แชร์

โอกาสทางธุรกิจของอุตสาหกรรมแผงเซลล์แสงอาทิตย์ในภาคการผลิตข้าวของไทย

อัพเดทล่าสุด: 2 ก.ย. 2026
150 ผู้เข้าชม

Key Highlights:

  • การลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 3.2 กิโลวัตต์ มูลค่าราว 8 หมื่นบาท เพื่อทดแทนการใช้น้ำมันดีเซล สามารถผลิตไฟฟ้าได้ราว 5,610 หน่วยไฟฟ้าเพียงพอที่ใช้ในการสูบน้ำในพื้นที่เพาะปลูกข้าวราว 17 ไร่ ซึ่งเป็นขนาดพื้นที่เฉลี่ยที่ชาวนาไทยครอบครอง เป็นหนึ่งทางเลือกที่เหมาะสม คุ้มค่าในการลงทุน
  • ภายใต้สมมติฐานว่า 2% ของชาวนาที่มีพื้นที่เพาะปลูกมากกว่า 20 ไร่ ทำการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าดังกล่าว จะส่งผลให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในการสูบน้ำของชาวนามีศักยภาพที่จะเพิ่มราว 300 ล้านหน่วยไฟฟ้า/ปี ก่อให้เกิดความต้องการติดตั้งราว 170 เมกะวัตต์ และเม็ดเงินลงทุนเบื้องต้น 4,250 ล้านบาท โดยจังหวัดในภาคกลาง เช่น สุพรรณบุรี ชัยนาถ พิจิตร พิษณุโลก และอยุธยา มีศักยภาพในการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์มากกว่าจังหวัดอื่นๆ
  • ความต้องการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้ในการสูบน้ำของชาวนากลุ่มนี้ คาดว่าจะสร้างรายได้จากการจำหน่ายสินค้าและบริการตลอดห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแผงเซลล์แสงอาทิตย์ราว 4,250 ล้านบาท โดยผู้ผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์จะได้รับอานิสงส์จากการผลิตและจำหน่ายแผงเซลล์แสงอาทิตย์ราว 2,550 ล้านบาท ขณะที่ผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าเชื่อมต่อ เช่น Inverter และผู้ให้บริการติดตั้งระบบฯ จะได้รับอานิสงส์จากการจำหน่ายและการให้บริการที่เกี่ยวข้องราว 850 ล้านบาทต่อกลุ่ม

ภาวะพลังงานปัจจุบันกำลังกดดันต้นทุนการผลิต “ข้าว” พืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย เนื่องจากชาวนายังต้องพึ่งพาน้ำมันดีเซลในการสูบน้ำเป็นหลัก โดยค่าน้ำมันดีเซลคิดเป็นราว 20% ของต้นทุนการผลิตข้าวทั้งหมด และคาดว่าในปี 2569 ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นอีกราว 20% YoY จากราคาพลังงานที่คาดว่าจะสูงขึ้น1

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้ในการสูบน้ำเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่มีศักยภาพในการช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานให้แก่ภาคการผลิตข้าวในระยะยาว เนื่องจากต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้ลดลงอย่างต่อเนื่องถึงราว 87% ในช่วงปี 2553–25672 ส่งผลให้พลังงานแสงอาทิตย์มีความคุ้มค่ามากขึ้นเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงฟอสซิล

ดังนั้น บทวิเคราะห์ฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจของอุตสาหกรรมแผงเซลล์แสงอาทิตย์ในการผลิตข้าวของไทยในระยะข้างหน้า

ความคุ้มค่าของระบบไฟฟ้าแสงอาทิตย์

ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดไม่ต่ำกว่า 3.2 กิโลวัตต์ (0.18 กิโลวัตต์/ไร่)3 ประเมินว่าเป็นขนาดที่เหมาะสมสำหรับชาวนาทั่วไปที่มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวเฉลี่ยราว 17 ไร่4 เนื่องจากต้องใช้น้ำประมาณ 28,050 ลูกบาศก์เมตร/ปี และใช้พลังงานไฟฟ้าในการสูบน้ำราว 5,610 หน่วยไฟฟ้า/ปี3

เมื่อพิจารณาจากเงินลงทุนที่ราว 80,000 บาท พบว่า ระยะเวลาคืนทุนอยู่ที่ราว 5 ปี3 โดยระบบผลิตไฟฟ้าดังกล่าวสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายน้ำมันดีเซลสำหรับการสูบน้ำ 16,280 บาทต่อปี5 ซึ่งทำให้เงินลงทุนดังกล่าวทยอยคืนกลับภายใน 5 ปี ซึ่งน้อยกว่าอายุการใช้งานของแผงเซลล์แสงอาทิตย์และส่วนประกอบอื่นๆ ที่อยู่ราว 15-25 ปี6 สะท้อนถึงความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ในระยะยาว

แนวโน้มการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์นอกระบบในการผลิตข้าวของไทย

ปัจจุบัน ปริมาณไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์นอกระบบ7 ของไทยราว 65% ของปริมาณการผลิตทั้งหมดในปี 2568 ถูกจำหน่ายให้กับผู้ซื้อ ซึ่งอยู่ในภาคอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม เนื่องจากมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงและสามารถติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ได้8 และส่วนเหลือถูกใช้ภายในองค์กร และผลิตไฟฟ้า8

ขณะที่การใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในภาคการผลิตข้าว ยังอยู่ในระดับเริ่มต้น9 แต่มีแนวโน้มที่จะแพร่หลายขึ้นในระยะข้างหน้า เพราะการลงทุนดังกล่าวสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายน้ำมันดีเซลสำหรับการสูบน้ำได้เพียงพอที่จะคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ สะท้อนได้จากผลสำรวจของเกษตรกรที่พบว่า 75% ของกลุ่มตัวอย่างมีความสนใจติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์9

ทั้งนี้ Krungthai COMPASS ประเมินว่า ปริมาณการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อสูบน้ำของชาวนามีศักยภาพที่จะเพิ่มขึ้นราว 300 ล้านหน่วยไฟฟ้า/ปี10 ภายใต้สมมุติฐานที่ว่า 2% ของชาวนาที่มีพื้นที่มากกว่า 20 ไร่11 ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อสูบน้ำ ซึ่งคิดเป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าวรวมราว 9.2 แสนไร่

ปริมาณการใช้ไฟฟ้าดังกล่าว ทำให้เกิดความต้องการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ใหม่ราว 170 เมกะวัตต์ และก่อให้เกิดเม็ดเงินลงทุนเบื้องต้นราว 4,250 ล้านบาท12 ทั้งนี้ การติดตั้งระบบดังกล่าวยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายน้ำมันดีเซลสำหรับการสูบน้ำเพื่อการเพาะปลูกข้าวทั้งหมด 880 ล้านบาทต่อปี

ศักยภาพของความต้องการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในแต่ละภูมิภาค

การประเมินศักยภาพความต้องการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในแต่ละภูมิภาคพิจารณาจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ จำนวนพื้นที่ปลูกข้าวชั้นดี14 ซึ่งสะท้อนถึงขนาดตลาดและความเหมาะสมเชิงเกษตรกรรม รายได้จากการขายข้าวต่อครัวเรือน ซึ่งสะท้อนถึงกำลังซื้อของชาวนา และศักยภาพด้านรังสีแสงอาทิตย์ ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในแต่ละพื้นที่

สำหรับเกณฑ์การให้คะแนนของแต่ละปัจจัยมี 5 ระดับโดยระดับ 5 หมายถึง มีศักยภาพความต้องการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มากที่สุด และระดับต่ำกว่านั้นสะท้อนศักยภาพที่ลดลงตามลำดับจนถึงระดับ 1 ซึ่งเป็นระดับน้อยที่สุด

เมื่อประเมินศักยภาพความต้องการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของภาคการผลิตข้าว จะพบว่า ภาคกลางเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพมากที่สุด สะท้อนได้จากคะแนนศักยภาพติดตั้งโซลาร์ที่สูงสุดถึง 3.21 เนื่องจากเหตุผล ดังต่อไปนี้

1.     ภาคกลางมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวชั้นดีและระบบชลประทานที่ครอบคลุมมากกว่าภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งเอื้อต่อการทำเกษตรเชิงพาณิชย์และเหมาะกับการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้ในการสูบน้ำที่ใช้ในการเพาะปลูกข้าว
2.    ภาคกลางมีรายได้จากการขายข้าวต่อครัวเรือนมากกว่าภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการลงทุนระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่สูงกว่าภูมิภาคอื่นๆ
3.   ภาคกลางมีความเข้มของแสงอาทิตย์มากที่สุดซึ่งส่งผลให้ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในภาคกลางสามารถผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าภูมิภาคอื่นๆ ในขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เท่ากัน17

เมื่อพิจารณาศักยภาพเป็นรายจังหวัดในภาคกลาง พบว่า จังหวัดที่มีโอกาสติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มากกว่าจังหวัดอื่น ได้แก่ สุพรรณบุรี ชัยนาท พิจิตร พิษณุโลก และอยุธยา เนื่องจากจังหวัดเหล่านี้มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวชั้นดีจำนวนมาก และอยู่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำสาขาที่มีโครงข่ายชลประทานรองรับในหลายพื้นที่ อีกทั้งยังมีความเข้มของแสงอาทิตย์ ซึ่งเอื้อต่อการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้ในการสูบน้ำสำหรับการเพาะปลูกข้าว

ผลประโยชน์ที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมแผงเซลล์แสงอาทิตย์ได้รับ

ความต้องการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้ในการสูบน้ำของภาคการผลิตข้าวที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแผงเซลล์แสงอาทิตย์

Krungthai COMPASS ประเมินว่า ภายใต้สมมุติฐานที่ว่าชาวนาที่มีพื้นที่นามากกว่า 20 ไร่ จำนวน 2%19 ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้ในการสูบน้ำ คาดว่าจะก่อให้เกิดรายได้จากการจำหน่ายสินค้าและบริการตลอดห่วงโซ่อุปทานราว 4,250 ล้านบาท20 ซึ่งผู้ประกอบการไทยที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์ดังกล่าวมี 3 กลุ่ม ดังนี้

1.       ผู้ผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ซึ่งคาดว่าจะมีโอกาสสร้างรายได้จากการผลิตและจำหน่ายแผงเซลล์แสงอาทิตย์ราว 2,550 ล้านบาท20 โดยผู้ประกอบการที่มีโอกาสจะได้รับประโยชน์ดังกล่าวควรเน้นผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์ประเภท Bifacial N-type TOPCon เนื่องจากเทคโนโลยีดังกล่าวมีประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าที่สูงและทนต่ออุณหภูมิสูงได้ดีกว่าแผงประเภทอื่นๆ จึงเหมาะกับการใช้งานร่วมกับระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์

2.       ผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าเชื่อมต่อ เช่น inverter ซึ่งคาดว่าจะมีโอกาสขยายยอดขาย inverter ราว 850 ล้านบาท20 โดยผู้ประกอบการมีโอกาสที่จะได้รับประโยชน์ดังกล่าวควรเน้นผลิต inverter ประเภท solar pump inverter เพราะ inverter ประเภทนี้รองรับโหลดประเภทมอเตอร์และปรับการทำงานของปั๊มน้ำตามความเข้มแสงอาทิตย์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเหมาะกับการใช้งานร่วมกับระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์

19  สมมุติฐานนี้พิจารณาจากพื้นที่เพาะปลูกข้าวโดยเฉลี่ยของชาวไทยที่อยู่ราว 17 ไร่/ครัวเรือน และสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ต่อการใช้ไฟฟ้าของทุกกิจกรรมทั้งหมดในการทำการเกษตรของโลกที่อยู่ราว 2% ซึ่งเป็นข้อมูลของปี 2565 และอ้างอิงจาก REN21 (2567) และ IEA (ธ.ค.2568) พร้อมทั้งวิเคราะห์และประเมินโดย Krungthai COMPASS

20 การประเมินผลประโยชน์จากการขยายตัวของความต้องการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใช้ในการสูบน้ำสำหรับการเพาะปลูกข้าวที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมแผงเซลล์แสงอาทิตย์ได้รับอยู่ภายใต้สมมุติฐานว่า 1) รายได้จากการผลิตและจำหน่ายแผงเซลล์แสงอาทิตย์อยู่ราว 15 บาท/วัตต์ 2) รายได้จากการผลิตและจำหน่าย solar pump inverter อยู่ราว 5 บาท/วัตต์ 3) รายได้จากการให้บริการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ 5 บาท/วัตต์ ทั้งนี้ ข้อมูลที่ใช้ในการกำหนดสมมุติฐานต่างๆอ้างอิงจากรายงานสถานภาพการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของประเทศไทย ปี 2566

3. ผู้ให้บริการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งมีโอกาสสร้างรายได้จากการให้บริการติดตั้งระบบดังกล่าวแก่ชาวนาในกลุ่มนี้ราว 850 ล้านบาท20 โดยผู้ประกอบการที่มีโอกาสได้รับประโยชน์ดังกล่าวควรเป็นตัวแทนจำหน่ายแผงเซลล์แสงอาทิตย์ประเภท Bifacial N-type TOPCon ซึ่งเหมาะกับการใช้งานร่วมกับระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์

ปัจจุบัน เกษตรกรบางรายเริ่มติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อสูบน้ำการ
เกษตร เช่น เทศบาลตำบลท่าช้างติดตั้งระบบขนาด 28.8 กิโลวัตต์ เพื่อสูบน้ำให้พื้นที่เกษตรกว่า 200 ไร่22 อย่างไรก็ดี ข้อจำกัดด้านเงินลงทุนยังเป็นอุปสรรคสำคัญ ทำให้ผู้ประกอบการต้องพัฒนารูปแบบบริการใหม่เพื่อขยายฐานลูกค้าในอนาคต ซึ่งจะกล่าวถึงในหัวข้อถัดไป

แนวทางในการปรับตัวของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมแผงเซลล์แสงอาทิตย์

เพื่อให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมแผงเซลล์แสงอาทิตย์สามารถเข้าถึงลูกค้าที่เป็นชาวนาได้มากขึ้นและมีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้สามารถปรับตัวตามแนวทางดังต่อไปนี้

1.   ผู้ประกอบการสามารถนำเสนอบริการ Solar Corporate PPA โดยลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และจำหน่ายไฟฟ้าให้ชาวนาที่ไม่ต้องการลงทุนเอง ทั้งนี้ ประเมินว่าค่าไฟฟ้าควรอยู่ไม่เกิน 2.90 บาท/หน่วย เพื่อให้ต้นทุนพลังงานของชาวนาต่ำกว่าการใช้น้ำมันดีเซลในการสูบน้ำสำหรับการเพาะปลูกข้าว และควรกำหนดอายุสัญญาขายไฟฟ้าอย่างน้อย 6 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการมีระยะเวลาเพียงพอในการคืนทุน

2.   ผู้ประกอบการสามารถร่วมมือกับสถาบันการเงินเพื่อสนับสนุนสินเชื่อแก่ชาวนาที่มีข้อจำกัดด้านเงินลงทุน โดยชาวนาที่มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวอย่างน้อย 8.2 ไร่มีแนวโน้มเป็นกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม เพราะเงินจากการประหยัดค่าน้ำมันดีเซลในการสูบน้ำจากการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 3.2 กิโลวัตต์ ซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะกับชาวนาไทยทั่วไปราว 7,880 บาท/ปี สามารถรองรับภาระผ่อนชำระสินเชื่อได้ ภายใต้สมมุติฐานที่ว่าสินเชื่อมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ราว 5.58% ต่อปี และระยะเวลาผ่อนชำระ 15 ปี

3.   ผู้ประกอบการสามารถให้บริการในรูปแบบ Cluster Model แก่วิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์ โดยการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ส่วนกลางสำหรับให้สมาชิกหลายรายใช้ร่วมกัน ซึ่งช่วยลดเงินลงทุนต่อราย และเพิ่มการเข้าถึงของเกษตรกรรายย่อย

Summary

ภาคการผลิตข้าวของไทยกำลังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น เนื่องจากชาวนายังพึ่งพาน้ำมันดีเซลในการสูบน้ำเป็นหลัก ซึ่งค่าใช้จ่ายน้ำมันดีเซลในการสูบน้ำคิดเป็น 20% ของต้นทุนการผลิตข้าวทั้งหมด และคาดว่าปี 2569 ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นอีกราว 20% YoY ทำให้การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เป็นทางเลือกที่ช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว

Krungthai COMPASS ประเมินว่า ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดไม่ต่ำกว่า 3.2 กิโลวัตต์ ถือเป็นขนาดที่เหมาะสมสำหรับชาวนาทั่วไปที่มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวเฉลี่ยราว 17 ไร่ และช่วยประหยัดค่าน้ำมันดีเซลราว 16,280 บาท/ปี ส่งผลให้คืนทุนได้ใน 5 ปี ซึ่งสั้นกว่าอายุการใช้งานระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ 15-25 ปี สะท้อนถึงความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์

โดยปริมาณการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 300 ล้านหน่วยไฟฟ้า/ปี ซึ่งทำให้เกิดความต้องการติดตั้งใหม่ราว 170 เมกะวัตต์ และสร้างเม็ดเงินลงทุนเบื้องต้นราว 4,250 ล้านบาท รวมทั้งช่วยประหยัดค่าน้ำมันดีเซลโดยรวมราว 880 ล้านบาท/ปี ภายใต้สมมุติฐานที่ว่า 2% ของชาวนาที่มีพื้นที่มากกว่า 20 ไร่ หรือคิดเป็นพื้นที่เพาะปลูกราว 9.18 แสนไร่ ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อสูบน้ำ

ทั้งนี้ ภาคกลาง โดยเฉพาะสุพรรณบุรี ชัยนาท พิจิตร พิษณุโลก และอยุธยา มีศักยภาพต้องการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มากที่สุด เพราะภูมิภาคเหล่านี้มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวชั้นดีและมีระบบชลประทานที่ครอบคลุมมากกว่าภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งเอื้อต่อการทำเกษตรเชิงพาณิชย์และการใช้ระบบผลิตไฟฟ้าดังกล่าว

ความต้องการที่เพิ่มขึ้นของชาวนาในกลุ่มนี้จะสร้างรายได้จากการจำหน่ายสินค้าและบริการตลอดห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมแผงเซลล์แสงอาทิตย์ราว 4,250 ล้านบาท โดยผู้ผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์มีโอกาสสร้างรายได้จากการผลิตและจำหน่ายแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ราว 2,550 ล้านบาท ขณะที่ผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าเชื่อมต่อ เช่น Inverter และผู้ให้บริการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ จะมีโอกาสสร้างรายได้จากการจำหน่ายสินค้าและการให้บริการที่เกี่ยวข้องราว 850 ล้านบาทต่อกลุ่ม

นอกจากนั้น ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมแผงเซลล์แสงอาทิตย์สามารถต่อยอดไปยังธุรกิจ Solar Corporate PPA รวมทั้งสามารถร่วมมือกับสถาบันการเงินเพื่อสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อสำหรับการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อจะได้เข้าถึงชาวนาที่มีข้อจำกัดเงินทุนได้มากขึ้น


บทความที่เกี่ยวข้อง
กรุงไทยจัดโปรฯ แรง ส่งท้ายปี รับเทศกาลลดหย่อนภาษี ร่วมงาน Thailand Smart Money กรุงเทพฯ 5-7 ธ.ค. 68 นี้ 
ธนาคารกรุงไทย มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกค้าทุกกลุ่ม ยกทัพบริการทางการเงิน ครอบคลุมสินเชื่อ เงินฝาก และการลงทุน รับเทศกาลลดหย่อนภาษี ร่วมงาน Thailand Smart Money กรุงเทพฯ ครั้งที่ 16
4 ธ.ค. 2025
วิริยะประกันภัย ร่วมค่ายอาสา “แบกโดนัทขึ้นดอย” สานฝันน้องห้องเรียนเคลื่อนที่บ้านดอยแยก จ.เชียงใหม่
นายสุนทร บุญทา อาจารย์โรงเรียนบ้านนาคอเรือ (ห้องเรียนเคลื่อนที่สาขาบ้านดอยแอก) รับมอบงบประมาณ จำนวน 32,000 บาท และชุดอุปกรณ์เครื่องเขียน จาก บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยมี นายคมกริต สุดทรัพย์ ผู้จัดการศูนย์ปฏิบัติการสินไหมดทดแทนลำพูน เป็นผู้แทนมอบ ภายใต้
12 พ.ค. 2026
“แอมเวย์” รุก Health & Wellbeing ชูโซลูชันสุขภาพแบบ IN–ON–AROUND  มุ่งยกระดับไทยสู่สังคม Healthspan อายุยืน สุขภาพดี
แอมเวย์ ผู้นำธุรกิจขายตรงระดับโลก เดินหน้ากลยุทธ์ “Health & Wellbeing” ขับเคลื่อนนวัตกรรมสุขภาพบนฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
24 ก.พ. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy