แชร์

โอกาสผู้ประกอบการไทยในเขตเศรษฐกิจพิเศษของลาว

อัพเดทล่าสุด: 25 ก.ย. 2025
203 ผู้เข้าชม

Key Highlights :

·  ลาวเป็นหนึ่งในประเทศเพื่อนบ้านที่ผู้ประกอบการไทยสามารถพิจารณาเข้าไปลงทุนในการผลิตสินค้าและให้ บริการได้ โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งจะมีรถไฟความเร็วสูงลาว-จีน เป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยยกระดับการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ในระยะข้างหน้า

·        Krungthai COMPASS ประเมินเขตเศรษฐกิจพิเศษของลาวที่มีศักยภาพในแต่ละด้าน ได้แก่ 1) เขตสะหวัน-เซโน และไชยเชษฐา มีศักยภาพด้านอุตสาหกรรมผลิต เป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยในธุรกิจบริการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น ซ่อมเครื่องจักร วางระบบดิจิทัล อีกทั้งประเมินว่า หากผู้ประกอบการไทยลงทุนในธุรกิจฉีดขึ้นรูปพลาสติก ในเขตสะหวัน-เซโน จะสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ราว 11% จากต้นทุนแรงงานและพลังงานที่ลดลงราว 52% และ 32% ตามลำดับ 2) เขตธาตุหลวง มีศักยภาพในด้านการท่องเที่ยว เป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยในธุรกิจกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ โรงแรมและรีสอร์ต 3) เขตบ่อเต็นและ ดงโพสี มีศักยภาพด้าน Trade & Logistic เป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยในธุรกิจกลุ่มโลจิสติกส์และธุรกิจขนส่ง การเงินและธนาคาร การท่องเที่ยวและโรงแรม

·     สำหรับนักลงทุนไทยที่สนใจจะเข้าไปลงทุนในลาวควรศึกษากระบวนการในการเข้าไปลงทุนตามประเภทธุรกิจที่ต้องการเข้าไปลงทุน อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยท้าทายสำคัญที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจลงทุน ได้แก่ ความไม่แน่นอนของกฎหมายและระเบียบของลาว ค่าเงินกีบที่มีทิศทางอ่อนค่า และแรงงานที่มีทักษะรองรับกิจการที่จะลงทุน ซึ่งนักลงทุนไทยต้องติดตามสถานการณ์และเตรียมความพร้อมสำหรับความท้าทายเหล่านี้

ลาวถือเป็นหนึ่งในประเทศเพื่อนบ้านที่ผู้ประกอบการไทยสามารถพิจารณาเข้าไปลงทุนลงทุนการผลิตสินค้าและให้บริการเพื่อรองรับตลาดลาว ไทย และประเทศอื่นๆ ได้ จากพื้นฐานด้านวัตถุดิบเกษตร เช่น ยางพารา กาแฟ มันสำปะหลัง ที่มีราคาค่อนข้างต่ำกว่าวัตถุดิบเกษตรไทย ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ทองแดง ทองคำ ป่าไม้ ที่ยังมีอยู่มาก ประกอบกับพลังงานไฟฟ้าจากน้ำที่มีต้นทุนการผลิตค่อนข้างต่ำและมีการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในช่วงที่ผ่านมาจึงเริ่มมีผู้ประกอบการต่างชาติและไทยเข้าไปลงทุนในลาวโดยเฉพาะในพื้นที่ที่รัฐบาลลาวจัดตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษบ้างแล้ว ซึ่งในระยะข้างหน้า การพัฒนาโครงการรถไฟความเร็วสูงลาว-จีน ที่เริ่มให้บริการตั้งแต่ปี 2564 จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และยกระดับศักยภาพด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวของลาวให้เติบโตขึ้น 

บทความนี้จึงอยากชวนผู้อ่านมาทำความรู้จักกับ เขตเศรษฐกิจพิเศษของลาว วิเคราะห์ศักยภาพอุตสาหกรรมที่เหมาะสมในการลงทุนของผู้ประกอบการไทย ขั้นตอนในการลงทุน ตลอดจนความท้าทาย ที่ผู้ประกอบการไทยควรพิจารณา

การลงทุนในลาวในช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างไร

การลงทุนในลาวขับเคลื่อนโดยภาคเอกชนเป็นหลัก โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งมีสัดส่วนเฉลี่ยราว 11% ของ GDP ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (25622566) และ คิดเป็น 48% ของการสร้างทุนถาวรขั้นต้นของภาคเอกชนในปี 2560 (World Bank) อดีตที่ผ่านมา FDI เติบโตอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในช่วงปี 2555 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zones: SEZ) ที่รัฐบาลลาวจัดทำเมื่อปี 2554

โดยการลงทุนสะสมในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2553-2564) กว่า 90% กระจายเข้าสู่อุตสาหกรรมพลังงาน เหมืองแร่ เกษตรกรรมเพาะปลูกและแปรรูป ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักจากการส่งออกของลาว รวมถึงอุตสาหกรรมบริการ เช่น ขนส่งและโลจิสติกส์ ที่ช่วยสนับสนุนกิจกรรมนำเข้าส่งออกและการบริโภคภายในประเทศ การเติบโตของอุตสาหกรรมเหล่านี้ยังเป็นปัจจัยหนุนต่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่ออุตสาหกรรมต่างๆ และสร้างความแข็งแรงของเศรษฐกิจลาวในระยะยาว

ปัจจัยสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศในลาว

การลงทุนจากต่างประเทศในเขตเศรษฐกิจพิเศษของลาวได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมี 5 ปัจจัยหลักที่สนับสนุนการลงทุน ได้แก่ 1) ทำเลที่ตั้งทางยุทธศาสตร์  โดยลาวตั้งอยู่ ใจกลางภูมิภาค CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) และเชื่อมต่อกับจีนผ่านทางรถไฟลาว-จีน ทำให้เอื้อต่อการกระจายสินค้าไปยังภูมิภาค 2) ทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ เช่น พลังงานน้ำ แร่ธาตุ และพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งส่งเสริมการลงทุนในพลังงาน เหมืองแร่ และอุตสาหกรรมเกษตร 3) แรงงานต้นทุนต่ำ และมีนโยบายพัฒนาทักษะแรงงานผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศ 4) นโยบายเปิดกว้างต่อการลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะสิทธิประโยชน์ด้านภาษี การถือครองกิจการ และสิทธิในทรัพย์สินทางธุรกิจในเขตเศรษฐกิจพิเศษ และ 5) การเชื่อมโยงทางการค้าผ่านการเป็นสมาชิกอาเซียน RCEP และ WTO ช่วยให้นักลงทุนเข้าถึงตลาดภูมิภาคขนาดใหญ่ด้วยต้นทุนภาษีที่ต่ำ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ลาวกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายที่มีศักยภาพด้านการลงทุนในระดับภูมิภาค

ในส่วนถัดไปจะเป็นการวิเคราะห์ศักยภาพของเขตเศรษฐกิจพิเศษแต่ละแห่ง รวมถึงโอกาสทางธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการไทย

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 เป็นต้นมา ลาวได้ดำเนินนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศผ่านการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone: SEZ) ซึ่งมีจำนวน 12 แห่ง กระจายอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ทั่วประเทศลาว โดยมุ่งเน้นพัฒนาอุตสาหกรรม 3 ประเภทหลัก ได้แก่ 1)การผลิต 2)การท่องเที่ยว และ 3)การค้าและโลจิสติกส์ ซึ่งเขตเศรษฐกิจพิเศษเหล่านี้ส่วนใหญ่กระจายตัวอยู่บริเวณชายแดนของประเทศ เช่น ภาคการค้าและโลจิสติกส์ตั้งอยู่ตรงชายแดนติดไทย จีน และเวียดนาม เพื่อใช้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงทางการค้าและเครือข่ายขนส่งระหว่างประเทศ ภาคอุตสาหกรรมการผลิตตามแนวชายแดน ภาคท่องเที่ยวในพื้นที่ศักยภาพสูง ยกเว้นเพียงบางแห่ง เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษหลวงพระบาง ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ตอนในของประเทศ  ซึ่งจากการวิเคราะห์ SEZ ทั้ง 12 แห่ง สามารถสรุปศักยภาพของพื้นที่ตามอุตสาหกรรม 3 ประเภทหลักที่มุ่งเน้นพัฒนาได้ดังนี้

1. การลงทุนด้านอุตสาหกรรมการผลิต

เขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวัน-เซโน และไชยเชษฐา เป็น 2 พื้นที่ที่มีศักยภาพสูงสำหรับนักลงทุนไทย โดยเป็นการประเมินศักยภาพเขตเศรษฐกิจพิเศษในภาคอุตสาหกรรมของลาวจาก 5 ปัจจัย ได้แก่ สิทธิประโยชน์ทางภาษี ความพร้อมด้านวัตถุดิบ ระบบโลจิสติกส์ และจำนวนบริษัทที่เข้าไปลงทุน

เขตสะหวัน-เซโน ตั้งอยู่ใกล้สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 ที่ จ.มุกดาหาร ที่เน้นอุตสาหกรรมในด้านการผลิตเพื่อส่งออก โดยปัจจุบันมีนักลงทุนจากหลายอุตสาหกรรมเข้ามาลงทุนในพื้นที่แล้ว เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เลนส์สายตา ยางพารา ขณะที่เขตไชยเชษฐา ตั้งอยู่ใกล้ จ.หนองคาย เน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมเบา เช่น เครื่องจักรกล พลังงาน และสิ่งทอ โดยใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น เช่น เส้นใยธรรมชาติ

ซึ่งทั้งสองเขตเศรษฐกิจพิเศษตั้งอยู่บริเวณใกล้กับชายแดนไทยจึงสะดวกต่อการขนส่งระหว่างประเทศ และมีสิทธิประโยชน์ด้านภาษีใกล้เคียงกับไทย เช่น การยกเว้นภาษีนำเข้า-ส่งออก ภาษีรายได้บุคคลต่ำ ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจในการเข้าไปลงทุน

เขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวัน-เซโน และเขตไชยเชษฐา ถือเป็น 2 พื้นที่ที่มีศักยภาพสูงในการรองรับการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งประเมินว่าเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการเข้าไปมีบทบาทในกลุ่ม ธุรกิจบริการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม (Industrial supporting services) โดยมีลักษณะของกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งโรงงาน การผลิตเพื่อส่งออก และความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประเมินว่าธุรกิจบริการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมที่เป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยมี 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

1.  ธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการดำเนินงานภาคอุตสาหกรรม เช่น การซ่อมบำรุงเครื่องจักร บริการโลจิสติกส์ในระดับโรงงาน และการฝึกอบรมแรงงานที่มีทักษะเฉพาะด้าน

2.  ธุรกิจสนับสนุนคุณภาพชีวิตและสภาพแวดล้อมการทำงานของบุคลากรในภาคอุตสาหกรรม เช่นการพัฒนาที่พักอาศัยสำหรับแรงงาน อาคารพาณิชย์ และพื้นที่คลังสินค้าให้เช่า ซึ่งเป็นปัจจัยเกื้อหนุนการตั้งถิ่นฐานและการดำเนินธุรกิจของโรงงาน

3.  ธุรกิจเทคโนโลยีและดิจิทัลเพื่อการบริหารจัดการภาคการผลิต เช่น ระบบ ERP ระบบควบคุมการผลิต และบริการ Call Center ภาษาต่างประเทศ ซึ่งมีบทบาทในการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและการสื่อสารในระดับนานาชาติ

4.  นอกจากนี้ การที่บริษัทชั้นนำระดับโลก เช่น Nikon, Toyota และ Misuzu เข้ามาลงทุนในพื้นที่ดังกล่าว ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้งสอง และตอกย้ำโอกาสในการพัฒนาและขยายบริการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว

วิเคราะห์การลงทุนฉีดขึ้นรูปพลาสติกของผู้ประกอบการไทยในลาว

แขวงสะหวันนะเขต ซึ่งเป็นที่ตั้งของเขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวัน-เซโน ถือเป็นแหล่งนิคมอุตสาหกรรมที่สำคัญของลาว ซึ่งมีบริษัทที่ต้องใช้ชิ้นส่วนพลาสติก เช่น Nikon, Essilor และ Toyota เข้ามาลงทุนในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว ซึ่งเอื้อต่ออุตสาหกรรมธุรกิจการฉีดขึ้นรูปพลาสติกที่สามารถเข้าไปสู่ห่วงโซ่อุปทานของของบริษัทที่ต้องใช้ชิ้นส่วนพลาสติกเหล่านี้ได้

การตั้งโรงงานการผลิตฉีดขึ้นรูปพลาสติกในลาว จึงถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสของผู้ประกอบการไทย เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ผู้ประกอบการไทยมีทักษะการผลิตและมีแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญในปัจจุบัน ซึ่งจากการประเมิน พบว่า หากผู้ประกอบการไทยไปตั้งโรงงานฉีดขึ้นรูปพลาสติกในลาว จะสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ราว 11% ซึ่งเกิดจากการลดลงของต้นทุนการผลิตในหมวดแรงงานและพลังงาน ที่มีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าในไทยราว  52% และ32% ตามลำดับ

2. การลงทุนด้านการท่องเที่ยว

เขตเศรษฐกิจพิเศษธาตุหลวงเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงสำหรับนักลงทุนไทย จากการประเมินศักยภาพเขตเศรษฐกิจพิเศษในภาคการท่องเที่ยวของลาวจาก 4 ปัจจัย ได้แก่ สิทธิประโยชน์ทางภาษี แนวทางการท่องเที่ยว ระบบโลจิสติกส์ และจำนวนบริษัทที่เข้าไปลงทุน

เขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ใจกลางนครหลวงเวียงจันทน์ มีความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์อย่างชัดเจน โดยตั้งอยู่ใกล้ศูนย์กลางราชการ ย่านธุรกิจหลัก สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ และสนามบินนานาชาติวัดไต ซึ่งช่วยเสริมศักยภาพในฐานะ เมืองใหม่ ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ภายในพื้นที่มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวและการบริการอย่างครบวงจร เช่น โรงแรมระดับห้าดาว ศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน รวมถึงโครงการที่พักอาศัยคุณภาพสูง

อีกทั้งยังตั้งอยู่ไม่ไกลจากสะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งที่ 1 ที่ จ.หนองคาย ซึ่งเชื่อมโยงการเดินทางและการค้าชายแดนกับไทยได้อย่างสะดวก ทำให้พื้นที่นี้มีความเหมาะสมต่อการลงทุนในด้านการท่องเที่ยว
 
เขตเศรษฐกิจพิเศษธาตุหลวง ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางนครหลวงเวียงจันทน์ นับเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงด้านการพัฒนาเมืองและการท่องเที่ยวระดับพรีเมียม โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม รีสอร์ต และค้าปลีกสมัยใหม่ ซึ่งเป็นลักษณะของอุตสาหกรรมหลักที่ถูกกำหนดไว้ในแผนแม่บทของเขตเศรษฐกิจพิเศษธาตุหลวงที่มุ่งเน้นการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับหรู สนามกอล์ฟ โรงแรม ศูนย์การเงิน และบริการ และบทบาทของเวียงจันทน์ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจและการบริหารของประเทศ ซึ่งส่งผลให้มีความต้องการสูงในด้านที่อยู่อาศัย การพักผ่อน และบริการเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะจากกลุ่มผู้มีรายได้ระดับกลางถึงสูง

จากข้อมูลของ กรมพัฒนาการท่องเที่ยวลาว พบว่า จากปี 2560 ถึงปี 25651 จำนวนห้องพักโรงแรมในเวียงจันทน์เพิ่มขึ้นทุกปีจาก 13,030 ห้อง เป็น 18,896 ห้อง หรือคิดเป็น 7.7%CAGR ซึ่งสะท้อนความต้องการด้านที่พักและบริการ ที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวระดับบนยังมีแนวโน้มสูง

จากปัจจัยข้างต้นประเมินว่าจะสามารถสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้ใน 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่

1) อสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาเมือง เช่น การพัฒนาอาคารชุด บ้านจัดสรร หรืออาคารสำนักงานให้เช่า รวมถึงบริการ Co-Working Space

2) โรงแรมและรีสอร์ต เช่น โรงแรมระดับ 45 ดาว บูติก    โฮเทล รวมถึงร้านอาหาร คาเฟ่ และสถานบันเทิง

3) ค้าปลีกและร้านแฟรนไชส์ เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้า และร้านแฟรนไชส์แบรนด์ไทยในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม

แนวโน้มการขยายตัวของเมือง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และความเชื่อมโยงกับสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 1 ทำให้พื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพในการรองรับธุรกิจบริการของไทยทั้งในระดับท้องถิ่นและภูมิภาคในระยะยาว

1 อ้างอิงจากข้อมูลล่าสุดปี 2565 จากกรมพัฒนาการท่องเที่ยวลาว

วิเคราะห์การลงทุนฉีดขึ้นรูปพลาสติกของผู้ประกอบการไทยในลาว

แขวงสะหวันนะเขต ซึ่งเป็นที่ตั้งของเขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวัน-เซโน ถือเป็นแหล่งนิคมอุตสาหกรรมที่สำคัญของลาว ซึ่งมีบริษัทที่ต้องใช้ชิ้นส่วนพลาสติก เช่น Nikon, Essilor และ Toyota เข้ามาลงทุนในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว ซึ่งเอื้อต่ออุตสาหกรรมธุรกิจการฉีดขึ้นรูปพลาสติกที่สามารถเข้าไปสู่ห่วงโซ่อุปทานของของบริษัทที่ต้องใช้ชิ้นส่วนพลาสติกเหล่านี้ได้

การตั้งโรงงานการผลิตฉีดขึ้นรูปพลาสติกในลาว จึงถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสของผู้ประกอบการไทย เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ผู้ประกอบการไทยมีทักษะการผลิตและมีแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญในปัจจุบัน ซึ่งจากการประเมิน พบว่า หากผู้ประกอบการไทยไปตั้งโรงงานฉีดขึ้นรูปพลาสติกในลาว จะสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ราว 11% ซึ่งเกิดจากการลดลงของต้นทุนการผลิตในหมวดแรงงานและพลังงาน ที่มีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าในไทยราว  52% และ32% ตามลำดับ 

เขตเศรษฐกิจพิเศษบ่อเต็น นับเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจการบริการโลจิสติกส์ การบริการทางการเงิน และการท่องเที่ยวการโรงแรม เนื่องจากตั้งอยู่ในตำแหน่งยุทธศาสตร์บริเวณชายแดนลาว-จีน ณ เมืองบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างระบบโลจิสติกส์ทางถนนและทางราวด้วยรถไฟความเร็วสูงจีนลาว ส่งผลให้เขตเศรษฐกิจพิเศษบ่อเต็นมีความพร้อมในการรองรับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ เช่น คลังสินค้า ด่านศุลกากร ระบบขนส่งแบบห่วงโซ่ความเย็น (cold-chain logistics) และบริการทางพาณิชยกรรมรองรับนักลงทุนจากจีน ทั้งในรูปแบบอาคารพาณิชย์ โรงแรม และร้านอาหาร โดยโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยสามารถจำแนก   ได้เป็น 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่

1)            ธุรกิจโลจิสติกส์และขนส่ง เช่น การพัฒนาศูนย์โลจิสติกส์เชื่อมโยงระบบรางและถนน การจัดตั้งคลังสินค้า ระบบ cold storage และคลังสินค้าปลอดภาษี (duty-free logistics)

2)            สถาบันการเงินและบริการธนาคาร เช่น การเปิดสาขาธนาคาร ศูนย์แลกเปลี่ยนเงินตรา และบริการทางการเงินผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อรองรับการใช้เงินหยวนกีบในกลุ่มลูกค้าชาวจีนและลาว

3)            ธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการโรงแรม เช่น โรงแรม รีสอร์ต เกสต์เฮาส์ รวมถึงร้านอาหาร ร้านค้าปลอดภาษี และศูนย์วัฒนธรรมหรือแหล่งบันเทิง เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์และการค้าข้ามแดน

ความพร้อมของพื้นที่ทั้งด้านภูมิศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐาน และแนวโน้มการเติบโตของการค้าระหว่างประเทศ    ทำให้เขตเศรษฐกิจพิเศษบ่อเต็นเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้เป็นฐานขยายธุรกิจในภูมิภาคอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ในปี 2565 บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (AMATA) จากไทยได้มีการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอมตะนาหม้อและนาเตย ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ใกล้เมืองบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา บนพื้นที่รวมกว่า 20,000 ไร่ ห่างจากชายแดนจีน-ลาว เพียง 20-45 กิโลเมตร และมีทำเลที่เชื่อมต่อโดยตรงกับสถานีรถไฟลาวจีน โดยทั้งสองแห่งนี้ได้รับการวางแผนให้พัฒนาเป็น นิคมอุตสาหกรรมและเมืองอัจฉริยะ (Smart & Eco City) และอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

จากแผนแม่บทของโครงการนิคมอุตสาหกรรมทั้งสองแห่งนี้ตั้งเป้าหมายรองรับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์สมัยใหม่ พลังงานสะอาด เกษตรแปรรูป สอดคล้องกับแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจของลาวที่ต้องการยกระดับอุตสาหกรรมมูลค่าสูงและการลงทุนสีเขียว ซึ่งผู้ประกอบการไทยมีโอกาสเข้าไปมีบทบาทธุรกิจที่สนับสนุนห่วงโซ่อุปทานของนิคมฯ เช่น ซัพพลายวัตถุดิบการผลิตหรือเทคโนโลยีด้านพลังงานสะอาด ซึ่งสอดรับกับแนวคิดเมืองคาร์บอนต่ำและเป้าหมาย "Zero-Waste ของโครงการ

โครงการ อมตะ นาหม้อ ได้ถูกกำหนดบทบาทให้เป็นฐานการผลิตทางเลือกภายใต้แนวคิด China Plus One เพื่อรองรับการกระจายความเสี่ยงของนักลงทุนที่ต้องการขยายออกจากจีน โดยใช้ประโยชน์จากโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงและทางด่วนในอนาคตเพื่อเข้าถึงตลาดจีนอย่างมีประสิทธิภาพ เมืองอุตสาหกรรมแห่งใหม่นี้ครอบคลุมพื้นที่ 5,600 ไร่ ประกอบด้วยโซนอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ที่อยู่อาศัย รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจร เช่น โรงพยาบาล โรงแรม สถาบันการศึกษา และสาธารณูปโภคอัจฉริยะ พร้อมพื้นที่สีเขียวตามแนวคิดเมืองยั่งยืน โดยในปี 2568 มีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเบื้องต้น และตั้งเป้าจัดสรรพื้นที่เพื่อจำหน่ายประมาณ 600 ไร่ เพื่อรองรับนักลงทุนกลุ่มเป้าหมาย

ด้วยทำเลที่ตั้งที่เชื่อมต่อโดยตรงกับโครงข่ายโลจิสติกส์ภูมิภาค และการสนับสนุนจากภาคนโยบายทั้งฝั่งลาวและไทย โครงการนิคมอุตสาหกรรมอมตะ นาหม้อ  จึงถือเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยในการขยายฐานธุรกิจและสร้างความเชื่อมโยงในระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษดงโพสี (Dongphosy SEZ) ถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงในการมีความเหมาะสมในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางกิจกรรมพาณิชย์ การท่องเที่ยว และบริการ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้เดินทางข้ามพรมแดน นักลงทุน และนักธุรกิจต่างชาติที่สัญจรผ่านเนื่องจากเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างไทยและลาว จึงส่งผลให้เกิดโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการเข้าไปมีบทบาทในกลุ่มธุรกิจพาณิชย์ และธุรกิจโรงแรม เนื่องจากตั้งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์บริเวณแขวงเวียงจันทน์ โดยมีโครงการสำคัญคือ ท่าบกท่านาแล้ง (Thanaleng Dry Port) ซึ่งถือเป็นประตูการค้าแห่งใหม่ของลาวที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันประเทศให้เป็นศูนย์กลางการคมนาคมและโลจิสติกส์ทางบกของภูมิภาค (land-linked hub) เชื่อมโยงเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศจีน ไทย เวียดนาม และกลุ่มประเทศยุโรป

โครงการท่าบกท่านาแล้งดำเนินการบนพื้นที่กว่า 382 เฮกตาร์ (2,387 ไร่)โดยเชื่อมต่อโดยตรงกับ จ.หนองคาย ของไทย และสถานีรถไฟท่านาแล้ง ในลาว ด้วยสะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งที่ 1 ซึ่งเปิดใช้งานในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2564 โดยท่าบกท่านาแล้งมีความสามารถในการรองรับตู้คอนเทนเนอร์ประมาณ 300,000 ตู้/ปี และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.2-1.8 ล้านตู้/ปีในอนาคต จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยใน   2 กลุ่มหลัก ได้แก่

1)   ธุรกิจพาณิชย์ ค้าปลีก และบริการ เช่น การพัฒนา ร้านค้าปลอดภาษี (Duty-free shop), เอาต์เล็ต
พรีเมียม, ศูนย์การค้า (Shopping mall, Hypermarket) และร้านค้าบริการ เช่น ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และสถานบันเทิง เพื่อรองรับนักเดินทางจากจีน ลาว และไทย รวมถึงลูกค้าในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ

2)  ธุรกิจโรงแรมและที่พัก เช่น การลงทุนในโรงแรมระดับกลางถึงสูง รีสอร์ต Service Apartments หรือ Aparthotel ซึ่งตอบโจทย์นักธุรกิจและนักเดินทางระหว่างประเทศที่ต้องการที่พักระยะสั้นถึงปานกลาง

เขตดงโพสีมีศักยภาพสูงในด้านคมนาคม โครงสร้างพื้นฐาน และบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ซึ่งเป็นกลไกสำคัญ ที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของลาวสู่การเป็นจุดเชื่อมโยงการค้าระดับภูมิภาคในอนาคต

เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษท่าแขก (Thakhek SEZ) เป็นอีกพื้นที่ที่มีศักยภาพในการส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจพาณิชย์และที่พักโรงแรม เขตฯท่าแขกตั้งอยู่บนแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor: EWEC) โดยมีถนนหมายเลข 12 เชื่อมโยงระหว่างลาวและเวียดนาม พร้อมทางออกสู่ทะเลที่ท่าเรือ หวุงอ่าง (Vung Ang Port) ของเวียดนาม ทั้งนี้ รวมถึงเส้นทางรถไฟเวียงจันทน์-หวุงอ่าง ที่รัฐบาลลาวและรัฐบาลเวียดนามมีแผนพัฒนาในระยะข้างหน้า   จะส่งเสริมให้เขตเศรษฐกิจพิเศษท่าแขกเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ

เขตนี้มีจุดแข็งด้านต้นทุนการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะอัตราค่าเช่าที่ดินที่ต่ำมาก ประมาณ 0.19 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตารางเมตรต่อเดือน อีกทั้ง ยังมีโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเช่น Thakhek Dry Port (ICD) ซึ่งเป็นศูนย์โลจิสติกส์และลานตู้คอนเทนเนอร์ บนพื้นที่ 114 เฮกตาร์ โดยอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง และ Trade & Warehouse Complex พื้นที่กว่า 100 เฮกตาร์ ซึ่งประกอบด้วยศูนย์การค้า คลังสินค้า โรงงานประกอบอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย ดังนี้

1) ธุรกิจพาณิชย์และบริการโซนพาณิชย์แบบครบวงจร รองรับทั้งประชากรท้องถิ่นและนักเดินทางระหว่างประเทศ โดยสามารถลงทุนในธุรกิจห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลอดภาษี (Duty-free shop) เอาต์เล็ตพรีเมียม (Premium outlets) Hypermarketร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ ธนาคาร และศูนย์บริการข้อมูล IT เพื่อรองรับนักเดินทางจากลาว ไทย และเวียดนาม

 2) ธุรกิจโรงแรมและที่พักโครงการรีสอร์ต วิลล่า โรงแรม คลับ และโซนที่พักแบบครบวงจร เหมาะสำหรับนักธุรกิจและนักเดินทางข้ามชาติ โดยเฉพาะรูปแบบ Service Apartments และ Aparthotel ซึ่งรองรับการเข้าพักระยะสั้นถึงปานกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ด้วยปัจจัยด้านทำเลเชิงยุทธศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ และต้นทุนการดำเนินการที่แข่งขันได้ ท่าแขกจึงเป็นพื้นที่ที่เอื้อต่อการขยายตัวของภาคพาณิชยกรรมและบริการ และเป็นจุดหมายที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายตลาดในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

นักลงทุนไทยที่สนใจจะสามารถเข้าไปลงทุนในลาวได้อย่างไร

การเข้าไปลงทุนของผู้ประกอบการไทยในเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) ของลาว จำเป็นต้องปฏิบัติตามขั้นตอนทางกฎหมายและข้อกำหนดของทางการลาวอย่างเคร่งครัด โดยกระบวนการเริ่มต้นจากการเลือกทำเลที่เหมาะสมกับลักษณะของธุรกิจ จากนั้นผู้ประกอบการต้องดำเนินการยื่นคำขออนุญาตต่อสำนักงานบริหาร SEZ ที่ต้องการลงทุน โดยจัดเตรียมเอกสารหลักฐาน เช่น แบบฟอร์มการลงทุน แผนธุรกิจ สำเนาหนังสือเดินทาง และเอกสารทะเบียนบริษัท เป็นต้น

ขั้นตอนต่อมา หน่วยงานที่รับผิดชอบจะตรวจสอบและออกหนังสือลงทะเบียนให้ผู้สมัคร ซึ่งเอกสารทั้งหมดจะถูกตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า กระทรวงแผนการและการลงทุน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยพิจารณาความสอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ความเหมาะสมด้านสิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อชุมชน

การอนุมัติโครงการลงทุนจะขึ้นอยู่กับมูลค่าของโครงการ โดยหากมีมูลค่าไม่เกิน 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การอนุมัติจะดำเนินการโดยหน่วยงานท้องถิ่นหรือแขวง แต่หากเกิน 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะต้องเสนอให้ส่วนกลางพิจารณาอนุมัติ โดยเฉพาะโครงการที่มีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจะต้องผ่านการพิจารณาโดยหน่วยงานสิ่งแวดล้อมระดับชาติ

เมื่อได้รับการอนุมัติแล้ว นักลงทุนจะต้องยื่นคำขอใช้น้ำ-ไฟ กับสำนักงานบริหาร SEZ หรือ OSS Center ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางที่อำนวยความสะดวกในการดำเนินการต่าง ๆ ให้แก่นักลงทุน

