แชร์

จับตาสถานการณ์เวเนซุเอลา : นัยยะทางเศรษฐกิจ

อัพเดทล่าสุด: 8 ม.ค. 2026
280 ผู้เข้าชม

3 มกราคม 2569 สถานการณ์ในเวเนซุเอลาได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังกองกำลังพิเศษของสหรัฐฯ เข้าจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร และภริยา เพื่อดำเนินคดีในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายผ่านเครือข่ายยาเสพติด โดยสหรัฐฯ ได้เข้าดูแลการบริหารประเทศเวเนซุเอลาเป็นการชั่วคราว พร้อมแต่งตั้งรองประธานาธิบดีขึ้นทำหน้าที่แทน ภายใต้กรอบการกำกับดูแลของสหรัฐฯ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังอยู่ในระดับสูงของเศรษฐกิจและการค้าโลก ซึ่งประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความมั่งคง และพลังงาน ถูกนำมาเชื่อมโยงกับนโยบายการค้าและการลงทุนมากขึ้น โดยเหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนเป้าหมายของสหรัฐฯ ในด้านความมั่นคง (ยุติการค้ายาเสพติด อาวุธ และลดอิทธิพลของมหาอำนาจคู่แข่ง) และด้านเศรษฐกิจ (ฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเปิดทางให้บริษัทพลังงานสหรัฐฯ กลับมาลงทุน)



เหตุเบื้องหลังของสหรัฐฯ ในการบุกเข้าไปในเวเนซุเอลา

1) ด้านความมั่นคง มุ่งยุติการค้ายา/อาวุธ และขับไล่อิทธิพลต่างชาติ โดยปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ ฝ่ายบริหารของทรัมป์อ้างว่าเหตุผลในการดำเนินการทางทหารในเวเนซุเอลา เกิดขึ้นเพื่อการป้องกันตนเอง จากการค้ายาเสพติดและความรุนแรงของกลุ่มอิทธิพลค้ายา ซึ่งยกระดับจากการโจมตีเรือสปีดโบ๊ทหลายลำที่ถูกกล่าวหาว่าขนยาเสพติดผ่านน่านน้ำของเวเนซุเอลาในช่วงเดือน ต.ค. 68 ไปสู่การยึดเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรไปแล้ว 2 ลำ และกำลังติดตามเรือลำที่ 3 โดยกองทัพสหรัฐฯ

อย่างไรก็ดี จากรายงานของ Financial Times พบว่าผู้ค้ายังลักลอบขนโคเคนในปริมาณเล็กน้อยผ่านการใช้เที่ยวบินลับ โดยอาศัยเวเนซุเอลาเป็นจุดเริ่มต้นของเที่ยวบินเหล่านี้ เนื่องจากมีพรมแดนติดกับโคลัมเบีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตโคเคนรายใหญ่ที่สุดของโลก อันเป็นสาเหตุที่นำไปสู่การยกระดับเข้าโจมตีเวเนซุเอลา



2) ด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลทรัมป์ต้องฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานน้ำมัน และดึงบริษัทน้ำมันอเมริกันกลับมาลงทุน โดยเป้าหมายหลักของปฏิบัติการนี้คือการเข้าถึงแหล่งน้ำมันดิบสำรองที่มีปริมาณมากที่สุดในโลกอย่างเวเนซุเอลา ซึ่งมีน้ำมันดิบสำรองมากถึง 303 พันล้านบาร์เรล (คิดเป็น 19% ของสัดส่วนน้ำมันดิบสำรองทั่วโลก) เพื่อฟื้นโครงสร้างน้ำมันสหรัฐฯ ทั้งนี้ น้ำมันในเวเนซุเอลา โดยส่วนมากเป็นชนิด Extra Heavy Crude เหมาะกับการผลิตดีเซล ยางมะตอย และปิโตรเคมี ซึ่งโรงกลั่นสหรัฐฯ สามารถรองรับได้ดี โดยปัจจุบัน มีบริษัท Chevron ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ที่ได้รับอนุญาตให้เริ่มกลับมาผลิตน้ำมันในเวเนซุเอลาได้



อย่างไรก็ดี แม้เวเนซุเอลาจะมีปริมาณน้ำมันดิบสำรองเป็นอับดับ 1 ของโลก แต่กลับผลิตได้เพียง8 แสนบาร์เรล/วัน (คิดเป็นสัดส่วนราว 1% ของปริมาณการผลิตของโลก) และส่งออกราว 6.6 แสนบาร์เรล/วัน ในปี 2567 เทียบกับ ซาอุดิอาระเบีย ผู้ถือครองปริมาณน้ำมันดิบอันดับ 2 แต่กลับส่งออกน้ำมันได้มากถึง 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี 2567



ปฏิบัติการครั้งนี้ ยังคาดว่าเป็นการขัดผลประโยชน์ของจีนที่ได้รับจากเวเนซุเอลา โดยรายงานจาก The New York Times พบว่าจีนเป็นผู้น้ำมันรายสำคัญตั้งแต่ยุคประธานาธิบดี ฮูโก ชาเวซ ที่ต้องการลดการพึ่งพาสหรัฐ และหันไปหาพันธมิตรใหม่อย่างจีน ผ่านโมเดล “น้ำมันแลกเงินกู้” (Loans-for-oil) เพื่อนำเงินไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ โดยเวเนซุเอลาจะชำระคืนในรูปแบบของ“น้ำมันดิบ” แม้ปริมาณน้ำมันที่จีนนำเข้าจากเวเนซุเอลามีเพียง 4% ของการนำเข้าน้ำมันดิบของจีนที่ขนส่งทางทะเลในปี 2568



นอกเหนือจากการขัดประโยชน์ด้านน้ำมันนั้น รัฐบาลทรัมป์ยังต้องการขจัดอิทธิพลของจีนออกจากซีกโลกตะวันตก (Western Hemisphere) จากการให้สัมภาษณ์ของมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ผ่านสถานีโทรทัศน์ NBC ว่า “ทำไมจีนถึงต้องการน้ำมัน รัสเซีย? อิหร่าน? นี่คือโลกตะวันตก นี่คือที่ที่เราอาศัยอยู่ รัสเซีย จีน และอิหร่านต้อง ‘ออกไป’ เพราะซีกโลกตะวันตกเป็นของเรา และไม่มีใครจาก ‘นอกซีกโลกของเรา’ ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในพื้นที่ของอเมริกา”

Krungthai COMPASS ประเมินว่า ผลกระทบต่อราคาพลังงานโลกจะเด่นชัดขึ้นในระยะกลาง-ยาว    จากการเข้าไปมีบทบาทในการผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา

ระยะสั้น: ผลต่อราคาน้ำมันมีจำกัด เนื่องจากเวเนซุเอลายังมีการส่งออกน้ำมันได้น้อย ท่ามกลางสถานการณ์ Oversupply ในตลาดโลกที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปี 2568

ระยะกลาง-ยาว: เนื่องจากเวเนซุเอลามีปริมาณน้ำมันสำรองสูง จึงเป็นปัจจัยหนุนต่ออุปทานการผลิตน้ำมันในตลาดโลก โดยเฉพาะศักยภาพในการเพิ่มกำลังการผลิตจาก 8 แสนบาร์เรล/วัน สู่ราว 2 ล้านบาร์เรล/วัน (ในระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ เมื่อปี 2560) ทั้งนี้จำเป็นต้องฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตน้ำมันดิบ ซึ่งบั่นทอนลงการขาดการลงทุนที่เกิดขึ้นต่อเนื่องและการทุจริต จึงต้องใช้เงินลงทุนมูลค่าสูงเป็นระยะเวลาหลาปี โดยเฉพาะแหล่งน้ำมันหลักของประเทศบริเวณแอ่งโอริโนโก (Orinoco belt)



ประเมินผลกระทบทางตรงต่อเศรษฐกิจไทยผ่านช่องทางการค้า

Krungthai COMPASS ประเมินว่า ผลกระทบทางตรงต่อเศรษฐกิจไทยจากเหตุการณ์ในเวเนซุเอลาผ่านช่องทางการค้าอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากความเชื่อมโยงการค้าของทั้งสองประเทศอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับคู่ค้าหลักในภูมิภาคละตินอเมริกา

ในปี 2567 มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยกับเวเนซุเอลาอยู่ที่ 43.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นเพียง 0.01% ของมูลค่าการค้าทั้งหมดของไทย แบ่งเป็นการส่งออก 34.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และนำเข้า 8.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยไทยได้ดุลการค้า 26.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สะท้อนว่าภาคการค้าของไทยไม่ได้พึ่งพาตลาดเวเนซุเอลาอย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคละตินอเมริกา ถือว่าเวเนซุเอลาไม่ใช่คู่ค้าหลักของไทย โดยเป็นลำดับที่ 8 ของภูมิภาคละตินอเมริกาที่มีการค้ากับไทยในปี 2567 มูลค่าการค้ายังน้อยกว่าประเทศหลักอย่างบราซิลและเม็กซิโก ซึ่งมีมูลค่าการค้ากับไทยถึง 6.4 และ 5.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามลำดับ

ผลกระทบทางอ้อมต่อเศรษฐกิจไทย


Krungthai COMPASS มองผลกระทบทางอ้อม ที่อาจเกิดขึ้นกับไทยในระยะถัดไป ดังนี้

●     ค่าเงินบาท ระยะสั้นอาจเห็นการผันผวน ส่วนในระยะกลาง-ยาว ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวลง
จะส่งผลให้เงินบาทแข็งค่า เนื่องจากความต้องการเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อนำเข้าน้ำมันจะลดลง

●     ราคาพลังงาน หากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลงตามอุปทานน้ำมันโลกที่เพิ่มขึ้น หลังสหรัฐฯ เข้าดำเนินการขยายกำลังการผลิตน้ำมันในเวเนซุเอลาได้สำเร็จ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนราคาพลังงานและแรงกดดันเงินเฟ้อโดยรวมได้

●     ราคาสินค้าเกษตร โดยหากราคาน้ำมันปรับลดลงจะกดดันให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เกษตร อาทิ ข้าว ยาง และปาล์ม ลดลงตามด้วย กระทบรายได้เกษตรกร

●     ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ สัญญาณการแบ่งขั้วอำนาจที่รุนแรงขึ้น กดดันบรรยากาศการค้าโลกให้ตึงเครียด ซ้ำเติมภาคการส่งออกของไทยที่ยังต้องเผชิญปัจจัยลบจากสงครามการค้า



Implication

Krungthai COMPASS มองว่า แม้สถานการณ์ในเวเนซุเอลาจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทยในวงจำกัด แต่ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น ถือเป็นความเสี่ยงสำคัญที่จำเป็นต้องวางแผนรับมือ รวมถึงคอยติดตามในระยะถัดไป ดังนี้

แนวทางรับมือ

●       การรักษาจุดยืนความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์เพื่อสร้างสมดุลทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ภาครัฐจำเป็นต้องผลักดันการกระจายตลาดส่งออกและสร้างโอกาสทางการค้าผ่านข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับคู่ค้าใหม่ๆ และขยายความร่วมมือกับประเทศในกลุ่มอาเซียนเพื่อเพิ่มโอกาสด้านการค้าและการลงทุนภายในภูมิภาคมากขึ้น ขณะเดียวกันยังต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนด้านราคาพลังงานและสินค้าเกษตร ที่อาจเกิดขึ้นในระยะถัดไป ผ่านการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงให้พร้อมรับสถานการณ์

●       การให้ความสำคัญกับการบริหารห่วงโซ่อุปทานและการกระจายตลาด  ผู้ประกอบการจำเป็นต้องวางกลยุทธ์เพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากปัญหาอุปทานชะงักงัน ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ผ่านการบริหารจัดการต้นทุนและห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งการกระจายตลาดส่งออกสู่ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น อาเซียน เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และยุโรปตะวันออก เป็นต้น ซึ่งมีแนวโน้มเติบโต อันจะช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และการแยกขั้วที่รุนแรงมากขึ้น

สิ่งที่ต้องติดตาม

●       การขยายบทบาทองสหรัฐฯ ในละตินอเมริกา ภายใต้แนวคิด Monroe Doctrine อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของตลาดการเงินโลก

●     ท่าทีของจีนต่อการถูกสหรัฐฯ จำกัดบทบาททางการค้าในเวเนซุเอลา โดยจีนเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ของเวเนซุเอลาในช่วงที่ผ่านมา การถูกสหรัฐฯลดทอนบทบาทลง สะท้อนการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจที่ทวีความรุนแรงและปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยกระดับขึ้น

●     ทิศทางราคาพลังงานโลกในระยะถัดไป ในระยะสั้นผลต่อราคาน้ำมันยังจำกัด แต่ระยะกลาง-ยาวต้องติดตามความเร็วในการฟื้นการผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลา ซึ่งจะส่งผลต่ออุปทานในตลาดโลกและต้นทุนนำเข้าพลังงานของรวมถึงภาคอุตสาหกรรม เช่น ภาคพลังงาน ปิโตรเคมี และภาคเกษตรที่อาจเผชิญแรงกดดันต่อผลประกอบการจากราคาที่มีแนวโน้มลดลง



 


บทความที่เกี่ยวข้อง
เมืองไทยประกันภัย เปิดจุดจอดรถหนีน้ำ  130 จุดทั่วภาคใต้ ลดความเสี่ยงรถยนต์จมน้ำ
นางนวลพรรณ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ MTI แสดงความห่วงใยลูกค้า จากเหตุอุทกภัยในหลายจังหวัดของภาคใต้ตอนล่าง โดยเฉพาะตัวเมืองหาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ต้องจมอยู่ในน้ำ
26 พ.ย. 2025
ไทยพาณิชย์ ร่วมอนุรักษ์ทะเลไทยให้อยู่อย่างยั่งยืน ช่วยลดขยะทางทะเลด้วยการใช้ขวด rPET แล้วกว่า 2.5 ล้านขวด
ธนาคารไทยพาณิชย์ร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลให้อยู่อย่างยั่งยืน โดยการมีส่วนร่วมช่วยลดขยะพลาสติกจากการใช้ขวดน้ำดื่ม น้ำใจไทยพาณิชย์ rPET ไปแล้วกว่า 2.5 ล้านขวด
26 ก.ย. 2025
ทิพยประกันภัย จับมือ โลตัส มันนี่ พลัส เปิดตัว ประกันภัยวัยเก๋าเบาใจ เจาะกลุ่มผู้สูงอายุ 50 75 ปี พร้อมความคุ้มครองเสริมพิเศษและบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน
คุณไชยพร จันทรเดช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจประกันภัยรถยนต์ และคุณสุชัญญา กีรติยุติ ผู้อำนวยการฝ่ายขายประกันภัยรถยนต์ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) จับมือกับ คุณกาญจนาพร ศรีโมรา
25 ก.ค. 2025
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy