แชร์

SCB FM มอง Fed จะลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ แต่เงินบาทจะแข็งค่าอีกไม่มาก เพราะตลาด Price-in การลดดอกเบี้ยของ Fed และ กนง. ไว้แล้ว

อัพเดทล่าสุด: 18 ก.ย. 2025
267 ผู้เข้าชม

นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส สายงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB Financial Markets: SCB FM) เปิดเผยว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐฯ (FOMC) มีมติ 11-1 ให้ลดดอกเบี้ยนโยบายไปที่ 4.00-4.25% หลังจากที่คงดอกเบี้ยมาต่อเนื่องในการประชุม 5 ครั้งหลังสุดในปีนี้ โดยสาเหตุหลักมาจากตลาดแรงงานที่อ่อนแอลงชัดเจน แม้เงินเฟ้อจะสูงขึ้นจากมาตรการขึ้นภาษีนำเข้า นอกจากนี้ Fed ได้ปรับ Dot plot ลง โดยส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยต่ออีก 50 bps ในปีนี้ ซึ่งมากกว่าใน Dot plot ครั้งก่อน (เมื่อเดือน มิ.ย.) ที่ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยอีกเพียง 25 bps สำหรับในปี 2026 และ 2027 Fed ส่งสัญญาณว่าจะลดดอกเบี้ยอีกปีละ 25 bps และคงประมาณการดอกเบี้ยในระยะยาว (Long-run neutral rate) ที่ 3.0%

สำหรับโทนโดยรวมจากการประชุมนั้น ผลการตัดสินนโยบายไม่ Dovish เท่าที่ตลาดคาดไว้ คือคณะกรรมการไม่ได้ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยแรงเท่าที่ตลาด Price-in ทำให้ US Treasury yields ปรับสูงขึ้นเล็กน้อย ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับสูงขึ้น ราคาทองคำปรับลดลง และเงินบาทอ่อนค่าเล็กน้อย อีกประเด็นที่น่าสนใจจากการประชุมรอบนี้ คือการที่นาย Stephen Miran ซึ่งถูกแต่งตั้งโดย Trump ได้เข้าร่วมประชุม FOMC เป็นครั้งแรก และโหวตให้ลดดอกเบี้ยถึง 50 bps ในการประชุมครั้งนี้ และจะลดดอกเบี้ยไปถึง 2.75-3.00% ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งเป็นมุมมองที่ Dovish กว่าคณะกรรมการคนอื่น ๆ ค่อนข้างมาก

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) น่าจะลดดอกเบี้ยได้อีก 2 ครั้งในปีนี้ (ครั้งละ 25 bps) สอดคล้องกับมุมมองตลาดที่ให้โอกาสเกือบ 90% ที่เฟดจะลดดอกเบี้ยได้อีก 50 bps ในปีนี้ และ Price-in ว่า Fed จะลดดอกเบี้ยอีก 3 ครั้งในปีหน้า การที่เฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยในปีนี้มากขึ้น แม้ว่าจะปรับประมาณการเศรษฐกิจดีขึ้น สะท้อนว่าคณะกรรมการมีมุมมองการดำเนินนโยบาย (Reaction function) ที่ Dovish มากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้ คือเฟดให้น้ำหนักต่อตลาดแรงงานที่อ่อนแอมากกว่าประเด็นเงินเฟ้อ และนโยบายการเงินต้องผ่อนคลายมากกว่าที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้

สำหรับมุมมองค่าเงินบาท มองว่าเงินบาทอาจอยู่ในกรอบ 31.50-32.00 ในช่วง 1 เดือนนี้ เนื่องจาก มองว่าการ Price-in ของตลาดค่อนข้างเหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ชะลอลงแต่ยังไม่ถึงขั้นภาวะ Recession ดังนั้น US Treasury yields น่าจะไม่ลงต่ออีกนัก อย่างไรก็ดี หากตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังอ่อนแอลงอีก และอัตราว่างงานสหรัฐฯ ปีนี้สูงขึ้นไปเหนือ 4.5% ก็อาจทำให้ Yields ลงต่อแรงอีกได้ และจะทำให้ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า กดดันให้บาทแข็งค่าต่ำกว่าระดับ 31.50 ต่อดอลลาร์สหรัฐได้ สำหรับแรงกดดันจากปัจจัยอื่น เช่น ราคาทองคำ และเงินทุนเคลื่อนย้ายสู่ตลาดบอนด์ไทย นายวชิรวัฒน์ มองว่าแรงกดดันเริ่มลดลงแล้ว หลังราคาทองคำเริ่มเผชิญแนวต้านในระยะสั้น (Treasury yields ที่กลับมาสูงขึ้นส่งผล Downside ต่อราคาทองคำ) และเงินทุนเคลื่อนย้ายเริ่มไหลออกจากตลาดบอนด์ไทยในบางวัน

สำหรับระยะกลางถึงยาว มองว่าแรงกดดันด้านแข็งค่าต่อเงินบาทจะยังอยู่ แต่เงินบาทน่าจะไม่แข็งค่าไปจากระดับปัจจุบันมากนัก โดยมองกรอบสิ้นปีที่ราว 31.00-32.00 เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอและเครื่องชี้ เช่น การส่งออก และการบริโภคภาคเอกชน มีแนวโน้มชะลอลงต่อได้ในช่วงที่เหลือของปี อีกทั้ง ยังมีความเสี่ยงที่ไทยจะถูก Moodys ปรับลด Credit rating ลงในช่วงปลายปีนี้หรือปีหน้า (ปัจจุบันอยู่ที่ Baa1 หรือเทียบเท่า BBB+) หลังไทยเพิ่งถูกปรับ Outlook ลงจาก Stable มาที่ Negative เมื่อเดือน เม.ย. 2025 สำหรับปัจจัยต่างประเทศ มองว่าดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐจะยังอ่อนค่าต่อเนื่องได้ถึงปีหน้า จึงจะยังทำให้เงินบาทอยู่ในโซนแข็งค่าต่อได้ ตามทิศทาง De-dollarization ของนักลงทุนโลก และ Easing cycle ของ Fed ที่น่าจะดำเนินได้ต่อเนื่องถึงปีหน้า

ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับสูงขึ้นแรงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย หรือ 5-year yields ปรับสูงขึ้น 14 bps ส่วน 10-year yields ปรับสูงขึ้น 25 bps, และ 30-year yields ปรับสูงขึ้นถึง 30 bps ก่อนที่ล่าสุดจะปรับลดลงมาบางส่วน สาเหตุที่ Yields สูงขึ้นและ Curve ชันขึ้น (Steepen) มาจากการเทขายของทั้งนักลงทุนในประเทศโดยเฉพาะกลุ่มสถาบัน และนักลงทุนต่างชาติบางส่วน หลังช่วงที่ผ่านมา Bond yields ไทยต่ำและ curve flatten ไปมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค อีกทั้ง Auction demand ช่วงที่ผ่านมายังออกมาต่ำ และนักลงทุนบางส่วนเริ่มปรับมุมมองดอกเบี้ยนโยบายของไทย ในระยะต่อไป นายวชิรวัฒน์มองว่า Yields ไทยอาจทรงตัวในระยะสั้น โดยตลาดได้ price-in การลดดอกเบี้ยของ กนง. ในช่วง 2026H1 ไปที่ต่ำกว่า 1% เล็กน้อย ซึ่ง SCB FM มองว่าเหมาะสมแล้ว ทั้งนี้ หาก กนง. ยังไม่ลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ต.ค. ก็อาจทำให้ Yields กลับมาสูงขึ้นอีกได้


 

 


บทความที่เกี่ยวข้อง
กรุงไทย - แอกซ่า ประกันชีวิต จับมือกับพันธมิตรชั้นนำ  จัดงาน Countdown to kick off LFC 25/26 season อย่างยิ่งใหญ่  เปิดตัวชุดแข่งใหม่ ลิเวอร์พูล เอฟซี ประจำฤดูกาล 2025/26
บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต นำโดย คุณณัฐพิสิษฐ์ ครุฑครองชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (คนที่ 3 จากขวา) และ คุณบุปผาวดี โอวรารินท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายการตลาด (คนที่ 2 จากขวา) จับมือกับพันธมิตรชั้นนำ อาทิ CRC Sports, EA Sports FC Mobile, Liverpool FC International Academy Thailand และ Monomax
4 ส.ค. 2025
BAM สนับสนุนมูลนิธิสายเด็ก  เดินหน้าสร้างสังคมที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชน
บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM โดย นางวิภาศิริ แสงวัชระกุล ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ESG กลุ่มกำกับดูแลกิจการและบริหารความเสี่ยง พร้อมคณะผู้บริหาร
14 มี.ค. 2026
กรุงเทพประกันภัยส่งความห่วงใย มอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.น่าน
จากสถานการณ์อุทกภัยที่ส่งผลกระทบในหลายพื้นที่ของจังหวัดน่าน บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ห่วงใยประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน โดยนายธีรยุทธ กิจวรพัฒน์ ผู้อำนวยการธุรกิจสาขา พร้อมด้วยพนักงานจิตอาสา
30 ก.ค. 2025
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy