แชร์

ttb analytics ประเมินรายได้เกษตรกร 5 พืชหลักปี 2568 มีแนวโน้มหดตัวหนักจากปัญหาอุปทานส่วนเกินกดดันราคาผลผลิตตกต่ำ และคาดปี 2569 ยังเผชิญแรงกดดันด้านราคาต่อเนื่อง

อัพเดทล่าสุด: 26 ก.ย. 2025
305 ผู้เข้าชม

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics คาดการณ์ปี 2568 รายได้เกษตรกร 5 พืชหลักลดลงราว 16% ที่รายได้รวมกว่า 8.1 แสนล้านบาท จากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยให้ปริมาณผลผลิตทางการเกษตรมีทิศทางเพิ่มขึ้น เกิดปัญหาอุปทานส่วนเกิน กดดันราคาสินค้าให้ตกต่ำ ในขณะที่แนวโน้มการระบายอุปทานส่วนเกินผ่านการส่งออกยังมองไม่เห็นสัญญาณบวก และคาดว่าสถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องยาวถึงปี 2569 แนะภาครัฐเร่งจัดการปัญหาผลผลิตส่วนเกิน ทั้งในฝั่งอุปสงค์สำหรับเร่งหาช่องทางส่งออกสินค้าในพื้นที่ตลาดใหม่ๆ  และฝั่งอุปทานในแง่การปรับปรุงทบทวนนโยบายให้มีความเหมาะสมและรัดกุมมากขึ้นควบคู่กันไป

ตามข้อมูลของสภาพัฒนาเศรฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี 2567 เศรษฐกิจภาคการเกษตรของไทยมีมูลค่าราว 1.6 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 8.7% ของขนาดเศรษฐกิจรวมทั้งประเทศ แต่เมื่อพิจารณาถึงความสำคัญเชิงระบบของภาคเศรฐกิจไทยกลับพบว่ามีความสำคัญอย่างมากในมิติของแหล่งงานให้กับคนกว่า 11.5 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วน 28.9% ของจำนวนแรงงานทั่วประเทศ รวมถึงมิติการกระจายรายได้ทำให้แรงงานภาคเกษตรไม่กระจุกตัวในบางพื้นที่เหมือนกลุ่มแรงงานภาคอุตสาหกรรม โดยในมิติเชิงลึกของเศรษฐกิจภาคเกษตรเมื่อพิจารณาในกลุ่ม 5 พืชหลักซึ่งสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทยในปี 2567 สูงเป็นประวัติการณ์กว่า 9.7 แสนล้านบาท ซึ่งปรับเพิ่มสูงขึ้นจากปี 2566 ราว 12.1% จากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยให้ปริมาณผลผลิตการเกษตรที่ออกมามีแนวโน้มสูงมากขึ้นโดยเฉพาะช่วงครึ่งหลังของปี ในขณะที่ฝั่งราคาผลผลิตยังได้รับอานิสงส์จากราคาพืชเกษตรที่ยังทรงตัวในระดับที่สูงต่อเนื่องจากปี 2566 ทั้งในส่วนของข้าวที่ราคาใกล้เคียงกับปีก่อน(-0.6%) ในขณะที่ยางพารา อ้อย และปาล์มน้ำมัน ราคาผลผลิตปรับตัวสูงขึ้นระดับ 54.0%, 31.5% และ 11.4% ตามลำดับ

อย่างไรก็ดี สำหรับสถานการณ์ในปี 2568 รายได้เกษตรกรกลุ่ม 5 พืชเศรษฐกิจหลักนั้นกลับดูไม่สดใส โดยประเมินว่ามีจะแนวโน้มหดตัวราว 16% จากปีก่อน มีรวมรายได้อยู่ที่ 8.1 แสนล้านบาท สาเหตุหลักมาจากผลของราคาในทุกพืชเศรษฐกิจหลักมีทิศทางปรับตัวลงแรงจากช่วงต้นปี เหตุเกิดจากอุปทานส่วนเกินที่กดดันผ่านกลไกราคา ส่งผลให้ราคาผลผลิตพืชเกษตรตกต่ำ ตามสาเหตุของการเกิดอุปทานส่วนเกินที่เกิดขึ้นจากสาเหตุที่ต่างกันออกไปในพืชแต่ละกลุ่มดังต่อไปนี้

·   ข้าว : อุปทานส่วนเกินจากภาวะส่งออกที่ชะลอตัว เนื่องจากข้าวเป็นสินค้าบริโภคหลักที่ไม่สามารถเร่งการบริโภคภายในประเทศได้จากข้อจำกัดในการบริโภคเชิงกายภาพที่ไม่ว่าผู้บริโภคจะมีกำลังซื้อสูงขึ้นเพียงใดก็ตาม ปริมาณการบริโภคย่อมไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้อุปทานส่วนเกินที่เหลือจากการบริโภคจำเป็นต้องถูกเร่งระบายผ่านการส่งออก แต่อย่างไรก็ตามสถานการณ์ส่งออกของไทยกลับได้รับแรงกดดันจากภาวะการส่งออกที่ชะลอตัวต่ำ โดยปี 2568 คาดมูลค่าส่งออกข้าวไทยจะหดตัวแตะระดับ 40% จากปีก่อน คิดเป็นปริมาณส่งออกข้าวที่หายไปกว่า 1.9 ล้านตัน หรือคิดเป็นปริมาณข้าวเปลือกกว่า 2.9 ล้านตัน ดังนั้นจากสถานการณ์ที่อุปทานส่วนเกินไม่สามารถระบายออกกอปรกับการบริโภคในประเทศที่ไม่อาจเพิ่มได้ตามข้อจำกัดการบริโภค ส่งผลให้มีผลผลิตข้าวค้างเป็นสต็อกสูง อีกทั้งเมื่อมีผลผลิตข้าวนาปรังที่เข้ามาช่วงต้นปี 2568 ย่อมทำให้ราคาข้าวเปลือกที่ชาวนาจะนำมาขายให้โรงสีถูกกดดันให้ราคาลดลงอีก ส่งผลให้ในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 คาดการณ์ราคาข้าวเปลือกมีแนวโน้มหดตัวหนักราว 35 - 40% จากปีก่อน ที่ราคาเฉลี่ย 6.7 พันบาทต่อตัน จากปริมาณผลผลิตข้าวเปลือกที่คาดว่าเพิ่มขึ้นเพียง 5.2% จากปีก่อน รวม 34.9 ล้านตัน

·   ปาล์มน้ำมัน : อุปทานส่วนเกินอันเกิดจากนโยบายที่บิดเบือนกลไกตลาด จากในช่วงที่ผ่านมาภาครัฐมีนโยบายผลักดันให้เป็นพืชน้ำมันเพื่อลดต้นทุนค่าพลังงาน แต่อย่างไรก็ตามการไม่คำนึงถึงความล่าช้าของอุปทานที่ไม่รัดกุม ส่งผลให้ในช่วงที่มีนโยบายอาจไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น ย้อนกลับไปในช่วงที่ราคาน้ำมันปาล์มไม่สูง การนำมาผสมเพื่อลดต้นทุนย่อมเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล แต่ในปัจจุบันราคาน้ำมันปาล์มสูงกว่าราคาน้ำมันดีเซล ทำให้ต้นทุนค่าพลังงานที่ผสมนั้นสูงกว่าราคาเชื้อเพลิงปกติ กอปรกับภาครัฐมักตรึงราคาดีเซลเพื่อไม่ให้กระทบกับต้นทุนค่าครองชีพทำให้รัฐจำเป็นต้องนำเงินกองทุนไปอุดหนุน และส่งผลให้ช่วงปลายปี 2567 มีการปรับลดสัดส่วนการใช้ B7 ลงเป็น B5 เพื่อลดภาระราคาพลังงาน จึงสร้างแรงกดดันให้ความต้องการปาล์มน้ำมันดิบเพื่อใช้ผลิตเป็นไบโอดีเซลลดลงถึงประมาณ 1.3 ล้านตันต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 7% ของผลผลิตทั้งหมด

·   มันสำปะหลัง : อุปทานส่วนเกินที่เกิดจากเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยปกติแล้วอุปทานมันสำปะหลังของไทยมีไม่เพียงพอต่ออุปสงค์ในประเทศ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงความต้องการมันสำปะหลังกว่า 47% ของปริมาณผลผลิตหัวมันสำปะหลังทั้งหมดที่ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมแป้งมัน ทั้งนี้จากโครงสร้างการกระจายสินค้าของแป้งมันสำปะหลังที่กว่าครึ่งพึ่งพาตลาดจีนเป็นหลัก แต่บนธรรมชาติของอุตสาหกรรมผลิตแป้งมันดิบที่ไม่ได้มีความซับซ้อน กอปรกับมันสำปะหลังเป็นพืชทนแล้งที่สามารถปลูกได้ในหลายพื้นที่โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านที่มีลักษณะพื้นดินและสภาพอากาศใกล้เคียงกันกับไทย ส่งผลให้ในระยะที่ผ่านมาผู้ประกอบการจีนเริ่มหันไปตั้งโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังเองในประเทศกลุ่ม CLMV มากขึ้น สะท้อนผ่านปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังในช่วงปี 2565-2567 โดยเฉพาะในลาวและกัมพูชาจากเดิมมีสัดส่วนรวมกันกว่า 58% เพิ่มขึ้นเป็น 71% ของปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังของไทย สร้างแรงกดดันให้อุปสงค์ที่เคยมีไว้เพื่อรองรับการส่งออกสินค้าปลายน้ำปรับตัวลดลง และส่งผลกระทบให้ราคาหัวมันสดมีทิศทางหดตัวลงต่อเนื่อง

ดังนั้น บนสถานการณ์ที่ถูกรุมเร้าจากปัญหาอุปทานส่วนเกินในปี 2568 กดดันราคาสินค้าให้ตกต่ำ และด้วยสถานการณ์ที่ไทยยังได้รับอิทธิพลจากปริมาณน้ำฝนที่ดีในปีนี้ย่อมส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรมีทิศทางเพิ่มขึ้น เป็นการซ้ำเติมภาวะอุปทานส่วนเกินที่กดดันให้ราคายังทรงตัวต่ำตลอดปี ส่งผลให้รายได้เกษตรกรคาดว่าจะปรับลดลงถึง 16% รวมถึงมุมมองในปี 2569 ยังคาดว่าชะลอตัวต่อเนื่องจากความน่าจะเป็นที่มีโอกาสจะเกิดปรากฏการณ์ลานีญาลากยาวถึงช่วงกลางปี 2569 ขององค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NOAA) ที่จะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อปริมาณผลผลิตสินค้าเกษตรบนเงื่อนไขที่แนวโน้มการระบายอุปทานส่วนเกินผ่านการส่งออกยังมองไม่เห็นสัญญาณบวกผ่านตลาดใหม่ที่ยังไม่มีความชัดเจน รวมถึงผลผลิตเกษตรที่ไม่ใช่สินค้าบริโภคทางตรง เช่น ยางพารา ที่ยังเผชิญกับความท้าทายในอุตสาหกรรมยานยนต์ ในส่วนของอ้อยถูกปรับราคารับซื้อลงตามทิศทางราคาน้ำตาลโลกที่มีแนวโน้มลดลงจากผลผลิตน้ำตาลของบราซิลเริ่มฟื้นตัว ดังนั้นจึงเป็นเหตุให้ ttb analytics เชื่อว่า รายได้เกษตร 5 พืชหลักยังคงมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องถึงปี 2569

ด้วยเหตุนี้ ttb analytics จึงมีข้อเสนอแนะให้ภาครัฐเร่งจัดการปัญหาอุปทานที่เกิดขึ้น โดยแบ่งออกเป็นทั้งการจัดการปัญหาด้านฝั่งอุปสงค์ที่ต้องพยายามช่วยหาช่องทางระบายผลผลิตส่วนเกินไปยังตลาดโลกในพื้นที่ใหม่ ส่งเสริมความรู้ในการแปรรูปสินค้าเกษตรให้มีความหลากหลาย รวมถึงจัดการปัญหาด้านฝั่งอุปทานโดยปรับนโยบายให้มีความรัดกุม สนับสนุนการจัดการห่วงโซ่อุปทานในประเทศ เช่น การใช้ทรัพยากรท้องถิ่นในอุตสาหกรรมแปรรูป และจำเป็นต้องเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผ่านการส่งเสริมระบบเกษตรแปลงใหญ่ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Smart Farming และการปรับปรุงกลไกสนับสนุนหรือพยุงราคาที่มุ่งเน้นการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรกรรมไทยในระยะยาว


บทความที่เกี่ยวข้อง
กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย ส่งมอบความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดสงขลา รวมมูลค่า 1 ล้านบาท และช่วยเหลือครอบคลุมพื้นที่ภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบ มูลค่ารวมกว่า 2.8 ล้านบาท
กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย ภายใต้มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิเพื่อนพึ่งภา เดินหน้ามอบความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่หาดใหญ่และหลายอำเภอในจังหวัดสงขลา
1 ธ.ค. 2025
มาดามแป้ง ส่งผ้าห่ม 6,000 ผืน ช่วยผู้อพยพ จากเหตุปะทะชายแดน ที่ ศูนย์พักพิง สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต
มาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริจาคผ้าห่ม จำนวน 6,000 ผืน แก่ ศูนย์พักพิง สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์
11 ธ.ค. 2025
เซ็นทรัลพัฒนา ตอกย้ำภาพลักษณ์ No.1 Food Destination เตรียมเปิด “Sweet Garden” เนรมิตสวนขนมหวานใจกลางศูนย์การค้า ในงาน “Signature Sweets”
เซ็นทรัลพัฒนา ผู้นำด้านการพัฒนาพื้นที่ไลฟ์สไตล์และศูนย์การค้าระดับประเทศ เตรียมจัดเทศกาลของหวาน Signature Sweets 2026 เนรมิตพื้นที่ศูนย์การค้าให้เป็น The Garden Aesthetic Dessert Park
24 มี.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy