กลุ่มบริษัทเอไอเอ แถลงผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 3 ของปี 2569
อัพเดทล่าสุด: 30 ต.ค. 2026
94 ผู้เข้าชม

ฮ่องกง, 30 ตุลาคม 2569 – กลุ่มบริษัทเอไอเอ (“บริษัท”) ประกาศผลประกอบการมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) สำหรับไตรมาสที่ 3 สิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 อัตราการเติบโตรายงานจากอัตราแลกเปลี่ยนคงที่
- มูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 คิดเป็น 4,627 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจที่รายงานผล ไม่รวมประเทศไทย
- มูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ในไตรมาสที่ 3 ลดลงร้อยละ 5 คิดเป็น 1,415 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนผลจากฐานเปรียบเทียบที่สูงเป็นพิเศษในช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมของปีก่อน ในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่
- กลุ่มบริษัทกลับมาสร้างการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ที่โดดเด่นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 25 ในเดือนกันยายน ทั้งนี้ คาดว่าแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่งจะต่อเนื่องไปในไตรมาส 4 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการกลับสู่ภาวะปกติของฐานเปรียบเทียบ
- ตามที่ได้ประกาศไว้ในการรายงานผลประกอบการระหว่างกาลปี 2569 เราคาดว่าจะสามารถสร้างอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้นของกำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษีต่อหุ้น (OPAT per share CAGR) ตั้งแต่ปี 2566 ถึงปี 2569 สูงกว่าเป้าหมายซึ่งกำหนดไว้ที่ร้อยละ 9 ถึง 11


นายหลี่ หยวน ซยอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัทเอไอเอ กล่าวว่า
“เอไอเอสร้างมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เติบโตร้อยละ 5 ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 แม้ว่าการเติบโตในไตรมาสที่ 3 จะได้รับผลกระทบจากฐานยอดขายที่อยู่ในระดับสูงเป็นพิเศษในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ในปีก่อน โดยมูลค่าธุรกิจใหม่ของกลุ่มบริษัทกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งในเดือนกันยายน ด้วยอัตราการเติบโตมากกว่าร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
“เรายังคงเห็นโอกาสการเติบโตที่น่าสนใจในทุกตลาดที่ดำเนินธุรกิจ โดยความต้องการผลิตภัณฑ์และโซลูชันด้านความคุ้มครอง สุขภาพ การออม และการวางแผนเพื่อการเกษียณอายุยังคงแข็งแกร่ง ขณะเดียวกัน เรายังคงลงทุนเพื่อเสริมสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน เพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว อีกทั้งพื้นฐานช่องทางตัวแทนยังคงแข็งแกร่ง โดยจำนวนตัวแทนที่มีผลงานอย่างต่อเนื่อง ตัวแทนใหม่ และผู้นำตัวแทนคนใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน พร้อมกับความร่วมมือที่แน่นแฟ้นมากขึ้นกับพันธมิตรธนาคารของเรา
“เราเข้าสู่ไตรมาสที่ 4 นี้ด้วยแรงส่งการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยยังคงเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการดำเนินธุรกิจในช่วงที่เหลือของปี และตามที่ได้ประกาศไว้ในการรายงานผลประกอบการระหว่างกาลปี 2569 เราคาดว่าจะสามารถสร้างอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ของกำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษี (OPAT) ต่อหุ้นได้สูงกว่าเป้าหมายที่ร้อยละ 9 ถึง 11 ในช่วงปี 2566 ถึง 2569 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเติบโตของธุรกิจใหม่ที่สร้างผลกำไรของเรา สามารถต่อยอดไปสู่การเติบโตของกำไรและการสร้างมูลค่าในระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้นต่อไป”
สรุปไตรมาสที่สาม
ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 กลุ่มบริษัทเอไอเอมีมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) อยู่ที่ 1,415 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ 5 โดยมีสาเหตุหลักจากผลการดำเนินงานที่ชะลอตัวในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ อย่างไรก็ตาม การเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ในตลาดอื่น ๆ ของกลุ่มบริษัทที่รายงาน ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 มีส่วนช่วยลดผลกระทบดังกล่าวได้บางส่วน ทั้งนี้ มูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ของกลุ่มบริษัทกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งในเดือนกันยายน โดยขยายตัวมากกว่าร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
เอไอเอ ฮ่องกง มีมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ในไตรมาสที่ 3 ลดลงร้อยละ 3 โดยมีสาเหตุหลักจากฐานยอดขายที่สูงเป็นพิเศษในเดือนกรกฎาคม 2568 อย่างไรก็ตาม มูลค่าธุรกิจใหม่กลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายนรวมกัน สามารถสร้างการเติบโตได้ร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตในทุกกลุ่มลูกค้าและทุกช่องทางการจัดจำหน่าย
กลุ่มลูกค้าในประเทศยังคงสร้างการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ในระดับที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องในไตรมาสที่ 3 จากการดำเนินกลยุทธ์การเติบโตของบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่กลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ บางส่วนยังคงชะลอการตัดสินใจซื้อ เนื่องจากการติดตามสถานการณ์และข่าวสารเกี่ยวกับการลงทุนในต่างประเทศอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ความต้องการโดยรวมยังคงแข็งแกร่ง โดยมูลค่าธุรกิจใหม่ในไตรมาสที่ 3 เติบโตในระดับเลขสองหลักยังคงสูงกว่าทุกไตรมาสของปี 2567
เอไอเอ ประเทศจีน รายงานมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ลดลงร้อยละ 33 ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 โดยมีสาเหตุหลักจากฐานเปรียบเทียบที่อยู่ในระดับสูงในปีก่อนหน้า อันเป็นผลจากการที่ลูกค้าเร่งตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ก่อนการปรับอัตราราคาทั่วทั้งอุตสาหกรรม ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 ทั้งนี้ ช่องทางตัวแทนสามารถกลับมาสร้างการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ได้อย่างโดดเด่นในเดือนกันยายน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากจำนวนตัวแทนที่มีผลงาน ทั้งตัวแทนปัจจุบันและตัวแทนใหม่ที่เพิ่มขึ้น และบริษัทคาดว่าแนวโน้มการเติบโตจะเร่งตัวขึ้นในไตรมาสที่ 4 สำหรับช่องทางการขายผ่านธนาคารมูลค่าธุรกิจใหม่ ลดลงในระดับเลขสองหลักเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งไตรมาส โดยมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ในเดือนกันยายนยังต่ำกว่าระดับของปีก่อนหน้าเพียงเล็กน้อย ในขณะเดียวกัน การเพิ่มขึ้นของสัดส่วนผลิตภัณฑ์ด้านความคุ้มครอง ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 46 ของมูลค่าธุรกิจใหม่ผ่านช่องทางตัวแทนได้ช่วยสนับสนุนให้อัตรากำไรของมูลค่าธุรกิจใหม่ปรับตัวสูงขึ้นในไตรมาสที่ 3
เอไอเอ ประเทศไทย มีมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เติบโตร้อยละ 9 ในไตรมาสที่ 3 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากทั้งช่องทางตัวแทนและช่องทางการขายผ่านธนาคาร สะท้อนความต้องการที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องสำหรับผลิตภัณฑ์คุ้มครองแบบดั้งเดิมและผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิต ลิงค์) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 93 ของมูลค่าธุรกิจใหม่ ในช่วงเวลาดังกล่าว นอกจากนี้ เอไอเอยังคงรักษาสถานะผู้นำตลาดในประเทศไทยอย่างแข็งแกร่ง ด้วยส่วนแบ่งตลาดมากกว่าร้อยละ 50 ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง และผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิต ลิงค์) อีกด้วย
เอไอเอ สิงคโปร์ สร้างการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ได้อย่างโดดเด่นถึงร้อยละ 22 ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากทั้งช่องทางพรีเมียร์ เอเจนซี่ และช่องทางพันธมิตร ขณะเดียวกันการให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องกับผลิตภัณฑ์ด้านการออมและการบริหารความมั่งคั่งสำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้สูง
และกลุ่มลูกค้าที่มีสินทรัพย์สูงทั้งในประเทศและต่างประเทศยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่จากผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิต ลิงค์) ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
เอไอเอ มาเลเซีย มีมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เติบโตร้อยละ 10 ในไตรมาสที่ 3 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากทั้งช่องทางพรีเมียร์ เอเจนซี่ และความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ด้านการขายผ่านพันธมิตรแบงก์แอสชัวรันส์กับ Public Bank Berhad ขณะเดียวกันการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ผ่านช่องทางตัวแทนยังคงเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2569 จากการสรรหาตัวแทนใหม่ที่แข็งแกร่งและประสิทธิภาพการดำเนินงานของตัวแทนที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กลุ่มตลาดอื่นของเรามีมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตที่แข็งแกร่งในอินเดีย ไต้หวัน (จีน) และเวียดนาม ทั้งนี้ Tata AIA Life ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของเราในประเทศอินเดีย ยังคงสร้างการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ได้อย่างโดดเด่นในทุกช่องทางการขาย สำหรับช่วง 3 เดือน สิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2569
โดยรวม อัตรากำไรของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB Margin) เพิ่มขึ้น 5.3 จุด เป็นร้อยละ 63.5 โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการปรับสัดส่วนในส่วนผสมของผลิตภัณฑ์และช่องทางการขายที่เอื้อประโยชน์ในจีนแผ่นดินใหญ่ ขณะที่เบี้ยประกันภัยรับปีแรก (ANP) ลดลงร้อยละ 13 มาอยู่ที่ 2,237 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีสาเหตุหลักจากผลการดำเนินงานในจีนแผ่นดินใหญ่ ขณะที่เบี้ยประกันภัยรับรวม (TWPI) เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 เป็น 12,892 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับอัตรากำไรของมูลค่าปัจจุบันของเบี้ยประกันภัยธุรกิจใหม่ (PVNBP) คงตัวอยู่ที่ร้อยละ 11 ทั้งนี้ ตามที่ได้ประกาศไว้ในผลการดำเนินงานระหว่างกาลของปี 2569 คาดว่าจะสามารถทำได้ดีกว่าเป้าหมายอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้นของกำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษีต่อหุ้น (OPAT per share CAGR) ตั้งแต่ปี 2566 ถึงปี 2569 สูงกว่าเป้าหมายซึ่งกำหนดไว้ที่ร้อยละ 9 ถึง 11
ภาพรวม
แม้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันจะส่งผลให้ตลาดทุนทั่วโลกมีความผันผวน แต่ปัจจัยพื้นฐานที่สนับสนุนการเติบโตของภูมิภาคยังคงแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างประชากรที่เอื้ออำนวย รายได้ของประชาชนที่เพิ่มขึ้น อัตราการเข้าถึงประกันภัยภาคเอกชนที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และความครอบคลุมของระบบสวัสดิการสังคมที่ยังมีจำกัด ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความต้องการผลิตภัณฑ์ประกันภัยให้กับบริษัทอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เอไอเอเชื่อมั่นว่าแนวโน้มการเติบโตในระยะยาวของธุรกิจยังคงโดดเด่น ด้วยความได้เปรียบในการแข่งขันที่แข็งแกร่ง การดำเนินธุรกิจที่กระจายตัวครอบคลุมหลากหลายตลาด และปัจจัยการเติบโตเชิงโครงสร้างที่สนับสนุนธุรกิจประกันชีวิตและสุขภาพในภูมิภาคเอเชีย โดยกลยุทธ์สำคัญของบริษัท คือการมุ่งใช้ประโยชน์จากโอกาสการเติบโตดังกล่าว เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจใหม่อย่างมีคุณภาพและสร้างผลกำไร อันจะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของผลประกอบการในอนาคต ความสามารถในการสร้างเงินทุนส่วนเกิน และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว
“เอไอเอสร้างมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เติบโตร้อยละ 5 ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 แม้ว่าการเติบโตในไตรมาสที่ 3 จะได้รับผลกระทบจากฐานยอดขายที่อยู่ในระดับสูงเป็นพิเศษในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ในปีก่อน โดยมูลค่าธุรกิจใหม่ของกลุ่มบริษัทกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งในเดือนกันยายน ด้วยอัตราการเติบโตมากกว่าร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
“เรายังคงเห็นโอกาสการเติบโตที่น่าสนใจในทุกตลาดที่ดำเนินธุรกิจ โดยความต้องการผลิตภัณฑ์และโซลูชันด้านความคุ้มครอง สุขภาพ การออม และการวางแผนเพื่อการเกษียณอายุยังคงแข็งแกร่ง ขณะเดียวกัน เรายังคงลงทุนเพื่อเสริมสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน เพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว อีกทั้งพื้นฐานช่องทางตัวแทนยังคงแข็งแกร่ง โดยจำนวนตัวแทนที่มีผลงานอย่างต่อเนื่อง ตัวแทนใหม่ และผู้นำตัวแทนคนใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน พร้อมกับความร่วมมือที่แน่นแฟ้นมากขึ้นกับพันธมิตรธนาคารของเรา
