แชร์

อินโดนีเซียโอกาสใหม่สำหรับผู้ประกอบการชิ้นส่วนรถยนต์ของไทย

อัพเดทล่าสุด: 1 ก.ย. 2025
248 ผู้เข้าชม

Key Highlights:

·     แม้อินโดนีเซียจะมีจุดแข็งในอุตสาหกรรมต้นน้ำด้านวัตถุดิบอย่างแร่นิกเกิลและอุตสาหกรรมกลางน้ำในส่วนของการผลิตเซลล์แบตเตอรี่ แต่ยังคงพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์และระบบอิเล็กทรอนิกส์สำคัญที่อยู่ในอุตสาหกรรมกลางน้ำ สำหรับป้อนการผลิตรถยนต์ EV ในประเทศ

·        ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ EV ที่ไทยยังมีส่วนแบ่งตลาดน้อยและมีศักยภาพในการแข่งขันไปยังอินโดนีเซีย เช่น เซมิคอนดักเตอร์ และเครื่องแปลงไฟฟ้า ขณะที่ต้องเร่งยกระดับศักยภาพการผลิตสินค้าอีกหลายกลุ่ม หากต้องการช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด เช่น วงจรรวมอิเล็กทรอนิกส์ มอเตอร์ไฟฟ้า อุปกรณ์ควบคุมและจ่ายไฟฟ้า ซึ่งหากไทยสามารถขยายส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มสินค้าข้างต้นได้เป็น 8%  จากเดิม 2% จะช่วยดันให้มูลค่าส่งออกในสินค้ากลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเป็นราว 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกันไทยควรรักษาส่วนแบ่งตลาดในสินค้าที่มีการส่งออกไปยังอินโดนีเซียในระดับสูงแต่เริ่มสูญเสียส่วนแบ่งตลาด เช่น ส่วนประกอบและอุปกรณ์รถยนต์ ยางรถยนต์ และวงจรไฟฟ้า

·        Krungthai COMPASS แนะนำภาครัฐควรเร่งส่งเสริม R&D พัฒนาแรงงานเฉพาะทาง ในสินค้าที่ไทยยังแข่งขันได้จำกัด รวมถึง Smart Auto Parts ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต สนับสนุนการลงทุนในเทคโนโลยีผ่านสิทธิประโยชน์ต่างๆ ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ ขณะที่ผู้ประกอบการไทยควรเร่งยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและหาโอกาสขยายบทบาทในห่วงโซ่อุปทาน EV อินโดนีเซีย รวมทั้งประเทศอื่นๆ ที่มีศักยภาพในการขยายส่วนแบ่งตลาด

อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ไปสู่ระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า (EV) อย่างรวดเร็ว ทั้งจากแรงผลักด้านสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และแรงดึงจากนโยบายสนับสนุนของภาครัฐทั่วโลก ภูมิภาคอาเซียนเองก็กำลังก้าวเข้าสู่กระแสนี้ โดยไทยและอินโดนีเซียนับเป็นสองประเทศหลักที่ได้รับการจับตามองในฐานะฐานการผลิตยานยนต์สำคัญของภูมิภาค

ขณะนี้อินโดนีเซียกำลังพัฒนาฐานการผลิตรถยนต์ EV ภายในประเทศ โดยมีเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางการผลิต EV แห่งหนึ่งของภูมิภาค อย่างไรก็ตาม อินโดนีเซียยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนสำคัญจำนวนมาก เนื่องจากโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศยังไม่สมบูรณ์ ช่องว่างดังกล่าวจึงกลายเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ผลิตชิ้นส่วนจากไทย ซึ่งมีความแข็งแกร่งในด้านนี้อยู่แล้ว สามารถเข้าไปมีบทบาทในการขยายตลาดจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของอินโดนีเซียได้ เป็นหนึ่งในแนวทางการกระจายความเสี่ยงจากตลาดส่งออกหลัก ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการค้าโลกและมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยในระยะข้างหน้า

บทความฉบับนี้ Krungthai COMPASS จึงอยากชวนผู้อ่านมาติดตามพัฒนาการในอุตสาหกรรมยานยนต์ EV ของอินโดนีเซีย ผ่านการวิเคราะห์ภาพของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมรถยนต์ EV โดยเน้นในกลุ่มรถยนต์ EV 100% หรือ Battery Electric Vehicle (BEV) เป็นหลัก เพื่อประเมินโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ EV ไปยังอินโดนีเซีย

อินโดนีเซียกับเป้าหมายในการเป็นผู้นำอุตสาหกรรม    การผลิตยานยนต์ EV ของอาเซียน

อินโดนีเซียนับเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการผลิตยานยนต์ของอาเซียน โดยผลิตรถยนต์ได้มากเป็นอันดับ 2 ของอาเซียนรองจากไทย มียอดการผลิตกว่า 1.2 ล้านคันในปี 2024 ขณะเดียวกันยังเป็นผู้ผลิตรถจักรยานยนต์อันดับ 1 ของภูมิภาค ด้วยยอดการผลิตราว 7 ล้านคัน/ปี ซึ่งส่วนใหญ่มากกว่า 90% รองรับความต้องการภายในประเทศ ด้านมูลค่าการส่งออก อินโดนีเซียครองอันดับ 2 ของอาเซียนทั้งในส่วนของรถยนต์และจักรยานยนต์มีมูลค่าส่งออกรวมกันราว 7.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 ซึ่งอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในฐานการผลิตที่สำคัญของค่ายรถยนต์ระดับโลก เช่น Toyota, Honda, Mitsubishi Motors และ Hyundai เป็นต้น

เมื่อปี 2019 อินโดนีเซียเริ่มประกาศนโยบายส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ EV อย่างเป็นทางการ โดยมีการอนุมัติและบังคับใช้กฎหมายสำคัญคือ Presidential Regulations 55/2019 Regulation of Acceleration for BEV Development ที่กำหนดแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรม หน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง และนิยามยานยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ รวมถึงประกาศใช้ Regulation of LCEV Minister Degree No.36/2022 ที่กำหนดมาตรฐานของยานยนต์คาร์บอนต่ำ เพื่อเป็นมาตรฐานสำหรับการพัฒนารถยนต์ EV ราคาประหยัดสำหรับใช้งานในประเทศ ทั้งนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียได้ตั้งเป้าหมายที่จะมีรถยนต์ EV จำนวน 2 ล้านคัน และรถจักรยานยนต์ EV 12 ล้านคัน รวมทั้งมีเป้าหมายการผลิตรถยนต์ EV 6 แสนคัน/ปี และรถจักรยานยนต์ EV 2.5 ล้านคัน/ปี ภายในปี 2030

ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้มีการออกมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมรถยนต์ EV ทั้งในแง่ของสนับสนุนการผลิต เช่น การให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีนำเข้าแก่ผู้ผลิตที่มีการลงทุนในประเทศ การกำหนดสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (% TKDN) ขั้นต่ำ 40% สำหรับรถยนต์ EV เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ ตลอดจนการส่งเสริมการจัดตั้งโรงงานผลิตแร่สำคัญและแบตเตอรี่ในประเทศ เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานครบวงจร และส่วนของมาตรการสนับสนุนการบริโภค เช่น การลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับรถยนต์ EV ที่มีสัดส่วน TKDN ตามเกณฑ์ รวมถึงการยกเว้นภาษีสรรพสามิตในบางกรณี เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้รถยนต์ EV มากขึ้น

หลายภาคส่วนมองว่าอินโดนีเซียมีศักยภาพในการเป็นหนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์ EV ของอาเซียน เช่น Arthur D. Little (ADL) ระบุในรายงาน Unleashing Indonesias electric mobility potential1 ว่าอินโดนีเซียไม่เพียงเป็นหนึ่งในตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน แต่ยังมีจุดแข็งด้านทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะแร่นิกเกิลซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับแบตเตอรี่ Lithium-ion ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายเชิงรุก พร้อมมาตรการจูงใจนักลงทุน ทำให้อินโดนีเซียมีความพร้อมในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ EV ของภูมิภาคในระยะยาว เช่นเดียวกันกับ PwC Indonesia ที่ระบุในรายงาน The Road Ahead: Indonesia's Electric Vehicle Readiness and Consumer Insights 20242 ว่าตลาดรถยนต์ EV ของอินโดนีเซียมีแนวโน้มขยายตัวจากการสนับสนุนของภาครัฐ ประชากรชนชั้นกลางที่เติบโต และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มหันมาสนใจทางเลือกที่ยั่งยืนมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้ระดับกลางถึงสูงในเมืองใหญ่ อย่างไรก็ตาม ทั้ง ADL และ PwC ต่างมองว่า อินโดนีเซียยังต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีชาร์จ โครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า รวมทั้งต้องมีแนวนโยบายสนับสนุนที่ชัดเจน สม่ำเสมอ พร้อมกับการสื่อสารในวงกว้างกับนักลงทุนและผู้บริโภค เพื่อให้ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมรถยนต์ EV เติบโตอย่างยั่งยืน

1 Unleashing Indonesias electric mobility potential (2023)

2 The Road Ahead: Indonesia's Electric Vehicle Readiness and Consumer Insights 2024

เจาะลึกห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมรถยนต์ EV ของอินโดนีเซีย

เพื่อให้เห็นภาพพัฒนาการอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ EV ของอินโดนีเซีย สามารถแบ่งโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

ต้นน้ำ (Upstream): อุตสาหกรรมการทำเหมือง แปรรูปแร่ และการผลิตวัสดุแบตเตอรี่

อินโดนีเซียนับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพในการเป็นผู้ผลิตต้นน้ำของอุตสาหกรรมรถยนต์ EV ทั้งการทำเหมือง การแปรรูปแร่ และการผลิตวัสดุแบตเตอรี่ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมรถยนต์ EV   จากหลายปัจจัยสนับสนุน ได้แก่

1) ความอุดมสมบูรณ์ของแร่นิกเกิลในประเทศ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตแบตเตอรี่ Lithium-ion ชนิด NMC (Lithium Nickel Manganese Cobalt Oxide) ที่ใช้อย่างแพร่หลายในรถยนต์ EV ทั่วโลก จากข้อมูลของ U.S. Geological Survey (USGS) ระบุว่า ปัจจุบันอินโดนีเซียมีปริมาณแร่นิกเกิลสำรองที่ใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ที่ 55 ล้านตัน คิดเป็น 42% ของปริมาณสำรองทั่วโลก

2) การผลักดันนโยบายเชิงรุกของภาครัฐ โดยรัฐบาลอินโดนีเซียดำเนินนโยบายห้ามส่งออกแร่นิกเกิลดิบอีกครั้งในปี 2020 เพื่อกดดันให้เกิดการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มมูลค่าในประเทศ แต่ยังส่งเสริมให้เกิดการลงทุนจากต่างชาติ

3) เทคโนโลยีการสกัดแร่นิกเกิลจากแร่เกรดต่ำ หรือ High-Pressure Acid Leach (HPAL) เป็นเทคโนโลยีสำคัญ    ที่ทำให้อินโดนีเซียสามารถแปรรูปแร่นิกเกิลเกรดต่ำให้กลายเป็นวัตถุดิบในการผลิตเซลล์แบตเตอรี่ที่สำคัญอย่าง Nickel Sulfate ได้ ก่อนที่จะนำไปใช้ในการผลิตแบตเตอรี่ Lithium-ion ชนิด NMC ต่อไป โดยปัจจุบันอินโดนีเซียมีโรงงาน HPAL แล้ว 4 แห่ง มีกำลังการผลิตรวม 4.8แสนตัน/ปี และมีแผนลงทุนเพิ่มอีก 6 แห่งภายในปี 2027 ซึ่งจะเพิ่มกำลังการผลิต Nickel Sulfate ของอินโดนีเซีย ได้ราว 4.5 แสนตัน/ปี และคาดว่าจะทำให้อินโดนีเซียมีส่วนแบ่งตลาดนิกเกิลเกรดแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นจากประมาณ 30% เป็น 60% ภายในปี 2030

กลางน้ำ (Midstream): อุตสาหกรรมการผลิตเซลล์แบตเตอรี่ (รวมการประกอบโมดูลและแพ็คแบตเตอรี่) การผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ (รวมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์)

อินโดนีเซียนับว่ามีศักยภาพในอุตสาหกรรมการผลิตเซลล์แบตเตอรี่ โดยเฉพาะแบตเตอรี่ Lithium-ion ชนิด NMC เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมต้นน้ำและการลงทุนของผู้เล่นระดับโลก ซึ่งอาจเป็นปัจจัยดึงดูดการลงทุนต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมการประกอบโมดูลและแพ็คแบตเตอรี่ โดยในช่วงที่ผ่านมาอินโดนีเซียมีเม็ดเงินลงทุนในโครงการผลิตเซลล์แบตเตอรี่อย่างน้อย 7.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคาดว่าจะทำให้อินโดนีเซีย      มีกำลังการผลิตเซลล์แบตเตอรี่ สำหรับใช้ในการผลิตแบตเตอรี่ Lithium-ion ชนิด NMC อยู่ที่ราว 75 GWh/ปี หรือรองรับการผลิตรถยนต์ EV ได้มากกว่า 1 ล้านคัน/ปี3 ภายในปี 2028

แม้ว่าอินโดนีเซียจะมีจุดแข็งในอุตสาหกรรมต้นน้ำและอุตสาหกรรมกลางน้ำในส่วนของการผลิตเซลล์แบตเตอรี่ แต่ในส่วนของอุตสาหกรรมกลางน้ำอย่างการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ EV และระบบอิเล็กทรอนิกส์สำคัญยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและยังต้องพึ่งพาการนำเข้า โดยอินโดนีเซียพึ่งเริ่มมีการผลิตรถยนต์ EV ในปี 2022 ซึ่งช่วงปี 2021-2024 อินโดนีเซียมีมูลค่านำเข้าสินค้ากลุ่มชิ้นส่วนรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์เติบโตเฉลี่ยสูงถึง 10% (CAGR) โดยเฉพาะกลุ่มสินค้ายางรถยนต์ ระบบขับเคลื่อนและแปลงพลังงาน รวมถึงไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 21% 11% และ 10% (CAGR) ตามลำดับ สอดคล้องกับบทสัมภาษณ์ของนาย Kukuh Kumara เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์อินโดนีเซีย (GAIKINDO) เมื่อวันที่ 15 มิถุยายนที่ผ่านมา4 ที่กล่าวว่า การสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรม EV ที่สมบูรณ์นั้นจำเป็นต้องมีองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน ได้แก่ แบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า และชิปเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งปัจจุบันอินโดนีเซียยังคงต้องนำเข้ามอเตอร์ไฟฟ้า รวมทั้งชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่สำคัญสำหรับระบบรถยนต์ EV เนื่องจากการผลิตในประเทศยังมีข้อจำกัด

รัฐบาลอินโดนีเซียได้กำหนดนโยบาย TKDN (Tingkat Komponen Dalam Negeri) เพื่อส่งเสริมให้มีการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ EV และอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญในประเทศ โดยเป็นการกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำของการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศของการผลิตรถยนต์ EV (% TKDN) โดยปัจจุบันรถยนต์ EV ที่ผลิตในประเทศและมีสัดส่วน TKDN 40% ขึ้นไป จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยรัฐบาลอินโดนีเซียได้กำหนดแผนยกระดับสัดส่วน TKDN สำหรับชิ้นส่วนหลักของรถยนต์ EV ให้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 50% ภายในปี 2029 และไม่ต่ำกว่า 60% ตั้งแต่ปี 2030 เป็นต้นไป

3 ประมาณการรถ EV 1 คัน มีความจุแบตเตอรี่ Lithium-ion ชนิด NMC เฉลี่ย 70 kWh อ้างอิงจาก Institute of Electrical and Electronics Engineers (IEEE)