ทั้งนี้ ธุรกิจบางประเภท เช่น โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ และ โลจิสติกส์ อาจต้องมีขั้นตอนการขอใบอนุญาตพิเศษเพิ่มเติม โดยขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของแต่ละธุรกิจ

กระบวนการดังกล่าวสะท้อนถึงความเป็นระบบและความพร้อมของประเทศลาว ในการรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะนักลงทุนไทยที่ต้องการขยายธุรกิจสู่ภูมิภาค

ความท้าทายสำหรับนักลงทุนไทยในการเข้าไปลงทุนในลาว

แม้ว่าการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษของลาว จะเปิดโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ให้แก่ผู้ประกอบการไทย แต่ก็ยังมีปัจจัยท้าทายสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ การเมือง การเงิน และตลาดแรงงาน ดังนี้

ประการแรก ความไม่แน่นอนของกฎหมายและระเบียบภาครัฐถือเป็นอุปสรรคสำคัญ กฎหมายด้านธุรกิจในลาวยังมีการปรับเปลี่ยนอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งแนวทางปฏิบัติบางประการยังขาดความชัดเจน ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องพึ่งพาพันธมิตรท้องถิ่นเพื่อช่วยดำเนินการในระบบราชการที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน โดยเฉพาะขั้นตอนขออนุญาตลงทุนและการจัดตั้งธุรกิจ

ประการที่ 2  ค่าเงินกีบที่ยังมีแนวโน้มอ่อนค่า โดยอัตราแลกเปลี่ยน ณ 14 ส.ค. 2568 อยู่ที่ 21,649.15 กีบ ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ  ซึ่งอ่อนค่าลงราว 61% เมื่อเทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์สหรัฐฯ เฉลี่ยในปี 2558-2560 ซึ่งเป็นช่วงที่ค่าเงินกีบแข็งที่สุดในรอบ 10 ปี และมีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการชำระหนี้ต่างประเทศ

ประการที่ 3  ตลาดแรงงานในลาวกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะรองรับการลงทุน โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและบริการที่ต้องใช้แรงงานฝีมือ นอกจากนี้ การหลั่งไหลของเงินลงทุนจากต่างประเทศยังส่งผลให้เกิดการแข่งขันแย่งแรงงานภายในประเทศมากขึ้น ผู้ประกอบการจึงอาจเผชิญกับต้นทุนแฝงจากการฝึกอบรมแรงงาน

อย่างไรก็ดี ในด้านการส่งออกสินค้า ถึงแม้ว่าลาวจะถูกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ถึง 40% แต่ลาวอาจจะได้รับผลกระทบจากการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ อย่างจำกัด เนื่องจากการส่งออกของลาวไปยังสหรัฐฯ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2563-2567) คิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ยราว 2.6% ของการส่งออกทั้งหมดของลาว ความท้าทายเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าผู้ประกอบการไทยควรมีแผนบริหารความเสี่ยงและศึกษาข้อมูลเชิงลึกอย่างรอบด้านก่อนเข้าลงทุนในประเทศลาว


บทความที่เกี่ยวข้อง
MOTOR EXPO คืนกำไรผู้ชมอลังการ  จับรางวัล รถยนต์ 3 คัน จักรยานยนต์ 1 คัน
“IMC สื่อสากล” จับรางวัลหาผู้โชคดีจากงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42” ลุ้นรถยนต์ 3 คัน และรถจักรยานยนต์ 1 คัน จากกิจกรรมคืนกำไรให้ผู้ชมที่ “ซื้อรถ...ชิงรถ” “ซื้อบัตร...ชิงรถ” “
21 ม.ค. 2026
BAM เข้าพบ ผู้ว่า ธปท. เนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ 2569  พร้อมเดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านการบริหารหนี้และการบริหารจัดการทรัพย์สินรอการขาย
ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูง เข้าพบ คุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
21 ม.ค. 2026
แอกซ่าประกันภัยเปิดตัว "AXA Travel LINE Call" ยกระดับการช่วยเหลือฉุกเฉิน เคียงข้างทุกการเดินทาง
แอกซ่าประกันภัยยกระดับงานบริการลูกค้า เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ “AXA Travel LINE Call” เพื่อมอบความความอุ่นใจสูงสุดให้แก่นักเดินทางที่ถือกรมธรรม์ประกันภัยการเดินทาง AXA Smart Traveller’s Choice
21 ม.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy