จับตาทิศทางทองคำ หากรีพับลิกันสูญเสียเสียงข้างมากในสภาคองเกรส

ฮั่วเซ่งเฮงชี้ หากการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ พรรครีพับลิกันสูญเสียเสียงข้างมากในสภาคองเกรส รัฐบาลทรัมป์อาจเผชิญกับข้อจำกัดด้านนโยบายมากขึ้น แต่เนื่องจากทองคำไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลแพ้ชนะของพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว ทั้งภาวะเงินเฟ้อ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์ จะเป็นตัวแปรสำคัญหลังเลือกตั้ง 3 พ.ย.นี้
การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 กำลังเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตามอง เนื่องจากอาจเปลี่ยนดุลอำนาจในสภาคองเกรส และส่งผลต่อความสามารถของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจและการคลังตลอดช่วง 2 ปีที่เหลือของวาระ ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน ต้นทุนการกู้ยืม และภาระหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่า แม้ผลการเลือกตั้งอาจสร้างความผันผวนให้กับราคาทองคำในระยะสั้น แต่ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงว่า พรรครีพับลิกันหรือเดโมแครตจะครองเสียงข้างมาก หากอยู่ที่ผลการเลือกตั้งจะเปลี่ยนทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ ความคาดหวังเงินเฟ้อ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์อย่างไร? ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อราคาทองคำในตลาดโลก
เลือกตั้งกลางเทอม จุดเปลี่ยนดุลอำนาจรัฐบาลทรัมป์
การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรสในช่วงกึ่งกลางวาระประธานาธิบดี โดยปีนี้จะมีการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครบทั้ง 435 ที่นั่ง และสมาชิกวุฒิสภาประมาณหนึ่งในสามของจำนวนทั้งหมด 100 ที่นั่ง ผลการเลือกตั้งจึงมีความสำคัญต่อการออกกฎหมาย การจัดสรรงบประมาณ และการดำเนินนโยบายของรัฐบาลในระยะต่อไป
ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดจาก Reuters/Ipsos และ CNN/SSRS สะท้อนภาพที่สอดคล้องกันว่า คะแนนนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ โดยผลสำรวจ Reuters/Ipsos พบว่า คะแนนนิยมของทรัมป์ลดลงเหลือเพียง 31% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในการดำรงตำแหน่งทั้งสองสมัย ขณะที่พรรคเดโมแครตมีคะแนนนำพรรครีพับลิกันถึง 12 จุด อยู่ที่ 47% ต่อ 35% เพิ่มขึ้นจากที่นำอยู่ 7 จุดเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ปัจจัยสำคัญมาจากความไม่พอใจต่อภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพ โดยผู้ตอบแบบสำรวจถึง 68% ไม่เห็นด้วยกับการบริหารเศรษฐกิจของทรัมป์
ขณะที่ผลสำรวจ CNN/SSRS พบว่า คะแนนนิยมของทรัมป์อยู่ที่ 32% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ CNN เริ่มสำรวจในประเด็นนี้ ส่วนพรรคเดโมแครตมีคะแนนนำพรรครีพับลิกัน 49% ต่อ 39% หรือ 10 จุด นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจเกือบ 8 ใน 10 คนต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทิศทางการเมืองของประเทศ และพรรคเดโมแครตยังมีคะแนนนำในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระถึง 15 จุด ผลสำรวจทั้งสองสำนักจึงสะท้อนว่า ความไม่พอใจต่อการบริหารเศรษฐกิจและค่าครองชีพกำลังเป็นแรงกดดันสำคัญต่อรัฐบาลทรัมป์ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการประเมินของประชาชนสหรัฐฯ บางส่วน ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ใช่ผลการเลือกตั้งที่ยืนยันแล้ว และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์
หากพรรครีพับลิกันสูญเสียเสียงข้างมากในสภาใดสภาหนึ่ง สหรัฐฯ อาจเข้าสู่ภาวะที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมีเสียงข้างมากต่างพรรคกัน ส่งผลให้การผลักดันกฎหมายด้านภาษีและงบประมาณต้องอาศัยการเจรจามากขึ้น แม้ประธานาธิบดียังคงมีอำนาจดำเนินนโยบายบางด้านผ่านฝ่ายบริหารก็ตาม
หากเดโมแครตชิงเสียงข้างมากได้ ทองคำจะได้รับผลอย่างไร?
ฮั่วเซ่งเฮงมองว่า หากพรรคเดโมแครตกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร หรือสามารถควบคุมได้ทั้งสองสภา รัฐบาลทรัมป์อาจเผชิญกับข้อจำกัดมากขึ้นในการผลักดันมาตรการด้านภาษีและการใช้จ่ายของภาครัฐที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส
ในระยะสั้น หากผลการเลือกตั้งนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองหรือความไม่แน่นอนในการจัดทำงบประมาณ นักลงทุนอาจเพิ่มการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งมีโอกาสสนับสนุนราคาทองคำ
ขณะเดียวกัน หากตลาดประเมินว่าดุลอำนาจใหม่จะช่วยจำกัดการขยายตัวของการขาดดุลงบประมาณ หรือลดความเสี่ยงจากนโยบายที่อาจเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์อาจมีโอกาสปรับลดลง ก็จะเป็นอีกปัจจัยที่เอื้อประโยชน์ต่อราคาทองคำ
อย่างไรก็ตาม หากผลการเลือกตั้งช่วยลดความกังวลของตลาดและเพิ่มความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นักลงทุนอาจกลับมาเพิ่มสัดส่วนการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง ทำให้ความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยลดลงได้เช่นกัน
หากพรรครีพับลิกันสามารถรักษาเสียงข้างมาก นโยบายเศรษฐกิจอาจเดินหน้าต่อเนื่อง
ในอีกด้านหนึ่ง หากพรรครีพับลิกันยังครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา รัฐบาลทรัมป์อาจมีความคล่องตัวมากขึ้นในการผลักดันกฎหมายด้านภาษี การลงทุน และการใช้จ่ายของภาครัฐ ซึ่งอาจช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ
แต่หากตลาดประเมินว่านโยบายดังกล่าวจะเพิ่มการขาดดุลงบประมาณ หรือกระตุ้นให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงนานกว่าคาด ก็อาจทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ทองคำเผชิญแรงกดดันในระยะสั้น เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
ในทางกลับกัน หากการดำเนินนโยบายเพิ่มความกังวลต่อภาระหนี้และความยั่งยืนทางการคลังของสหรัฐฯ นักลงทุนอาจเพิ่มการกระจายความเสี่ยงออกจากสินทรัพย์ที่อ้างอิงกับเงินดอลลาร์ ซึ่งมีโอกาสเป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการทองคำในระยะกลางถึงยาว
แนวโน้มทองคำหลังการเลือกตั้ง แนะจับตาเงินเฟ้อและตลาดพันธบัตร
ฮั่วเซ่งเฮงวิเคราะห์ว่า การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ อาจทำให้ราคาทองคำผันผวนในระยะสั้นตามการเปลี่ยนแปลงของความคาดหวังต่อนโยบายเศรษฐกิจ แต่ทิศทางที่ชัดเจนจะขึ้นอยู่กับการตอบสนองของตลาดการเงินหลังทราบผลการเลือกตั้ง
หากผลการเลือกตั้งช่วยลดความกังวลด้านเงินเฟ้อและฐานะการคลัง จนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเฉพาะอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงปรับตัวลดลง พร้อมกับค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า จะเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวนต่อการฟื้นตัวของราคาทองคำมากขึ้น
ในทางกลับกัน หากตลาดกังวลว่านโยบายหลังการเลือกตั้งจะเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อหรือทำให้รัฐบาลต้องกู้ยืมมากขึ้น จนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ราคาทองคำอาจต้องเผชิญกับแรงขายและความผันผวน แม้ความไม่แน่นอนทางการเมืองจะเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม
สำหรับระยะกลางถึงยาว ทองคำยังมีปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการกระจายทุนสำรองของธนาคารกลาง ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และความกังวลต่อฐานะการคลังของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ซึ่งอาจช่วยรองรับความต้องการทองคำ แม้ปัจจัยด้านดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์จะยังสร้างแรงกดดันเป็นระยะก็ตาม
ฮั่วเซ่งเฮงจึงมองว่า นักลงทุนไม่ควรตัดสินทิศทางทองคำจากผลแพ้ชนะของพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ควรติดตามนโยบายที่จะเกิดขึ้นจริงหลังการเลือกตั้ง ควบคู่กับทิศทางเงินเฟ้อ นโยบายการเงินของเฟด อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์ เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่กำหนดทิศทางทองคำอาจไม่ใช่เพียงว่า “พรรคใดครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส” แต่คือ “ดุลอำนาจใหม่จะเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และความเสี่ยงทางการคลังของสหรัฐฯ มากเพียงใด?”



