Krungthai CIO ชี้ตลาดยังผันผวนจาก “บอนด์ยีลด์–น้ำมันพุ่ง” แนะรีบาลานซ์พอร์ต ล็อกกำไรหุ้นกลุ่มเสี่ยงสูง กระจายลงทุน Healthcare–Energy

Krungthai CIO มองตลาดระยะสั้นยังผันผวนจากบอนด์ยีลด์และราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น แนะนักลงทุนใช้กลยุทธ์ “Cautious Optimism” พร้อมปรับสมดุลพอร์ต ทยอยล็อกกำไรหุ้นกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นแรง และกระจายไปยังกลุ่ม Healthcare และ Energy เพื่อกระจายความเสี่ยง ก่อนประชุม Fed ช่วงกลางเดือนกันยายนนี้
ทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย (Krungthai Chief Investment Office: CIO) วิเคราะห์ภาพรวมการลงทุนประจำสัปดาห์ 7–11 กันยายน 2569 ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในสัปดาห์ที่ผ่านมาค่อนข้างทรงตัว ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.1% และ Nasdaq เพิ่มขึ้น 0.4% ขณะที่ Dow Jones ลดลง 0.3% โดย
ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ยังแข็งแกร่งช่วยพยุงตลาด แต่ถูกกดดันจากราคาน้ำมันและ
ผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield)ที่สูงขึ้น ทำให้นักลงทุนยังเน้นเลือกลงทุนในบริษัทที่มีคุณภาพของกำไร (Earnings Quality) มากกว่าการเพิ่มความเสี่ยงในตลาดโดยรวม
ตลาดตราสารหนี้ และโภคภัณฑ์ บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับขึ้น 6.4 bps สู่ 4.78% ขณะที่บอนด์ยีลด์ไทยอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้น 8 bps สู่ 2.24% ส่วนราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI พุ่งขึ้นกว่า 7% และเกือบ 10% ตามลำดับ จากความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่ยังกระทบการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนราคาทองคำลดลง 0.6% จากดอลลาร์สหรัฐและ Bond Yield ที่แข็งค่าขึ้น สะท้อนว่า แรงกดดันจากการคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยของ Fed มีน้ำหนักมากกว่าความต้องการถือทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven)
กลยุทธ์การลงทุน Krungthai CIO ยังคงมุมมองหุ้นในระดับ Slightly Overweight หรือให้น้ำหนักมากกว่าตลาดเล็กน้อยในระยะกลาง แต่ในระยะสั้นแนะนำลดความเสี่ยงผ่านการ ปรับสมดุลพอร์ต โดยเฉพาะทยอยขายทำกำไรบางส่วน ในหุ้นที่ปรับตัวขึ้นแรงและมีความผันผวนสูง เช่น Technology, Semiconductor และ Power Grid เพื่อบริหารความเสี่ยงจากเหตุการณ์สำคัญ และระดับราคาหุ้น (Valuation) ที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่พอร์ตหลัก (Core Portfolio) ยังเน้นกระจายความเสี่ยง ส่วนพอร์ตเสริม(Satellite Portfolio) เพิ่มสัดส่วน Healthcare เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ต และใช้หุ้นกลุ่ม Energy ป้องกันความเสี่ยง รับมือราคาน้ำมันยังทรงตัวในระดับสูง
ด้าน Technology และ Semiconductor ยังคงมีมุมมองเชิงบวกในระยะยาวจากปัจจัยพื้นฐานและแนวโน้มการเติบโต แต่ระยะสั้นแนะนำถือครอง (Hold) และใช้จังหวะที่ราคาปรับฐานเป็นโอกาส Buy on Dip หรือทยอยเข้าซื้อเมื่อราคาปรับลดลง ขณะที่ตลาดหุ้นจีน A-Shares แนะนำลงทุนแบบ Selective โดยเน้นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของจีน
ส่วน “ทองคำ” ยังเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตในระยะยาว โดยมีแนวรับสำคัญที่ระดับ 4,300 และ 3,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่การลงทุนในตราสารหนี้แนะนำบริหาร Duration หรืออายุเฉลี่ยของกระแสเงินสดจากตราสารหนี้ ให้อยู่ในกรอบระยะสั้นถึงปานกลาง เพื่อให้พอร์ตมีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย
สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) รวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ โดยเฉพาะ PPI วันที่ 10 กันยายน และ CPI วันที่ 11 กันยายนนี้ ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินทิศทางเงินเฟ้อและดอกเบี้ยสหรัฐฯ ขณะที่คณะกรรมการ Fed อยู่ในช่วง Blackout Period ซึ่งเป็นช่วงที่กรรมการ Fed งดแสดงความคิดเห็นต่อทิศทางนโยบายการเงิน ก่อนการประชุม FOMC วันที่ 15–16 กันยายน 2569



