คปภ. หนุนโครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า” เตรียมภาคประกันภัยรองรับการบริหารค่าใช้จ่ายสุขภาพ พร้อมแนะประชาชนเลือกแผนความคุ้มครองอย่างเหมาะสม
อัพเดทล่าสุด: 19 มี.ค. 2026
203 ผู้เข้าชม

นายอาภากร ปานเลิศ รองเลขาธิการ ด้านกำกับธุรกิจประกันภัย สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) เปิดเผยว่า สำนักงาน คปภ. เดินหน้าสนับสนุนโครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า” ของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ อย่างเต็มที่ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของภาคประชาชน พร้อมส่งเสริมให้ภาคธุรกิจประกันภัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สถานการณ์ค่ารักษาพยาบาลที่มีแนวโน้มสูงขึ้น และเพิ่มทางเลือกในการบริหารความเสี่ยงผ่านระบบประกันภัยอย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ จากการศึกษาข้อมูลการรับประกันภัยสุขภาพ สำนักงาน คปภ. พบว่ามีประเด็นปัญหาสำคัญ ดังนี้
• ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลเป็นส่วนของค่ายาและเวชภัณฑ์ถึงกว่า 30% โดยช่วงระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้มีอัตราเพิ่มขึ้นเฉลี่ยสูงสุดถึง 25% ต่อปี
• การทำประกันภัยสุขภาพมี 2 รูปแบบคือ ประกันภัยสุขภาพส่วนบุคคล และประกันภัยสุขภาพกลุ่ม โดยพบว่า ผู้เอาประกันภัยมักจะมีการซื้อแผนความคุ้มครองที่มีวงเงินความคุ้มครองที่ค่อนข้างสูง เพื่อให้เพียงพอตามอัตราเงินเฟ้อในการรักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เบี้ยประกันภัยอยู่ในระดับสูงและอาจกระทบต่อความสามารถในการชำระเบี้ยในระยะยาว
• กรณีที่ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีรูปแบบเฉพาะให้นำใบสั่งยาจากแพทย์ไปซื้อยาเองจากร้านขายยา พบว่ายาบางชนิด ที่แพทย์สั่งจะเป็นยาเฉพาะ ซึ่งไม่สามารถหาซื้อได้จากร้านขายยาทั่วไป ส่งผลให้ประชาชนไม่มีทางเลือกจึงต้องรับยาจากทางโรงพยาบาล
ดังนั้น เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการในการแก้ปัญหาดังกล่าว สำนักงาน คปภ. ได้มีการหารือกับ ภาคธุรกิจประกันภัย เพื่อร่วมกันสนับสนุนโครงการดังกล่าว โดยได้กำหนดเงื่อนไขในความคุ้มครองผู้ป่วยนอก (OPD) ที่เป็นทางเลือกให้มีความคุ้มครองที่รองรับการนำใบสั่งยาจากแพทย์และสามารถไปซื้อยาที่ร้านขายยาได้ เพื่อให้ผู้เอาประกันภัย ไม่จำเป็นต้องเลือกแผนความคุ้มครองที่สูงเกินความจำเป็น
ตัวอย่างเช่น ผู้เอาประกันภัยอายุ 31 – 35 ปี จากเดิมเลือกซื้อแผน OPD วงเงินคุ้มครอง 3,000 บาทต่อครั้ง เบี้ยประกันภัย 9,365 บาทต่อปี หากปรับลดวงเงินเหลือ 1,500 บาทต่อครั้ง เบี้ยประกันภัยจะอยู่ที่ 4,683 บาทต่อปี ซึ่งผู้เอาประกันภัยจะมีทางเลือกยืดหยุ่นมากขึ้นในการเลือกรับยาจากสถานพยาบาล หรือ ขอใบสั่งยาจากแพทย์ไปซื้อยาที่ ร้านขายยา ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าได้ ทำให้ผู้เอาประกันภัยสามารถบริหารวงเงินความคุ้มครองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รวมถึงกรณีที่เป็นการทำประกันภัยสุขภาพกลุ่ม หากนายจ้างต้องการควบคุมค่าใช้จ่ายในเรื่องค่ารักษาพยาบาล ของลูกจ้าง สามารถบริหารจัดการโดยจำกัดแผน OPD ที่มีวงเงินประกันภัยที่ไม่สูงมากได้ นอกจากนี้ หากต้องการได้รับส่วนลด ค่าเบี้ยประกันภัยก็สามารถเลือกแผนประกันภัยที่มีส่วนร่วมจ่าย (Copayment) หรือความรับผิดส่วนแรก (Deductible) เพิ่มเติมได้
สำนักงาน คปภ. ยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนโครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า” เนื่องจากจะเป็นประโยชน์ให้กับ ผู้เอาประกันภัยในอนาคตว่าไม่จำเป็นต้องเลือกแผนประกันภัยที่สูงเกินความจำเป็น และส่งผลให้ผู้เอาประกันภัยมีความสามารถในการชำระเบี้ยประกันภัย ทำให้ระบบประกันภัยมีความยืดหยุ่น โปร่งใส ให้ประชาชนทุกคนได้มีเครื่องมือบริหารจัดการค่าใช้จ่ายสุขภาพ ช่วยลดภาระทางการเงิน และสร้างหลักประกันความมั่นคงให้กับตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน
“สำนักงาน คปภ. เชื่อมั่นว่าการบริหารจัดการในแนวทางดังกล่าว จะมีส่วนช่วยลดอัตราค่าสินไหมทดแทน และชะลอการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อของค่ายาและเวชภัณฑ์ได้ในอนาคต”
ทั้งนี้ จากการศึกษาข้อมูลการรับประกันภัยสุขภาพ สำนักงาน คปภ. พบว่ามีประเด็นปัญหาสำคัญ ดังนี้
• ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลเป็นส่วนของค่ายาและเวชภัณฑ์ถึงกว่า 30% โดยช่วงระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้มีอัตราเพิ่มขึ้นเฉลี่ยสูงสุดถึง 25% ต่อปี
• การทำประกันภัยสุขภาพมี 2 รูปแบบคือ ประกันภัยสุขภาพส่วนบุคคล และประกันภัยสุขภาพกลุ่ม โดยพบว่า ผู้เอาประกันภัยมักจะมีการซื้อแผนความคุ้มครองที่มีวงเงินความคุ้มครองที่ค่อนข้างสูง เพื่อให้เพียงพอตามอัตราเงินเฟ้อในการรักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เบี้ยประกันภัยอยู่ในระดับสูงและอาจกระทบต่อความสามารถในการชำระเบี้ยในระยะยาว
• กรณีที่ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีรูปแบบเฉพาะให้นำใบสั่งยาจากแพทย์ไปซื้อยาเองจากร้านขายยา พบว่ายาบางชนิด ที่แพทย์สั่งจะเป็นยาเฉพาะ ซึ่งไม่สามารถหาซื้อได้จากร้านขายยาทั่วไป ส่งผลให้ประชาชนไม่มีทางเลือกจึงต้องรับยาจากทางโรงพยาบาล
ดังนั้น เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการในการแก้ปัญหาดังกล่าว สำนักงาน คปภ. ได้มีการหารือกับ ภาคธุรกิจประกันภัย เพื่อร่วมกันสนับสนุนโครงการดังกล่าว โดยได้กำหนดเงื่อนไขในความคุ้มครองผู้ป่วยนอก (OPD) ที่เป็นทางเลือกให้มีความคุ้มครองที่รองรับการนำใบสั่งยาจากแพทย์และสามารถไปซื้อยาที่ร้านขายยาได้ เพื่อให้ผู้เอาประกันภัย ไม่จำเป็นต้องเลือกแผนความคุ้มครองที่สูงเกินความจำเป็น
ตัวอย่างเช่น ผู้เอาประกันภัยอายุ 31 – 35 ปี จากเดิมเลือกซื้อแผน OPD วงเงินคุ้มครอง 3,000 บาทต่อครั้ง เบี้ยประกันภัย 9,365 บาทต่อปี หากปรับลดวงเงินเหลือ 1,500 บาทต่อครั้ง เบี้ยประกันภัยจะอยู่ที่ 4,683 บาทต่อปี ซึ่งผู้เอาประกันภัยจะมีทางเลือกยืดหยุ่นมากขึ้นในการเลือกรับยาจากสถานพยาบาล หรือ ขอใบสั่งยาจากแพทย์ไปซื้อยาที่ ร้านขายยา ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าได้ ทำให้ผู้เอาประกันภัยสามารถบริหารวงเงินความคุ้มครองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รวมถึงกรณีที่เป็นการทำประกันภัยสุขภาพกลุ่ม หากนายจ้างต้องการควบคุมค่าใช้จ่ายในเรื่องค่ารักษาพยาบาล ของลูกจ้าง สามารถบริหารจัดการโดยจำกัดแผน OPD ที่มีวงเงินประกันภัยที่ไม่สูงมากได้ นอกจากนี้ หากต้องการได้รับส่วนลด ค่าเบี้ยประกันภัยก็สามารถเลือกแผนประกันภัยที่มีส่วนร่วมจ่าย (Copayment) หรือความรับผิดส่วนแรก (Deductible) เพิ่มเติมได้
สำนักงาน คปภ. ยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนโครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า” เนื่องจากจะเป็นประโยชน์ให้กับ ผู้เอาประกันภัยในอนาคตว่าไม่จำเป็นต้องเลือกแผนประกันภัยที่สูงเกินความจำเป็น และส่งผลให้ผู้เอาประกันภัยมีความสามารถในการชำระเบี้ยประกันภัย ทำให้ระบบประกันภัยมีความยืดหยุ่น โปร่งใส ให้ประชาชนทุกคนได้มีเครื่องมือบริหารจัดการค่าใช้จ่ายสุขภาพ ช่วยลดภาระทางการเงิน และสร้างหลักประกันความมั่นคงให้กับตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน
“สำนักงาน คปภ. เชื่อมั่นว่าการบริหารจัดการในแนวทางดังกล่าว จะมีส่วนช่วยลดอัตราค่าสินไหมทดแทน และชะลอการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อของค่ายาและเวชภัณฑ์ได้ในอนาคต”
บทความที่เกี่ยวข้อง
โออิชิ ราเมน (OISHI RAMEN) ต้อนรับซัมเมอร์ ชวนสัมผัสความอร่อยและสดชื่นกับเมนูดับร้อน “ซารุ ราเมน” (ZARU RAMEN) บะหมี่เย็นญี่ปุ่น เส้นเหนียวนุ่ม เป็นเอกลักษณ์ เสิร์ฟพร้อมน้ำซอสสูตรใหม่...หลากสไตล์
1 เม.ย. 2026
ฮุนได มอเตอร์ ตอกย้ำสถานะผู้นำเทคโนโลยียานยนต์โลก ด้วยการติดอันดับ World’s Best Companies 2025 ของ TIME และ Top 30 Interbrand Best Global Brands เติบโตต่อเนื่อง 16 ปี
26 ธ.ค. 2025
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มอบหมายให้ นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เป็นผู้แทนกระทรวงการคลัง ร่วมกับ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) โดยนายธะเรศ โปษยานนท์
28 พ.ย. 2025