“เราเข้าสู่ไตรมาสที่ 4 นี้ด้วยแรงส่งการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยยังคงเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการดำเนินธุรกิจในช่วงที่เหลือของปี และตามที่ได้ประกาศไว้ในการรายงานผลประกอบการระหว่างกาลปี 2569 เราคาดว่าจะสามารถสร้างอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ของกำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษี (OPAT) ต่อหุ้นได้สูงกว่าเป้าหมายที่ร้อยละ 9 ถึง 11 ในช่วงปี 2566 ถึง 2569 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเติบโตของธุรกิจใหม่ที่สร้างผลกำไรของเรา สามารถต่อยอดไปสู่การเติบโตของกำไรและการสร้างมูลค่าในระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้นต่อไป”
สรุปไตรมาสที่สาม
ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 กลุ่มบริษัทเอไอเอมีมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) อยู่ที่ 1,415 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ 5 โดยมีสาเหตุหลักจากผลการดำเนินงานที่ชะลอตัวในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ อย่างไรก็ตาม การเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ในตลาดอื่น ๆ ของกลุ่มบริษัทที่รายงาน ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 มีส่วนช่วยลดผลกระทบดังกล่าวได้บางส่วน ทั้งนี้ มูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ของกลุ่มบริษัทกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งในเดือนกันยายน โดยขยายตัวมากกว่าร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
เอไอเอ ฮ่องกง มีมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ในไตรมาสที่ 3 ลดลงร้อยละ 3 โดยมีสาเหตุหลักจากฐานยอดขายที่สูงเป็นพิเศษในเดือนกรกฎาคม 2568 อย่างไรก็ตาม มูลค่าธุรกิจใหม่กลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายนรวมกัน สามารถสร้างการเติบโตได้ร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตในทุกกลุ่มลูกค้าและทุกช่องทางการจัดจำหน่าย
กลุ่มลูกค้าในประเทศยังคงสร้างการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ในระดับที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องในไตรมาสที่ 3 จากการดำเนินกลยุทธ์การเติบโตของบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่กลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ บางส่วนยังคงชะลอการตัดสินใจซื้อ เนื่องจากการติดตามสถานการณ์และข่าวสารเกี่ยวกับการลงทุนในต่างประเทศอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ความต้องการโดยรวมยังคงแข็งแกร่ง โดยมูลค่าธุรกิจใหม่ในไตรมาสที่ 3 เติบโตในระดับเลขสองหลักยังคงสูงกว่าทุกไตรมาสของปี 2567
เอไอเอ ประเทศจีน รายงานมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ลดลงร้อยละ 33 ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 โดยมีสาเหตุหลักจากฐานเปรียบเทียบที่อยู่ในระดับสูงในปีก่อนหน้า อันเป็นผลจากการที่ลูกค้าเร่งตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ก่อนการปรับอัตราราคาทั่วทั้งอุตสาหกรรม ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 ทั้งนี้ ช่องทางตัวแทนสามารถกลับมาสร้างการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ได้อย่างโดดเด่นในเดือนกันยายน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากจำนวนตัวแทนที่มีผลงาน ทั้งตัวแทนปัจจุบันและตัวแทนใหม่ที่เพิ่มขึ้น และบริษัทคาดว่าแนวโน้มการเติบโตจะเร่งตัวขึ้นในไตรมาสที่ 4 สำหรับช่องทางการขายผ่านธนาคารมูลค่าธุรกิจใหม่ ลดลงในระดับเลขสองหลักเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งไตรมาส โดยมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ในเดือนกันยายนยังต่ำกว่าระดับของปีก่อนหน้าเพียงเล็กน้อย ในขณะเดียวกัน การเพิ่มขึ้นของสัดส่วนผลิตภัณฑ์ด้านความคุ้มครอง ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 46 ของมูลค่าธุรกิจใหม่ผ่านช่องทางตัวแทนได้ช่วยสนับสนุนให้อัตรากำไรของมูลค่าธุรกิจใหม่ปรับตัวสูงขึ้นในไตรมาสที่ 3
เอไอเอ ประเทศไทย มีมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เติบโตร้อยละ 9 ในไตรมาสที่ 3 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากทั้งช่องทางตัวแทนและช่องทางการขายผ่านธนาคาร สะท้อนความต้องการที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องสำหรับผลิตภัณฑ์คุ้มครองแบบดั้งเดิมและผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิต ลิงค์) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 93 ของมูลค่าธุรกิจใหม่ ในช่วงเวลาดังกล่าว นอกจากนี้ เอไอเอยังคงรักษาสถานะผู้นำตลาดในประเทศไทยอย่างแข็งแกร่ง ด้วยส่วนแบ่งตลาดมากกว่าร้อยละ 50 ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง และผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิต ลิงค์) อีกด้วย
เอไอเอ สิงคโปร์ สร้างการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ได้อย่างโดดเด่นถึงร้อยละ 22 ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากทั้งช่องทางพรีเมียร์ เอเจนซี่ และช่องทางพันธมิตร ขณะเดียวกันการให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องกับผลิตภัณฑ์ด้านการออมและการบริหารความมั่งคั่งสำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้สูง
และกลุ่มลูกค้าที่มีสินทรัพย์สูงทั้งในประเทศและต่างประเทศยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่จากผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิต ลิงค์) ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
เอไอเอ มาเลเซีย มีมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เติบโตร้อยละ 10 ในไตรมาสที่ 3 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากทั้งช่องทางพรีเมียร์ เอเจนซี่ และความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ด้านการขายผ่านพันธมิตรแบงก์แอสชัวรันส์กับ Public Bank Berhad ขณะเดียวกันการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ผ่านช่องทางตัวแทนยังคงเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2569 จากการสรรหาตัวแทนใหม่ที่แข็งแกร่งและประสิทธิภาพการดำเนินงานของตัวแทนที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กลุ่มตลาดอื่นของเรามีมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตที่แข็งแกร่งในอินเดีย ไต้หวัน (จีน) และเวียดนาม ทั้งนี้ Tata AIA Life ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของเราในประเทศอินเดีย ยังคงสร้างการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ได้อย่างโดดเด่นในทุกช่องทางการขาย สำหรับช่วง 3 เดือน สิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2569
โดยรวม อัตรากำไรของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB Margin) เพิ่มขึ้น 5.3 จุด เป็นร้อยละ 63.5 โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการปรับสัดส่วนในส่วนผสมของผลิตภัณฑ์และช่องทางการขายที่เอื้อประโยชน์ในจีนแผ่นดินใหญ่ ขณะที่เบี้ยประกันภัยรับปีแรก (ANP) ลดลงร้อยละ 13 มาอยู่ที่ 2,237 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีสาเหตุหลักจากผลการดำเนินงานในจีนแผ่นดินใหญ่ ขณะที่เบี้ยประกันภัยรับรวม (TWPI) เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 เป็น 12,892 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับอัตรากำไรของมูลค่าปัจจุบันของเบี้ยประกันภัยธุรกิจใหม่ (PVNBP) คงตัวอยู่ที่ร้อยละ 11 ทั้งนี้ ตามที่ได้ประกาศไว้ในผลการดำเนินงานระหว่างกาลของปี 2569 คาดว่าจะสามารถทำได้ดีกว่าเป้าหมายอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้นของกำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษีต่อหุ้น (OPAT per share CAGR) ตั้งแต่ปี 2566 ถึงปี 2569 สูงกว่าเป้าหมายซึ่งกำหนดไว้ที่ร้อยละ 9 ถึง 11
ภาพรวม
แม้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันจะส่งผลให้ตลาดทุนทั่วโลกมีความผันผวน แต่ปัจจัยพื้นฐานที่สนับสนุนการเติบโตของภูมิภาคยังคงแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างประชากรที่เอื้ออำนวย รายได้ของประชาชนที่เพิ่มขึ้น อัตราการเข้าถึงประกันภัยภาคเอกชนที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และความครอบคลุมของระบบสวัสดิการสังคมที่ยังมีจำกัด ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความต้องการผลิตภัณฑ์ประกันภัยให้กับบริษัทอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เอไอเอเชื่อมั่นว่าแนวโน้มการเติบโตในระยะยาวของธุรกิจยังคงโดดเด่น ด้วยความได้เปรียบในการแข่งขันที่แข็งแกร่ง การดำเนินธุรกิจที่กระจายตัวครอบคลุมหลากหลายตลาด และปัจจัยการเติบโตเชิงโครงสร้างที่สนับสนุนธุรกิจประกันชีวิตและสุขภาพในภูมิภาคเอเชีย โดยกลยุทธ์สำคัญของบริษัท คือการมุ่งใช้ประโยชน์จากโอกาสการเติบโตดังกล่าว เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจใหม่อย่างมีคุณภาพและสร้างผลกำไร อันจะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของผลประกอบการในอนาคต ความสามารถในการสร้างเงินทุนส่วนเกิน และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว
ความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ
ตามที่ได้เปิดเผยไว้ก่อนหน้านี้ในรายงานผลประกอบการระหว่างกาลปี 2569 ตัวชี้วัดทางการเงินที่สำคัญของเอไอเอมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย ดังนั้น จากการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา เอไอเอประเมินว่า หากอัตราผลตอบแทนของอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นพร้อมกันทุกช่วงอายุอีก 50 จุดพื้นฐาน จะส่งผลให้มูลค่าธุรกิจรวมของกลุ่มบริษัท ลดลงเล็กน้อยเพียงร้อยละ 1 และส่งผลเชิงบวกในระดับเล็กน้อยต่ออัตราส่วนเงินกองทุนของผู้ถือหุ้นของกลุ่มบริษัท ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569
ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
เอไอเอรับเบี้ยประกันภัยส่วนใหญ่ในสกุลเงินท้องถิ่นของแต่ละประเทศที่ดำเนินธุรกิจ และบริหารจัดการให้สินทรัพย์และหนี้สินในสกุลเงินท้องถิ่นมีความสอดคล้องกันอย่างใกล้ชิด เพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน อย่างไรก็ตาม ในการจัดทำงบการเงินรวมของกลุ่มบริษัท ผลการดำเนินงานจะถูกรายงานในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ จึงอาจได้รับผลกระทบจากการแปลงค่าสกุลเงิน ทั้งนี้ บริษัทนำเสนออัตราการเติบโตและบทวิเคราะห์ผลการดำเนินงานบนฐานอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (Constant Exchange Rates: CER) เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่างอื่น เพื่อสะท้อนผลการดำเนินงานที่แท้จริงของธุรกิจได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
ตามที่ได้เปิดเผยไว้ก่อนหน้านี้ในรายงานผลประกอบการระหว่างกาลปี 2569 ตัวชี้วัดทางการเงินที่สำคัญของเอไอเอมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย ดังนั้น จากการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา เอไอเอประเมินว่า หากอัตราผลตอบแทนของอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นพร้อมกันทุกช่วงอายุอีก 50 จุดพื้นฐาน จะส่งผลให้มูลค่าธุรกิจรวมของกลุ่มบริษัท ลดลงเล็กน้อยเพียงร้อยละ 1 และส่งผลเชิงบวกในระดับเล็กน้อยต่ออัตราส่วนเงินกองทุนของผู้ถือหุ้นของกลุ่มบริษัท ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569
ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
เอไอเอรับเบี้ยประกันภัยส่วนใหญ่ในสกุลเงินท้องถิ่นของแต่ละประเทศที่ดำเนินธุรกิจ และบริหารจัดการให้สินทรัพย์และหนี้สินในสกุลเงินท้องถิ่นมีความสอดคล้องกันอย่างใกล้ชิด เพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน อย่างไรก็ตาม ในการจัดทำงบการเงินรวมของกลุ่มบริษัท ผลการดำเนินงานจะถูกรายงานในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ จึงอาจได้รับผลกระทบจากการแปลงค่าสกุลเงิน ทั้งนี้ บริษัทนำเสนออัตราการเติบโตและบทวิเคราะห์ผลการดำเนินงานบนฐานอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (Constant Exchange Rates: CER) เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่างอื่น เพื่อสะท้อนผลการดำเนินงานที่แท้จริงของธุรกิจได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
บทความที่เกี่ยวข้อง
ธนชาตประกันภัย จัดพิธีแสดงความอาลัยถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้
18 ธ.ค. 2025
บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์ค เดินหน้ายกระดับโครงการมิกซ์ยูสใจกลางกรุงเทพฯ สู่ “Global Urban Lifestyle Destination” ผ่านกลยุทธ์การ Curate
15 มิ.ย. 2026
บริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ KPI จัดแคมเปญ “KPI Go Green x Green Road” ร่วมกับ องค์กรวิสาหกิจ Green Road เพื่อสังคม ชวนพนักงานร่วมบริจาค ฝาขวดและถุงพลาสติกวิบวับ เพื่อนำไปรีไซเคิลและอัปไซเคิล
17 ส.ค. 2026



