แชร์

การเมืองญี่ปุ่นอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ขณะที่นโยบายการเงินล่าสุดของจีนส่งผลบวกจำกัด ส่วนไทยพึ่งแรงหนุนจากนโยบายการเงินมากขึ้น

อัพเดทล่าสุด: 20 ม.ค. 2026
306 ผู้เข้าชม

ญี่ปุ่น: สถานการณ์ทางการเมืองของญี่ปุ่นก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หลังรัฐบาลประกาศว่ามีแผนจะยุบสภาในสัปดาห์นี้โดยคาดว่าจะนำไปสู่การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ การเคลื่อนไหวอาจเป็นกลยุทธ์เพื่อขยายฐานที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยอาศัยจังหวะที่รัฐบาลยังมีคะแนนนิยมสูงถึง 70% อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงจากภายในและภายนอกประเทศ (i) การรวมตัวกันตั้งพรรคใหม่ของฝ่ายค้านในการชิงที่นั่งในสภาฯ (ii) ความขัดแย้งกับจีนเรื่องไต้หวันหลังจีนประกาศจำกัดการส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (Dual-use) เช่น โดรน ระบบนำทาง รวมถึงแร่หายากบางชนิด ประเด็นดังกล่าวคาดว่าจะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมป้องกันประเทศของญี่ปุ่น รวมถึงภาคธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ที่พึ่งพาวัตถุดิบจีน โดยข้อมูลในปี 2567 บ่งชี้ว่าญี่ปุ่นพึ่งพาการนำเข้าแร่หายากจากจีนสูงถึง 70%

จีน: การส่งออกยังเติบโตดีแม้เผชิญภาษีนำเข้า ขณะที่การผ่อนคลายทางการเงินล่าสุดอาจส่งผลบวกจำกัด จีนลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่อ (Relending) ลง 0.25% โดยมีผลวันที่ 19 ม.ค. พร้อมจัดสรรวงเงินกู้ต่อเป็นการเฉพาะให้แก่ SMEs มูลค่า 1 ล้านล้านหยวน ทั้งนี้ คาดว่าแรงหนุนจากการเร่งส่งออกสินค้าล่วงหน้าในปีนี้อาจอ่อนกำลังลง และยังเสี่ยงเผชิญภาษีนำเข้าเซมิคอนดัคเตอร์และสินค้าสวมสิทธิ์ในระยะข้างหน้า ขณะที่การลดอัตราดอกเบี้ยล่าสุดอาจช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ธุรกิจกลุ่มเปราะบางได้บ้าง แต่ผลบวกต่อเศรษฐกิจในภาพรวมอาจจำกัด หากยังขาดแรงส่งทางด้านอุปสงค์

ไทย: ธปท.ลดเงินนำส่ง FIDF เหลือ 0.32% ช่วยพยุงสภาพคล่องระบบการเงินในปีนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศปรับลดอัตราเงินนำส่งของสถาบันการเงินเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) จากเดิม 0.46% ต่อปี เหลือ 0.32% ต่อปี โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2569

การปรับลดเงินนำส่งเข้า FIDF ล่าสุดสะท้อนการผ่อนคลายภาวะการเงินผ่านมาตรการลดต้นทุนของสถาบันการเงินโดยตรง ในบริบทที่อุปสงค์ภายในประเทศยังฟื้นตัวเปราะบาง นโยบายการคลังเผชิญข้อจำกัด และสินเชื่อภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ยังหดตัวต่อเนื่อง มาตรการดังกล่าวจึงช่วยเสริมประสิทธิภาพนโยบายการเงิน นอกเหนือจากการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อย่างไรก็ตาม วิจัยกรุงศรียังคงมุมมองว่าธปท.มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้อีก 1 ครั้งสู่ระดับ 1.00% ภายในปีนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจฟื้นตัวต่ำกว่าศักยภาพและแรงกดดันเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ โดยมีแนวโน้มใช้นโยบายแบบผสมผสานมากขึ้น ผ่านมาตรการเฉพาะจุด (Targeted Policy) ควบคู่กับดอกเบี้ยนโยบาย รวมถึงการกำกับดูแลกิจกรรมทางการเงินที่มีความเสี่ยงเฉพาะด้าน เช่น การซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อจำกัดความผันผวน และการเก็งกำไรเกินควร อันเป็นการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินโดยรวม


บทความที่เกี่ยวข้อง
ที ไลฟ์ ประกันชีวิต สนับสนุนให้วางแผนภาษีด้วยประกันสุขภาพ พร้อมรับความคุ้มครองมะเร็ง กับแบบประกัน Cancer Protection รับของสมนาคุณสุดพิเศษ
ที ไลฟ์ ประกันชีวิต บริษัทในกลุ่มธนชาต สนับสนุนให้คนไทยวางแผนภาษีด้วยการทำประกันสุขภาพ “แบบประกันแคนเซอร์ โพรเทคชั่น (Cancer Protection)” ที่ให้ความคุ้มครองโรคมะเร็งครอบคลุมทุกชนิด ทุกระยะ
3 พ.ย. 2025
เศรษฐกิจไทยอ่อนแรง ส่งออกเริ่มแผ่ว และความเสี่ยงเงินฝืดสูงขึ้น มองชุดนโยบาย Quick Big Win จะช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น แต่ผลต่อ GDP ยังมีจำกัด
SCB EIC ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปีนี้และปีหน้าขยายตัวต่ำ 1.8% และ 1.5% ตามลำดับ เสี่ยงโตไม่ถึง 1% ในช่วงครึ่งหลังปีนี้ยาวถึงครึ่งแรกปีหน้า การส่งออกมีสัญญาณชะลอตัวหลังสหรัฐฯ เก็บภาษีไทย 19%
24 ต.ค. 2025
มูลนิธิกรุงศรี มอบเงินสมทบทุนมูลนิธิคนพิการไทยต่อเนื่องปีที่ 9  มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตผู้พิการและผู้สูงอายุ
นายไพโรจน์ ชื่นครุฑ (ที่ 2 จากซ้าย) ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกลยุทธ์และวางแผนธุรกิจองค์กร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้แทนมูลนิธิกรุงศรี มอบเงินบริจาคจำนวน 100,000 บาท ให้แก่มูลนิธิคนพิการไทย
24 ธ.ค. 2025
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy