Low Calorie Lifestyle โอกาสสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจอาหารไทย

- Low Calorie Food ได้แรงหนุนจาก 1) วิกฤตโรคอ้วน 2) กระแส GLP-1 ที่กระตุ้นความใส่ใจด้านการควบคุมน้ำหนักและแคลอรี 3) เทคโนโลยีติดตามสุขภาพและวัดแคลอรี ที่เข้าถึงได้ง่าย และ 4) นโยบายภาครัฐที่มุ่งส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันและขับเคลื่อน Longevity Economy
- ตลาด Low Calorie Food ของไทย มีโอกาสเติบโตราว 2.6 เท่าภายในปี 2578 โดยกรณีฐานประเมินว่ามูลค่าตลาดจะเพิ่มจากประมาณ 651 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 เป็น 1,694 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเติบโตเฉลี่ย 10.0% ต่อปี โดย Segment ที่มีโอกาสสร้าง Value Growth สูง คือสินค้าภายใต้แนวคิด "Low Calorie + High Nutrition" โดยเฉพาะโปรตีนบาร์ และขนมขบเคี้ยวแคลอรีต่ำ
- Krungthai COMPASS มองว่าผู้ประกอบการควรมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านสินค้าโภชนาการสูง รสชาติดี ตอบโจทย์สุขภาพเฉพาะด้าน พร้อมลงทุนด้านนวัตกรรมและพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันท่ามกลางกระแสสุขภาพที่เติบโตต่อเนื่อง
หลายปีที่ผ่านมา กระแสการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเลือกอาหารไขมันต่ำ น้ำตาลต่ำ แต่กำลังยกระดับไปสู่การบริโภคเพื่อมีสุขภาพดีได้นานขึ้น ภายใต้เมกะเทรนด์ Longevity Economy ที่ให้ความสำคัญกับการเพิ่ม Healthspan หรือช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี ควบคู่ไปกับการมีอายุยืนขึ้น โดยเฉพาะเมื่อประชากรทั่วโลกกำลังเผชิญทั้งสังคมสูงวัย โรคอ้วน และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs มากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ความหมายของ Low Calorie Food เปลี่ยนไป จากเดิมที่ถูกมองเป็นตลาดเฉพาะของผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ปัจจุบันกำลังขยายสู่กลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการมีสุขภาพดีและอายุยืนยาวขึ้น ในบทความนี้จะชวนผู้อ่านมาทำความเข้าใจว่า “ทำไม Low Calorie Food จึงเป็นตลาดที่น่าจับตา และตลาดไทย มีโอกาสเติบโตในกลุ่มผลิตภัณฑ์ใดบ้าง?"
Low Calorie Food มี Segment อย่างไร
ตลาด Low Calorie Food แบ่งตามระดับความเข้มข้นของการดูแลสุขภาพและพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภค โดยกลุ่มแรก คือ สินค้า Zero-Calorie ซึ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการควบคุมพลังงานอย่างเคร่งครัด เช่น ผู้ทำ IF ผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ที่ต้องการลดน้ำตาลอย่างจริงจัง ขณะที่กลุ่ม Low Calorie และ Reduced-Calorie เป็นกลุ่มที่มีขนาดตลาดใหญ่ เพราะเป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญทั้งเรื่องสุขภาพ และรสชาติ แต่ได้รับพลังงานต่ำลง จึงสะท้อนว่า กลุ่มที่กล่าวมาข้างต้น สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ตั้งแต่กลุ่มดูแลสุขภาพทั่วไปไปจนถึงกลุ่มที่มีข้อจำกัดด้านสุขภาพโดยตรง ซึ่งสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายด้านโรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง



