โอกาสทางธุรกิจของอุตสาหกรรมแผงเซลล์แสงอาทิตย์ในภาคการผลิตข้าวของไทย

Key Highlights:
- การลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 3.2 กิโลวัตต์ มูลค่าราว 8 หมื่นบาท เพื่อทดแทนการใช้น้ำมันดีเซล สามารถผลิตไฟฟ้าได้ราว 5,610 หน่วยไฟฟ้าเพียงพอที่ใช้ในการสูบน้ำในพื้นที่เพาะปลูกข้าวราว 17 ไร่ ซึ่งเป็นขนาดพื้นที่เฉลี่ยที่ชาวนาไทยครอบครอง เป็นหนึ่งทางเลือกที่เหมาะสม คุ้มค่าในการลงทุน
- ภายใต้สมมติฐานว่า 2% ของชาวนาที่มีพื้นที่เพาะปลูกมากกว่า 20 ไร่ ทำการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าดังกล่าว จะส่งผลให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในการสูบน้ำของชาวนามีศักยภาพที่จะเพิ่มราว 300 ล้านหน่วยไฟฟ้า/ปี ก่อให้เกิดความต้องการติดตั้งราว 170 เมกะวัตต์ และเม็ดเงินลงทุนเบื้องต้น 4,250 ล้านบาท โดยจังหวัดในภาคกลาง เช่น สุพรรณบุรี ชัยนาถ พิจิตร พิษณุโลก และอยุธยา มีศักยภาพในการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์มากกว่าจังหวัดอื่นๆ
- ความต้องการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้ในการสูบน้ำของชาวนากลุ่มนี้ คาดว่าจะสร้างรายได้จากการจำหน่ายสินค้าและบริการตลอดห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแผงเซลล์แสงอาทิตย์ราว 4,250 ล้านบาท โดยผู้ผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์จะได้รับอานิสงส์จากการผลิตและจำหน่ายแผงเซลล์แสงอาทิตย์ราว 2,550 ล้านบาท ขณะที่ผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าเชื่อมต่อ เช่น Inverter และผู้ให้บริการติดตั้งระบบฯ จะได้รับอานิสงส์จากการจำหน่ายและการให้บริการที่เกี่ยวข้องราว 850 ล้านบาทต่อกลุ่ม
ภาวะพลังงานปัจจุบันกำลังกดดันต้นทุนการผลิต “ข้าว” พืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย เนื่องจากชาวนายังต้องพึ่งพาน้ำมันดีเซลในการสูบน้ำเป็นหลัก โดยค่าน้ำมันดีเซลคิดเป็นราว 20% ของต้นทุนการผลิตข้าวทั้งหมด และคาดว่าในปี 2569 ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นอีกราว 20% YoY จากราคาพลังงานที่คาดว่าจะสูงขึ้น1
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้ในการสูบน้ำเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่มีศักยภาพในการช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานให้แก่ภาคการผลิตข้าวในระยะยาว เนื่องจากต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้ลดลงอย่างต่อเนื่องถึงราว 87% ในช่วงปี 2553–25672 ส่งผลให้พลังงานแสงอาทิตย์มีความคุ้มค่ามากขึ้นเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงฟอสซิล
ดังนั้น บทวิเคราะห์ฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจของอุตสาหกรรมแผงเซลล์แสงอาทิตย์ในการผลิตข้าวของไทยในระยะข้างหน้า
ความคุ้มค่าของระบบไฟฟ้าแสงอาทิตย์
ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดไม่ต่ำกว่า 3.2 กิโลวัตต์ (0.18 กิโลวัตต์/ไร่)3 ประเมินว่าเป็นขนาดที่เหมาะสมสำหรับชาวนาทั่วไปที่มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวเฉลี่ยราว 17 ไร่4 เนื่องจากต้องใช้น้ำประมาณ 28,050 ลูกบาศก์เมตร/ปี และใช้พลังงานไฟฟ้าในการสูบน้ำราว 5,610 หน่วยไฟฟ้า/ปี3
เมื่อพิจารณาจากเงินลงทุนที่ราว 80,000 บาท พบว่า ระยะเวลาคืนทุนอยู่ที่ราว 5 ปี3 โดยระบบผลิตไฟฟ้าดังกล่าวสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายน้ำมันดีเซลสำหรับการสูบน้ำ 16,280 บาทต่อปี5 ซึ่งทำให้เงินลงทุนดังกล่าวทยอยคืนกลับภายใน 5 ปี ซึ่งน้อยกว่าอายุการใช้งานของแผงเซลล์แสงอาทิตย์และส่วนประกอบอื่นๆ ที่อยู่ราว 15-25 ปี6 สะท้อนถึงความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ในระยะยาว
แนวโน้มการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์นอกระบบในการผลิตข้าวของไทย
ปัจจุบัน ปริมาณไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์นอกระบบ7 ของไทยราว 65% ของปริมาณการผลิตทั้งหมดในปี 2568 ถูกจำหน่ายให้กับผู้ซื้อ ซึ่งอยู่ในภาคอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม เนื่องจากมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงและสามารถติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ได้8 และส่วนเหลือถูกใช้ภายในองค์กร และผลิตไฟฟ้า8
ขณะที่การใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในภาคการผลิตข้าว ยังอยู่ในระดับเริ่มต้น9 แต่มีแนวโน้มที่จะแพร่หลายขึ้นในระยะข้างหน้า เพราะการลงทุนดังกล่าวสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายน้ำมันดีเซลสำหรับการสูบน้ำได้เพียงพอที่จะคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ สะท้อนได้จากผลสำรวจของเกษตรกรที่พบว่า 75% ของกลุ่มตัวอย่างมีความสนใจติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์9
ทั้งนี้ Krungthai COMPASS ประเมินว่า ปริมาณการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อสูบน้ำของชาวนามีศักยภาพที่จะเพิ่มขึ้นราว 300 ล้านหน่วยไฟฟ้า/ปี10 ภายใต้สมมุติฐานที่ว่า 2% ของชาวนาที่มีพื้นที่มากกว่า 20 ไร่11 ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อสูบน้ำ ซึ่งคิดเป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าวรวมราว 9.2 แสนไร่
ปริมาณการใช้ไฟฟ้าดังกล่าว ทำให้เกิดความต้องการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ใหม่ราว 170 เมกะวัตต์ และก่อให้เกิดเม็ดเงินลงทุนเบื้องต้นราว 4,250 ล้านบาท12 ทั้งนี้ การติดตั้งระบบดังกล่าวยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายน้ำมันดีเซลสำหรับการสูบน้ำเพื่อการเพาะปลูกข้าวทั้งหมด 880 ล้านบาทต่อปี
ศักยภาพของความต้องการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในแต่ละภูมิภาค
การประเมินศักยภาพความต้องการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในแต่ละภูมิภาคพิจารณาจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ จำนวนพื้นที่ปลูกข้าวชั้นดี14 ซึ่งสะท้อนถึงขนาดตลาดและความเหมาะสมเชิงเกษตรกรรม รายได้จากการขายข้าวต่อครัวเรือน ซึ่งสะท้อนถึงกำลังซื้อของชาวนา และศักยภาพด้านรังสีแสงอาทิตย์ ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในแต่ละพื้นที่
สำหรับเกณฑ์การให้คะแนนของแต่ละปัจจัยมี 5 ระดับโดยระดับ 5 หมายถึง มีศักยภาพความต้องการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มากที่สุด และระดับต่ำกว่านั้นสะท้อนศักยภาพที่ลดลงตามลำดับจนถึงระดับ 1 ซึ่งเป็นระดับน้อยที่สุด
เมื่อประเมินศักยภาพความต้องการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของภาคการผลิตข้าว จะพบว่า ภาคกลางเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพมากที่สุด สะท้อนได้จากคะแนนศักยภาพติดตั้งโซลาร์ที่สูงสุดถึง 3.21 เนื่องจากเหตุผล ดังต่อไปนี้
1. ภาคกลางมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวชั้นดีและระบบชลประทานที่ครอบคลุมมากกว่าภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งเอื้อต่อการทำเกษตรเชิงพาณิชย์และเหมาะกับการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้ในการสูบน้ำที่ใช้ในการเพาะปลูกข้าว
2. ภาคกลางมีรายได้จากการขายข้าวต่อครัวเรือนมากกว่าภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการลงทุนระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่สูงกว่าภูมิภาคอื่นๆ
3. ภาคกลางมีความเข้มของแสงอาทิตย์มากที่สุดซึ่งส่งผลให้ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในภาคกลางสามารถผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าภูมิภาคอื่นๆ ในขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เท่ากัน17
เมื่อพิจารณาศักยภาพเป็นรายจังหวัดในภาคกลาง พบว่า จังหวัดที่มีโอกาสติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มากกว่าจังหวัดอื่น ได้แก่ สุพรรณบุรี ชัยนาท พิจิตร พิษณุโลก และอยุธยา เนื่องจากจังหวัดเหล่านี้มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวชั้นดีจำนวนมาก และอยู่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำสาขาที่มีโครงข่ายชลประทานรองรับในหลายพื้นที่ อีกทั้งยังมีความเข้มของแสงอาทิตย์ ซึ่งเอื้อต่อการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้ในการสูบน้ำสำหรับการเพาะปลูกข้าว
ผลประโยชน์ที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมแผงเซลล์แสงอาทิตย์ได้รับ
ความต้องการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้ในการสูบน้ำของภาคการผลิตข้าวที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแผงเซลล์แสงอาทิตย์
Krungthai COMPASS ประเมินว่า ภายใต้สมมุติฐานที่ว่าชาวนาที่มีพื้นที่นามากกว่า 20 ไร่ จำนวน 2%19 ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้ในการสูบน้ำ คาดว่าจะก่อให้เกิดรายได้จากการจำหน่ายสินค้าและบริการตลอดห่วงโซ่อุปทานราว 4,250 ล้านบาท20 ซึ่งผู้ประกอบการไทยที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์ดังกล่าวมี 3 กลุ่ม ดังนี้
1. ผู้ผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ซึ่งคาดว่าจะมีโอกาสสร้างรายได้จากการผลิตและจำหน่ายแผงเซลล์แสงอาทิตย์ราว 2,550 ล้านบาท20 โดยผู้ประกอบการที่มีโอกาสจะได้รับประโยชน์ดังกล่าวควรเน้นผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์ประเภท Bifacial N-type TOPCon เนื่องจากเทคโนโลยีดังกล่าวมีประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าที่สูงและทนต่ออุณหภูมิสูงได้ดีกว่าแผงประเภทอื่นๆ จึงเหมาะกับการใช้งานร่วมกับระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์
2. ผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าเชื่อมต่อ เช่น inverter ซึ่งคาดว่าจะมีโอกาสขยายยอดขาย inverter ราว 850 ล้านบาท20 โดยผู้ประกอบการมีโอกาสที่จะได้รับประโยชน์ดังกล่าวควรเน้นผลิต inverter ประเภท solar pump inverter เพราะ inverter ประเภทนี้รองรับโหลดประเภทมอเตอร์และปรับการทำงานของปั๊มน้ำตามความเข้มแสงอาทิตย์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเหมาะกับการใช้งานร่วมกับระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์
19 สมมุติฐานนี้พิจารณาจากพื้นที่เพาะปลูกข้าวโดยเฉลี่ยของชาวไทยที่อยู่ราว 17 ไร่/ครัวเรือน และสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ต่อการใช้ไฟฟ้าของทุกกิจกรรมทั้งหมดในการทำการเกษตรของโลกที่อยู่ราว 2% ซึ่งเป็นข้อมูลของปี 2565 และอ้างอิงจาก REN21 (2567) และ IEA (ธ.ค.2568) พร้อมทั้งวิเคราะห์และประเมินโดย Krungthai COMPASS
20 การประเมินผลประโยชน์จากการขยายตัวของความต้องการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใช้ในการสูบน้ำสำหรับการเพาะปลูกข้าวที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมแผงเซลล์แสงอาทิตย์ได้รับอยู่ภายใต้สมมุติฐานว่า 1) รายได้จากการผลิตและจำหน่ายแผงเซลล์แสงอาทิตย์อยู่ราว 15 บาท/วัตต์ 2) รายได้จากการผลิตและจำหน่าย solar pump inverter อยู่ราว 5 บาท/วัตต์ 3) รายได้จากการให้บริการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ 5 บาท/วัตต์ ทั้งนี้ ข้อมูลที่ใช้ในการกำหนดสมมุติฐานต่างๆอ้างอิงจากรายงานสถานภาพการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของประเทศไทย ปี 2566
3. ผู้ให้บริการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งมีโอกาสสร้างรายได้จากการให้บริการติดตั้งระบบดังกล่าวแก่ชาวนาในกลุ่มนี้ราว 850 ล้านบาท20 โดยผู้ประกอบการที่มีโอกาสได้รับประโยชน์ดังกล่าวควรเป็นตัวแทนจำหน่ายแผงเซลล์แสงอาทิตย์ประเภท Bifacial N-type TOPCon ซึ่งเหมาะกับการใช้งานร่วมกับระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์
ปัจจุบัน เกษตรกรบางรายเริ่มติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อสูบน้ำการ
เกษตร เช่น เทศบาลตำบลท่าช้างติดตั้งระบบขนาด 28.8 กิโลวัตต์ เพื่อสูบน้ำให้พื้นที่เกษตรกว่า 200 ไร่22 อย่างไรก็ดี ข้อจำกัดด้านเงินลงทุนยังเป็นอุปสรรคสำคัญ ทำให้ผู้ประกอบการต้องพัฒนารูปแบบบริการใหม่เพื่อขยายฐานลูกค้าในอนาคต ซึ่งจะกล่าวถึงในหัวข้อถัดไป
แนวทางในการปรับตัวของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมแผงเซลล์แสงอาทิตย์
เพื่อให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมแผงเซลล์แสงอาทิตย์สามารถเข้าถึงลูกค้าที่เป็นชาวนาได้มากขึ้นและมีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้สามารถปรับตัวตามแนวทางดังต่อไปนี้
1. ผู้ประกอบการสามารถนำเสนอบริการ Solar Corporate PPA โดยลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และจำหน่ายไฟฟ้าให้ชาวนาที่ไม่ต้องการลงทุนเอง ทั้งนี้ ประเมินว่าค่าไฟฟ้าควรอยู่ไม่เกิน 2.90 บาท/หน่วย เพื่อให้ต้นทุนพลังงานของชาวนาต่ำกว่าการใช้น้ำมันดีเซลในการสูบน้ำสำหรับการเพาะปลูกข้าว และควรกำหนดอายุสัญญาขายไฟฟ้าอย่างน้อย 6 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการมีระยะเวลาเพียงพอในการคืนทุน
2. ผู้ประกอบการสามารถร่วมมือกับสถาบันการเงินเพื่อสนับสนุนสินเชื่อแก่ชาวนาที่มีข้อจำกัดด้านเงินลงทุน โดยชาวนาที่มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวอย่างน้อย 8.2 ไร่มีแนวโน้มเป็นกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม เพราะเงินจากการประหยัดค่าน้ำมันดีเซลในการสูบน้ำจากการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 3.2 กิโลวัตต์ ซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะกับชาวนาไทยทั่วไปราว 7,880 บาท/ปี สามารถรองรับภาระผ่อนชำระสินเชื่อได้ ภายใต้สมมุติฐานที่ว่าสินเชื่อมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ราว 5.58% ต่อปี และระยะเวลาผ่อนชำระ 15 ปี
3. ผู้ประกอบการสามารถให้บริการในรูปแบบ Cluster Model แก่วิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์ โดยการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ส่วนกลางสำหรับให้สมาชิกหลายรายใช้ร่วมกัน ซึ่งช่วยลดเงินลงทุนต่อราย และเพิ่มการเข้าถึงของเกษตรกรรายย่อย
Summary
ภาคการผลิตข้าวของไทยกำลังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น เนื่องจากชาวนายังพึ่งพาน้ำมันดีเซลในการสูบน้ำเป็นหลัก ซึ่งค่าใช้จ่ายน้ำมันดีเซลในการสูบน้ำคิดเป็น 20% ของต้นทุนการผลิตข้าวทั้งหมด และคาดว่าปี 2569 ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นอีกราว 20% YoY ทำให้การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เป็นทางเลือกที่ช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว
Krungthai COMPASS ประเมินว่า ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดไม่ต่ำกว่า 3.2 กิโลวัตต์ ถือเป็นขนาดที่เหมาะสมสำหรับชาวนาทั่วไปที่มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวเฉลี่ยราว 17 ไร่ และช่วยประหยัดค่าน้ำมันดีเซลราว 16,280 บาท/ปี ส่งผลให้คืนทุนได้ใน 5 ปี ซึ่งสั้นกว่าอายุการใช้งานระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ 15-25 ปี สะท้อนถึงความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์
โดยปริมาณการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 300 ล้านหน่วยไฟฟ้า/ปี ซึ่งทำให้เกิดความต้องการติดตั้งใหม่ราว 170 เมกะวัตต์ และสร้างเม็ดเงินลงทุนเบื้องต้นราว 4,250 ล้านบาท รวมทั้งช่วยประหยัดค่าน้ำมันดีเซลโดยรวมราว 880 ล้านบาท/ปี ภายใต้สมมุติฐานที่ว่า 2% ของชาวนาที่มีพื้นที่มากกว่า 20 ไร่ หรือคิดเป็นพื้นที่เพาะปลูกราว 9.18 แสนไร่ ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อสูบน้ำ
ทั้งนี้ ภาคกลาง โดยเฉพาะสุพรรณบุรี ชัยนาท พิจิตร พิษณุโลก และอยุธยา มีศักยภาพต้องการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มากที่สุด เพราะภูมิภาคเหล่านี้มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวชั้นดีและมีระบบชลประทานที่ครอบคลุมมากกว่าภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งเอื้อต่อการทำเกษตรเชิงพาณิชย์และการใช้ระบบผลิตไฟฟ้าดังกล่าว
ความต้องการที่เพิ่มขึ้นของชาวนาในกลุ่มนี้จะสร้างรายได้จากการจำหน่ายสินค้าและบริการตลอดห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมแผงเซลล์แสงอาทิตย์ราว 4,250 ล้านบาท โดยผู้ผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์มีโอกาสสร้างรายได้จากการผลิตและจำหน่ายแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ราว 2,550 ล้านบาท ขณะที่ผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าเชื่อมต่อ เช่น Inverter และผู้ให้บริการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ จะมีโอกาสสร้างรายได้จากการจำหน่ายสินค้าและการให้บริการที่เกี่ยวข้องราว 850 ล้านบาทต่อกลุ่ม
นอกจากนั้น ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมแผงเซลล์แสงอาทิตย์สามารถต่อยอดไปยังธุรกิจ Solar Corporate PPA รวมทั้งสามารถร่วมมือกับสถาบันการเงินเพื่อสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อสำหรับการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อจะได้เข้าถึงชาวนาที่มีข้อจำกัดเงินทุนได้มากขึ้น