4 Partnerships with countries experienced in EV development essential, says Indonesian business leader

ปลายน้ำ (Downstream): อุตสาหกรรมการประกอบรถยนต์ EV

อุตสาหกรรมการประกอบรถยนต์ EV ของอินโดนีเซียเติบโตสูงในช่วงปี 2022-2024 สะท้อนจากปริมาณการผลิตรถยนต์นั่ง EV ที่เติบโตเฉลี่ยสูงถึง 42% (CAGR) โดยจนถึงปัจจุบันอินโดนีเซียมีปริมาณการผลิตรถยนต์นั่ง EV สะสมอยู่ที่ราว 56,000 คัน อีกทั้งยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากการเข้ามาสร้างฐานการผลิตรถยนต์ EV ในอินโดนีเซียของบริษัทต่างชาติ ซึ่งทยอยเริ่มสายการผลิตหรือประกาศลงทุนในช่วงปี 20222026 ด้วยกำลังการผลิตรวมไม่ต่ำกว่า 5 แสนคัน/ปี อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมการประกอบรถยนต์ EV ยังมีช่องว่างอีกมากสำหรับการเร่งการผลิตเชิงพาณิชย์ และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อเข้ามาเสริมระบบนิเวศของอุตสาหกรรมรถยนต์ EV ข้อมูลจาก EVWire ระบุว่า ในปี 2024 อินโดนีเซียมียอดขายรถยนต์ EV อยู่ที่ราว 4 หมื่นคัน หากเทียบกับปริมาณการผลิตในปีเดียวกันสะท้อนว่าปัจจุบันรถยนต์ EV กว่าครึ่งที่ขายในอินโดนีเซียมาจากการนำเข้าจากต่างประเทศ อีกทั้ง หากพิจารณาจากระดับการผลิตที่เกิดขึ้นจริง ณ ปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ำกว่าศักยภาพที่มีและต่ำกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้มาก

ทั้งนี้ จากการที่รัฐบาลกำหนดสัดส่วน TKDN สำหรับการประกอบรถยนต์ EV อยู่ที่ 30% ในปี 2029 และปรับลดลงเหลือ 20% ในปี 2030 ขณะที่กำหนดสัดส่วน TKDN ของการผลิตชิ้นส่วนหลักของรถยนต์ EV ในระดับที่สูงกว่า สะท้อนให้เห็นทิศทางของนโยบายว่ารัฐบาลอินโดนีเซียต้องการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในต้นน้ำและกลางน้ำของห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะการผลิตชิ้นส่วนสำคัญภายในประเทศ แทนที่จะพึ่งพาเพียงการนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบ เพื่อให้อุตสาหกรรมยานยนต์ EV ของอินโดนีเซียเติบโตอย่างเข้มแข็งในระยะยาว

วิเคราะห์จุดแข็งและโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ EV ไปยังอินโดนีเซีย

ประเทศไทยนับเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์รายใหญ่ของโลก และยังเป็นฐานการผลิตอิเล็ก-ทรอนิกส์สำหรับรถยนต์ โดยในบรรดาชิ้นส่วนรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่ไทยส่งออกนั้น บางส่วนยังเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของรถยนต์ EV5 ไม่ว่าจะเป็นส่วนประกอบและอุปกรณ์รถยนต์ ยางรถยนต์ ระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น อุปกรณ์ควบคุมและจ่ายไฟไฟฟ้า แผงวงจรไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ และวงจรรวมอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงระบบขับเคลื่อนและแปลงพลังงาน เช่น เครื่องแปลงไฟฟ้า และมอเตอร์ไฟฟ้ารวมทั้งชิ้นส่วน โดยในปี 2024 ประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าเหล่านี้กว่า 3.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ       คิดเป็น 11% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมดของไทย

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2021-ปัจจุบัน มีเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ EV ของไทยอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากการขอรับส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment: BOI) สะสมอยู่ที่ 135 โครงการ คิดเป็นมูลค่าอยู่ที่ราว 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมทั้งการลงทุนทั้งในด้านการผลิตรถยนต์ EV และชิ้นส่วน รวมทั้งชิ้นส่วนแบตเตอรี่ ซึ่งการลงทุนเหล่านี้จะช่วยเสริมศักยภาพให้ไทยสามารถพัฒนาอุตสาหกรรม EV ได้อย่างครบวงจรมากขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ EV ในประเทศรวมถึงตลาดส่งออก

Krungthai COMPASS ประเมินโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ EV ไปยังอินโดนีเซีย จากการที่อินโดนีเซียยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าในกลุ่มนี้ โดยพิจารณาสินค้าในกลุ่มชิ้นส่วนรถยนต์ที่สามารถใช้กับรถยนต์ EV ซึ่งไทยมีการส่งออกในระดับสูงอยู่แล้ว และสินค้าในกลุ่มระบบจัดเก็บพลังงานอย่างแบตเตอรี่ Lithium-ion ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของรถยนต์ EV จาก 2 ปัจจัยคือ 1) ความต้องการนำเข้าสินค้ากลุ่มชิ้นส่วนรถยนต์ EV ของอินโดนีเซีย ซึ่งสะท้อนจากอัตราการเติบโตของมูลค่าการนำเข้าในช่วงปี 2021-2024 (CAGR) และ 2) ช่องว่างส่วนแบ่งตลาดของไทย สะท้อนจากส่วนแบ่งตลาดของสินค้าไทยต่อการนำเข้าทั้งหมดของอินโดนีเซียที่ยังต่ำกว่า 8% ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยส่วนแบ่งของสินค้าไทยในตลาดนำเข้าของอินโดนีเซียของกลุ่มสินค้าที่พิจารณาทั้งหมด ช่วงปี 2021-2024

5 บางกลุ่มสินค้าสามารถใช้ได้ในหลายอุตสาหกรรม

ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสในการส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ EV ไปยังอินโดนีเซียในหลายกลุ่มสินค้า แบ่งเป็น

1) กลุ่มสินค้าที่ยังมีช่องว่างส่วนแบ่งตลาดและไทยมีศักยภาพในการส่งออก ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ และเครื่องแปลงไฟฟ้า โดยเป็นสินค้าที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดในการนำเข้าของอินโดนีเซียเฉลี่ยเพียง 5% และ 1% ตามลำดับ (ปี 2021-2024) โดยในปี 2024 อินโดนีเซียมีมูลค่าการนำเข้าสินค้าไทยทั้ง 2 กลุ่มนี้อยู่ที่ 39.4 และ 5.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ ซึ่งไทยมีศักยภาพในการเป็นผู้ส่งออกสินค้าทั้ง 2 ชนิดนี้ สะท้อนจากการที่ไทยมีค่าความได้เปรียบเชิงสัมพัทธ์ (Relative Comparative Advantage: RCA) มากกว่า 16 เนื่องจาก ไทยมีฐานการผลิตอุปกรณ์ดังกล่าวของ
แบรนด์ชั้นนำของโลก เช่น Siemens Schneider และ onsemi เป็นต้น

2) กลุ่มสินค้าที่ยังมีช่องว่างส่วนแบ่งตลาด แต่ไทยยังต้องเร่งยกระดับศักยภาพ เพื่อให้สามารถแข่งขันกับผู้ส่งออกประเทศอื่น ได้แก่ วงจรรวมอิเล็กทรอนิกส์ มอเตอร์ไฟฟ้า อุปกรณ์ควบคุมและจ่ายไฟฟ้า และแบตเตอรี่ Lithium-ion โดยวงจรรวมอิเล็กทรอนิกส์ มอเตอร์ไฟฟ้า อุปกรณ์ควบคุมและจ่ายไฟฟ้า เป็นสินค้าที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดในการนำเข้าของอินโดนีเซียเฉลี่ยเพียง 2% 2% และ 1% ตามลำดับ (ปี 2021-2024) โดยในปี 2024 อินโดนีเซียมีมูลค่าการนำเข้าสินค้าไทยทั้ง 3 กลุ่มนี้อยู่ที่ 49.8, 2 และ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ นอกจากนี้ ไทยแทบจะไม่มีการส่งออกแบตเตอรี่ Lithium-ion ไปยังอินโดนีเซีย ซึ่งไทยควรเร่งเสริมความสามารถในการแข่งขัน เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดของสินค้าเหล่านี้จากผู้ส่งออกประเทศอื่น เนื่องจากปัจจุบันไทยยังมีค่า RCA ต่ำกว่า 16 อย่างไรก็ตาม สำหรับแบตเตอรี่ Lithium-ion ถือเป็นอุตสาหกรรมที่ไทยเพิ่งเริ่มต้นพัฒนาและกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุน ซึ่งอาจเป็นแรงผลักดันสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการผลิตให้ตอบโจทย์ความต้องการภายในประเทศและต่อยอดสู่ตลาดส่งออกในอนาคต โดยเฉพาะแบตเตอรี่ Lithium-ion ชนิด LFP (Lithium Iron Phosphate) ที่เป็นอีกหนึ่งในเทคโนโลยีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในรถยนต์ EV อีกทั้ง LFP ยังเป็นเทคโนโลยีคนละแบบกับแบตเตอรี่ประเภท NMC ที่รัฐบาลอินโดนีเซียมุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศ

6 RCA คำนวณจากมูลค่าการส่งออกไป 2024

ในปี 2024 สินค้าทั้ง 2 กลุ่มของไทยมีส่วนแบ่งในตลาดสินค้านำเข้าของอินโดนีเซียประมาณ 2% คิดเป็นมูลค่า 98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการประเมินเบื้องต้นหากไทยสามารถขยายส่วนแบ่งตลาดได้เป็น 8% ซึ่งเท่ากันกับค่าเฉลี่ยส่วนแบ่งของสินค้าไทยในตลาดนำเข้าของอินโดนีเซียของกลุ่มสินค้าที่พิจารณาทั้งหมด จะส่งผลให้มูลค่าการส่งออกของไทยในสินค้า 2 กลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเป็น 490.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงอยู่ที่การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยเพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาดจากประเทศคู่แข่ง ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาเทคโนโลยี การยกระดับมาตรฐานสินค้า และการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในสินค้าที่มีโอกาส ไทยควรให้ความสำคัญกับการรักษาส่วนแบ่งตลาดในสินค้าที่มีการส่งออกไปยังอินโดนีเซียในระดับสูงอยู่แล้ว เช่น ส่วนประกอบและอุปกรณ์รถยนต์ ยางรถยนต์ และแผงวงจรไฟฟ้า ซึ่งอินโดนีเซียมีแนวโน้มนำเข้าสินค้าเหล่านี้เพิ่มขึ้นในช่วงปี 2021-2024 โดยเฉพาะการนำเข้าจากประเทศจีนที่พบว่ามีอัตราการเติบโต

ของมูลค่าการนำเข้าในระดับสูง และสินค้านำเข้าจากจีนเหล่านี้ก็มีส่วนแบ่งในตลาดนำเข้าของอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ขณะที่ไทยเริ่มสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในสินค้ากลุ่มเดียวกันนี้ ทั้งนี้ มาตรการภาษีของสหรัฐฯ อาจผลักดันให้สินค้าจีนไหลเข้าสู่อินโดนีเซียมากขึ้น ซึ่งอาจซ้ำเติมการสูญเสียส่วนแบ่งตลาดของสินค้าไทยในระยะถัดไป

ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งชิ้นส่วนรถยนต์เป็นสินค้าที่มีโอกาสได้รับความเสี่ยงโดยตรงจาก Sectoral Tariff จากการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ค่อนข้างสูง7 แม้จะมีสินค้าหลายรายการของกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และวงจรรวมอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกยกเว้นการเรียกเก็บภาษีจากสหรัฐฯ8  แต่ก็เป็นการยกเว้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น ผู้ประกอบการไทยจึงควรมองหาตลาดส่งออกทางเลือกที่มีศักยภาพเติบโต เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงจากตลาดหลัก ซึ่งอินโดนีเซียนับเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกที่ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในสินค้าชิ้นส่วนรถยนต์ EV และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังมีความต้องการนำเข้าและไทยยังมีโอกาสในการขยายตลาดในหลายกลุ่มสินค้า

7 อ่านเพิ่มเติมได้ที่ สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ 25% กระทบอุตฯ ยานยนต์ไทยแค่ไหน ?

8 อ้างอิงจาก ANNEX II และ UPDATED GUIDANCE Reciprocal Tariff Exclusion for Specified Products

Recommendation

ภาครัฐควรมีบทบาทหลักในการยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ไทย เช่น

1) ส่งเสริมการลงทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) รวมทั้งจัดโครงการพัฒนาทักษะแรงงาน ในอุตสาหกรรมเฉพาะทาง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่ไทยมีช่องว่างส่วนแบ่งตลาดแต่ยังแข่งขันได้จำกัด รวมทั้งกลุ่ม Smart Auto Parts ซึ่งเป็นชิ้นส่วนยานยนต์อัจฉริยะที่รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ EV และเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ ระบบเซนเซอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และระบบควบคุมอัจฉริยะ ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ เป็นต้น เพื่อผลักดันผู้ประกอบการไทยสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลกในฐานะผู้ผลิตชิ้นส่วนอัจฉริยะที่แข่งขันได้ ซึ่งการพัฒนาสินค้าเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยการลงทุนด้าน R&D อย่างต่อเนื่องและบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิศวกรรมและดิจิทัล

2) สนับสนุนการลงทุนในเครื่องจักรและยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม โดยอาจพิจารณาสิทธิประโยชน์      ทางภาษี ควบคู่กับการกำหนดเงื่อนไขพิเศษเกี่ยวกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อสนับสนุนให้เกิดการลงทุนควบคู่ไปกับการยกระดับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ในประเทศ รวมถึงสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ โดยอาศัยความร่วมมือกับสถาบันการเงิน

3) สนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศ ในแง่ของการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีที่ทันสมัยและถ่ายทอดองค์ความรู้ รวมทั้งการสร้างความร่วมมือทางการค้าและข้อตกลงทางภาษีที่จะเป็นแต้มต่อให้กับผู้ส่งออกไทย ทั้งกับอินโดนีเซีย รวมทั้งประเทศอื่นๆ ที่มีศักยภาพในการเป็นตลาดส่งออกใหม่ของไทย

ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไทย ควรเร่งยกระดับมาตรฐานและประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าให้สามารถแข่งขันกับผู้ส่งออกรายอื่นได้ โดยควรเน้นการลงทุนในเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ทันสมัย นอกจากนี้ อาจมีการรวมกลุ่มกันในผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและมองหาโอกาสเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานของอินโดนีเซีย โดยในระยะยาวอาจมองหาโอกาสในการร่วมทุนหรือการตั้งฐานการผลิตในอินโดนีเซีย เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อข้อกำหนดสัดส่วน TKDN ที่จะเข้มงวดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังรวมถึงประเทศอื่นๆ ที่ไทยมีศักยภาพในการขยายส่วนแบ่งตลาด นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรติดตามข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายการค้าของต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนและบริหารความเสี่ยงท่ามกลางการค้าโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนระดับสูง


บทความที่เกี่ยวข้อง
สวนกระแสดอกเบี้ยเงินฝากขาลง ธนาคารไทยเครดิตส่ง ฝากประจำทันใจ 12 เดือน ดอกเบี้ยแรงถึง 1.80% ต่อปี รับดอกเบี้ยวันฝากทันที
ท่ามกลางกระแสดอกเบี้ยเงินฝากที่ปรับลดลง ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) ปรับดอกเบี้ยให้ตอบโจทย์นักออมที่มองหาผลตอบแทนอย่างคุ้มค่าและทันที เปิดตัวโปรโมชันใหม่สวนกระแสตลาดเงินฝาก ด้วย บัญชีเงินฝากประจำทันใจ 12 เดือน
4 พ.ย. 2025
ทีทีบี ร่วมกับ พรูเด็นเชียล ประเทศไทย ชวนลูกค้า "ลด TAX ซี่" ต้อนรับเทศกาลลดหย่อนภาษี  พร้อมโปรโมชันสุดปังมอบ iPhone17 pro max และเงินคืนสูงสุด 31%
ทีทีบี ร่วมกับ พรูเด็นเชียล ประเทศไทย เปิดตัวแคมเปญ ลด TAX ซี่ ลดหย่อนภาษีอย่างซิ่ง วิ่งตรงประกันทีทีบี มอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าที่เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต ของ พรูเด็นเชียลฯ ที่ร่วมรายการ ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิตและสุขภาพ
10 ต.ค. 2025
18 ธันวาคม 2568 ที่สุดระดับโลก เซ็นทรัลพัฒนา ทุ่ม 500 ล้านบาท สร้างปรากฎการณ์ Entertainment Countdown ทั่วประเทศ ดีที่สุดตลอดกาล เซ็นทรัลเวิลด์ Times Square of Asia
กรุงเทพ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) เบอร์หนึ่งอสังหาริมทรัพย์ไทยและผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัล 44 สาขาทั่วประเทศ ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ กรุงเทพมหานคร
19 ธ.ค. 2025
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy