปฟื้นตัวได้เร็วและกดดันให้ราคาต้นทุนการผลิตชิปขั้นสูงปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังการขยายตัวของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ในระยะข้างหน้า
3) สงครามเทคโนโลยีและมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ มาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีและการปรับขึ้นภาษีชิปขั้นสูงของสหรัฐฯ ตั้งแต่ต้นปี 2026 กำลังกลายเป็นอีกแรงกดดันสำคัญต่อต้นทุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลก หลังสหรัฐฯ ปรับโครงสร้างภาษีนำเข้าชิปขั้นสูงและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องในอัตรา 25% จากทุกประเทศรวมถึงไทย แม้ผู้ประกอบการบางกลุ่มในสหรัฐฯ โดยเฉพาะผู้ลงทุนใน U.S. Data Centers, R&D และ Startup อาจได้รับผลกระทบโดยตรงจำกัดกว่า จากการได้รับการยกเว้นภาษีเหลือ 0% อีกทั้ง สหรัฐฯ ยังอนุญาตให้ NVIDIA จำหน่ายชิปขั้นสูงบางประเภท เช่น H200 ให้กับจีนได้ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องส่งผ่านมายังสหรัฐฯ ก่อนด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงและเพื่อรักษาความได้เปรียบทางเทคโนโลยี แต่ต้นทุนชิปขั้นสูงและ AI server ในตลาดโลกยังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นจากข้อจำกัดทางการค้าและห่วงโซ่อุปทานที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากกลุ่มผู้เล่นนอกสหรัฐฯ ที่ถูกจำกัดอย่างจีน อาจต้องใช้ชิปรุ่นที่มีสมรรถนะต่ำกว่าหรือรอสินค้านานขึ้น ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำด้านต้นทุนและการแข่งขันด้านเทคโนโลยี AI ระหว่างผู้เล่นในสหรัฐฯ กับผู้เล่นนอกสหรัฐฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า
New Electronics Landscape : ไต้หวันยังครองตำแหน่งผู้นำในระดับต้นน้ำ ขณะที่อาเซียนขึ้นแท่นฐานการผลิตใหม่ของโลก
ไต้หวันยังคงเป็นห่วงโซ่อุปทานชิปต้นน้ำที่สำคัญของโลก ขณะที่บทบาทของจีนในสินค้าขั้นสูงถูกจำกัดมากขึ้นจากมาตรการกีดกันทางการค้าไต้หวันยังคงเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกในกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง มูลค่าการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โลกในปัจจุบันเร่งตัวขึ้นจากความต้องการเทคโนโลยี AI โดยพบว่า ไต้หวันเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมชิปต้นน้ำ ซึ่งในปัจจุบันมีสัดส่วนการผลิตชิปขั้นสูงมากถึงราว 90% ของปริมาณการผลิตชิปขั้นสูงทั่วโลก โดยมีบริษัท TSMC เป็นกำลังสำคัญ สอดคล้องกับข้อมูลของ Trade Map ที่พบว่า ไต้หวันครองตำแหน่งผู้ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงอันดับ 1 ของโลกในปี 2025 ด้วยมูลค่าการส่งออกรวมสูงถึง 3.92 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐจากสินค้าขับเคลื่อนหลักคือ กลุ่มวงจรรวม (IC) และชิปขั้นสูง (HS8542)[3] ร่วมกับกลุ่มคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ (HS8471) ไม่เพียงเท่านั้นไต้หวันยังขึ้นแท่นเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่จากการผลิตและส่งออกอุปกรณ์รองรับการประมวลผล AI ดังนั้น จึงถือได้ว่าเป็นเสาหลักที่สำคัญในการส่งออกสินค้าคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบรายใหญ่ของโลก โดยจากข้อมูลพบว่าไต้หวันมีมูลค่าการส่งออกสินค้าคอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งรวมถึงการส่งออกชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ขั้นสูง[4] ไปยังตลาดโลกเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 61% ต่อปี ระหว่างปี 2020-2025
ขณะเดียวกัน จีนซึ่งมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานการผลิตคอมพิวเตอร์ที่สำคัญของโลก แต่กำลังถูกจำกัดด้วยความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยีต้นน้ำมากขึ้น ส่งผลให้จีนกำลังสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงให้กับไต้หวัน สะท้อนผ่านมูลค่าการส่งออกสินค้าคอมพิวเตอร์ฯ รวมถึงชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ขั้นสูงของจีนไปตลาดโลกที่ลดลงเฉลี่ย -2% ต่อปี ระหว่างปี 2020-2025 ซึ่งชนวนสำคัญมาจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ (Trade War/Tech War) ที่พุ่งเป้าในการเพิ่มกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนควบคู่ไปกับมาตรการจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงไปยังจีน อย่างชิป GPU และอุปกรณ์ AI เป็นต้น (รูปที่ 5) เช่นเดียวกับการส่งออกในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปของจีนก็เริ่มสูญเสียส่วนแบ่งตลาดมากขึ้น สะท้อนจากแนวโน้มการขยายตัวที่ต่ำกว่าประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยเฉพาะในกลุ่มไฟฟ้ากำลัง อุปกรณ์สื่อสาร และแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB)
[1] ผลสำรวจของสหภาพยุโรปหัวข้อ “Use of artificial intelligence in enterprises” ประจำปี 2025 โดยทำการสำรวจองค์กรธุรกิจ 157,000 แห่งจากทั้งหมด 1.53 ล้านแห่งในสหภาพยุโรป
[2] กลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI ในหมวด HS Code 84 และ 85 เช่น คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ, HDD, IC/ชิปขั้นสูง, อุปกรณ์ชิป, PCB, อุปกรณ์สื่อสาร, และสินค้าในกลุ่ม Power electronics เช่น หม้อแปลงไฟฟ้า, สายไฟ/สายเคเบิล
อุปกรณ์ตัดต่อ/ควบคุมกระแสไฟฟ้า
[3] HS Code 8542 หมายถึง แผงวงจรไฟฟ้า, ชิปประมวลผลขั้นสูง เช่น ชิป GPU สำหรับ AI
[4] HS Code 8471 หมายถึง คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ, HDD และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับ AI server กับ GPU server



