แชร์

การประกันภัย : กลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานธุรกิจร้านอาหารไทยสู่ความมั่นคงและยั่งยืน

อัพเดทล่าสุด: 24 ก.พ. 2026
115 ผู้เข้าชม

ปัจจุบันธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และเข้ามาเป็นหนึ่งในภาคบริการหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของมูลค่าทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการเชื่อมโยงกับภาคการผลิต การเกษตร การท่องเที่ยว และบริการอื่น ตลอดห่วงโซ่อุปทาน จากการประเมินของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยเศรษฐกิจที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ พบว่า ในปี 2568 ภาคธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มมีการใช้จ่ายของผู้บริโภคเฉลี่ยราว 600,000 ล้านบาทต่อปี สร้างการจ้างงานมากกว่า 1 ล้านตำแหน่ง และมีสถานประกอบการประมาณ 700,000 แห่ง ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ไปจนถึงผู้ประกอบการรายย่อยในทุกภูมิภาคของประเทศ ประกอบกับการเติบโตภาคการท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาติกลับมาเที่ยวประเทศไทยมากขึ้นในลักษณะเที่ยวด้วยตนเอง (FIT) หรือการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมเข้ามารับประทานอาหารไทย เพื่อดื่มด่ำวัฒนธรรมมากขึ้น ดังนั้นการเติบโตของธุรกิจร้านอาหารในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มในลักษณะของคาเฟ่ หากแต่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และมาตรฐานการให้บริการที่ประทับใจ อย่างไรก็ดี การดำเนินธุรกิจในภาคบริการดังกล่าวยังเผชิญกับความเสี่ยงหลายมิติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องของกิจการ หากขาดระบบบริหารจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม

ความเสี่ยงที่สำคัญของธุรกิจร้านอาหาร ได้แก่ ความเสียหายด้านทรัพย์สินจากอัคคีภัย น้ำท่วม หรือภัยธรรมชาติ ความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่อาจก่อให้เกิดความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ซึ่งก็คือลูกค้าที่มาทานอาหาร ตลอดจนความเสียหายจากการหยุดชะงักของธุรกิจจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันต่าง ๆ ซึ่งส่งผลให้รายได้หายไปในช่วงที่ไม่สามารถดำเนินกิจการได้ตามปกติ รวมถึงความเสี่ยงอื่น ๆ เช่น การโจรกรรม การฟ้องร้องดำเนินคดี หรือความเสียหายต่อชื่อเสียงของกิจการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย เหตุการณ์รุนแรงเพียงครั้งเดียวอาจส่งผลให้กระแสเงินสดสะดุด และไม่สามารถฟื้นตัวกลับมา ดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง

ในบริบทดังกล่าว ระบบประกันภัย จึงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยง โดยช่วยแปลงความไม่แน่นอน ให้เป็นความสามารถในการรับมือและฟื้นฟูกิจการ ผ่านกลไกการชดเชยความเสียหายตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ซึ่งไม่เพียงช่วยบรรเทาภาระทางการเงินของผู้ประกอบการ แต่ยังมีส่วนยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค สำนักงาน คปภ. แนะนำให้ผู้ประกอบการร้านอาหารพิจารณาจัดให้มีความคุ้มครองประกันภัยพื้นฐานที่สอดคล้องกับลักษณะและระดับความเสี่ยงของธุรกิจ โดยควรครอบคลุมการประกันอัคคีภัยเพื่อคุ้มครองอาคารและทรัพย์สินภายในร้าน การประกันภัย ความรับผิดต่อบุคคลภายนอกเพื่อคุ้มครองกรณีผู้บริโภคได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการใช้บริการ การประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการสูญเสียรายได้ในช่วงที่ไม่สามารถดำเนินกิจการได้ตามปกติ รวมถึงการประกันภัยโจรกรรมเพื่อคุ้มครองทรัพย์สินจากการสูญหายหรือความเสียหาย

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติยังพบว่าผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังอาจขาดความเข้าใจหรือไม่สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ประกันภัยได้อย่างเหมาะสม ซึ่งคำนึงถึงการปกป้องและคุ้มครองลูกค้าเป็นลำดับแรก บางรายมองว่าประกันภัยเป็นต้นทุนที่สูง มีเงื่อนไขซับซ้อน หรือไม่มั่นใจว่าความคุ้มครองจะสอดคล้องกับความเสี่ยงของธุรกิจตนเอง ส่งผลให้หลายกิจการยังไม่ได้รับ การคุ้มครองอย่างเพียงพอ ดังนั้น การประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้านควบคู่กับการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยจึงมี ความจำเป็น

เพื่อให้สามารถเลือกความคุ้มครองได้อย่างเหมาะสมและคุ้มค่า สำนักงาน คปภ. จึงได้ขับเคลื่อนโครงการ “ร้านอาหารอุ่นใจ มีประกันภัยคุ้มครอง” ผ่านความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมประกันภัย หอการค้าจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับการพัฒนาระบบทะเบียนกลางสำหรับร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการ และการออกตราสัญลักษณ์เพื่อสื่อสารกับผู้บริโภคว่าร้านดังกล่าวมีการบริหารความเสี่ยงและมีความคุ้มครองประกันภัยที่เหมาะสม ซึ่งคำนึงถึงการปกป้องและคุ้มครองลูกค้าเป็นลำดับแรก โดยมาตรการดังกล่าวไม่เพียง สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค ณ จุดใช้บริการ หากยังเป็นแรงจูงใจเชิงบวกให้ผู้ประกอบการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและการบริหารจัดการภายในร้านอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งฐานข้อมูลที่เป็นระบบยังเอื้อต่อการกำกับติดตาม การประเมินผล และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยให้สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจร้านอาหารที่มีความหลากหลาย

ในปี 2569 สำนักงาน คปภ. มุ่งขยายการรับรู้และการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการในทุกจังหวัดทั่วประเทศไปพร้อม ๆ กัน แต่มีกิจกรรมเป้าหมายในบางจังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ชลบุรี ภูเก็ต และขอนแก่น ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่มีความหนาแน่นของธุรกิจร้านอาหารและมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจบริการและการท่องเที่ยวของประเทศ การดำเนินงานเชิงรุกในพื้นที่ดังกล่าวคาดว่าจะช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย เสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจไทยในระยะยาว

ท้ายที่สุด การส่งเสริมให้ธุรกิจร้านอาหารมีระบบประกันภัยที่เหมาะสม มิใช่เพียงการปกป้องผู้ประกอบการจากความเสี่ยงทางการเงิน หากแต่เป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองผู้บริโภค เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ และยกระดับมาตรฐาน ความปลอดภัยของสังคมโดยรวม การบูรณาการเครื่องมือประกันภัยเข้ากับการบริหารจัดการความเสี่ยงจึงเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจบริการอย่างยั่งยืน และสอดคล้องกับพันธกิจของสำนักงาน คปภ. ในการเสริมสร้างความมั่นคงให้ระบบประกันภัยและระบบเศรษฐกิจของประเทศ


บทความที่เกี่ยวข้อง
ออมสิน เดินหน้าการเปลี่ยนใช้รถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด 100% ตามแผน GSB Net Zero 2050 
นางสาววชิรา การสุทธิ์ รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กลุ่มการตลาดเพื่อความยั่งยืน และนางญดาภรณ์ ศรีพัฒน์ รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กลุ่มปฏิบัติการ พร้อมคณะผู้บริหาร รับมอบรถยนต์ไฟฟ้าล็อตใหม่สำหรับใช้ในภารกิจของธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ
16 ม.ค. 2026
กรุงไทยชี้มาตรการ NTMs กดดันการส่งออกเกษตรและอาหารไทย กระทบมูลค่ากว่า 6 แสนล้านบาท
ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ชี้ มาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Measures: NTMs) กำลังเป็นอุปสรรคสำคัญในการค้าโลก
23 ม.ค. 2026
ทีทีบี ออกมาตรการเพิ่มเติมช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากอุทกภัยภาคใต้ในช่วงที่ผ่านมา ให้ฟื้นตัวได้โดยเร็ว
ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี ห่วงใยและพร้อมเคียงข้างลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ของภาคใต้ในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะในจังหวัดสงขลา
5 ม.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy