เอสเอ็มอีโตได้ต้องมีพื้นที่ !! พาเปิด “DIPROM ITC” กลไกช่วย SMEs บ่มเพาะสินค้าดีก่อนออกสู่ตลาดจริง พร้อมถอดรหัส สุพรรณบุรีโมเดล DC8 พื้นที่ช่วยเตรียมธุรกิจ - ผลิตภัณฑ์ให้โตแบบ “ดีพร้อม”
มะพร้าวน้ำหอมที่เคยขายได้เพียงลูกละ 2 บาท ข้าวพื้นถิ่นที่ไปได้ไกลเพียงตลาดในพื้นที่ หรือผลิตภัณฑ์อาหารดี ๆ ที่เต็มไปด้วยอัตลักษณ์และภูมิปัญญา แต่ไม่สามารถเข้าสู่ Modern Trade หรือส่งออกได้ เพราะติดข้อจำกัด ภาพเหล่านี้เป็นหนึ่งในอุปสรรคที่ผู้ประกอบการในหลาย ๆ ภูมิภาคต้องเผชิญ และเป็นโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจฐานรากไทยที่ต้องผลักดันสู่สินค้ามูลค่าสูง สรรหาช่องทางใหม่ ๆ และรายได้ให้เพิ่มสูงขึ้น

จากปัญหาเหล่านี้ กระทรวงอุตสาหกรรมภายใต้การขับเคลื่อนของ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จึงได้เร่งผลักดันนโยบาย “ONE MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” ผ่านการทำงานของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) ที่มุ่งยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยให้สามารถเพิ่มมูลค่าและแข่งขันได้ในระยะยาว โดยมีหนึ่งแนวทางสำคัญ คือ การเร่งยกระดับ “DIPROM ITC” หรือศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ให้เปลี่ยนบทบาทจากหน่วยงานสนับสนุนภาครัฐไปสู่กลไกที่ช่วยให้ SMEs และวิสาหกิจชุมชน สามารถทดลอง พัฒนา และต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่เชิงพาณิชย์ได้จริง

ไขคำตอบ ทำไม SMEs ต้องไป DIPROM ITC ??
นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงเป้าหมายของการขับเคลื่อนในครั้งนี้ว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการอยู่รอด แต่ต้องช่วยให้สามารถเติบโต และแข่งขันได้จริงในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยหนึ่งในอุปสรรคสำคัญของ SMEs ไทย คือ “ความกลัว
ในการเริ่มต้น” เพราะการพัฒนาสินค้าใหม่แต่ละครั้งเต็มไปด้วยความเสี่ยง ทั้งด้านต้นทุนเครื่องจักร เทคโนโลยี และกระบวนการผลิตที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง ดีพร้อม จึงได้เร่งขับเคลื่อนนโยบาย “DIPROM FLEXi : ดีพร้อมปรับ ยกระดับ พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง” ผ่านการยกระดับบทบาทของ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาค (DIPROM Center) ด้วยกลไก DIPROM ITC ทั่วประเทศ
“ผู้ประกอบการจำนวนมากมีวัตถุดิบและไอเดียที่ดี แต่ขาดทั้งเครื่องจักร เทคโนโลยี นักวิจัย และพื้นที่ทดลองผลิตจริง สิ่งเหล่านี้ คือ ข้อจำกัดที่ทำให้สินค้าไทยจำนวนมากไปไม่ถึงตลาดที่ใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะ SMEs และวิสาหกิจชุมชนที่มีศักยภาพ แต่ไม่สามารถแบกรับต้นทุนการลงทุนด้านนวัตกรรมและกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานได้ตั้งแต่เริ่มต้น ดังนั้น DIPROM ITC จึงถูกพัฒนาให้เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนและลดความเสี่ยงในการพัฒนาสินค้าใหม่ โดยผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงทั้งเครื่องจักร เทคโนโลยี สภาพแวดล้อมการผลิตที่ได้มาตรฐาน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญ จากหน่วยงานเครือข่าย เช่น สถาบันอาหาร เพื่อร่วมพัฒนาสูตร ปรับปรุงกระบวนการผลิต และยกระดับผลิตภัณฑ์ต้นแบบให้สามารถต่อยอดสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ได้จริง”
“DC8 Model” ต้นแบบปั้นสินค้าเฉพาะทางด้านอาหารและเครื่องดื่ม จากเมืองสุพรรณ
หนึ่งในแนวทางสำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรมที่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมในภาพรวม คือ การพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงพื้นที่ โดยมุ่งให้แต่ละจังหวัดสามารถต่อยอดศักยภาพและอัตลักษณ์ของตนเองไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงมากขึ้น โดยพื้นที่ในการดูแลของศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 หรือ DIPROM Center 8 (DC8) จังหวัดสุพรรณบุรี มีทั้งสิ้น 12 จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี กาญจนบุรี พระนครศรีอยุธยา นครปฐม นนทบุรี ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สระบุรี และปทุมธานี พื้นที่เหล่านี้มีจุดร่วม คือ ความเข้มแข็งด้านอุตสาหกรรมอาหาร ทั้งในเชิงวัตถุดิบทางการเกษตรและทุนทางภูมิปัญญาท้องถิ่น สะท้อนผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงในระดับประเทศ เช่น ข้าว มะพร้าวน้ำหอม ผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป ขนมเปี๊ยะ ขนมสาลี่ และเป็นพื้นที่ในความดูแลของศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 (DC8) จึงถูกวางให้เป็นพื้นที่ต้นแบบที่จะสร้าง “ย่านเศรษฐกิจเฉพาะทางด้านอาหารและเครื่องดื่ม” ผ่านการขับเคลื่อนและการทำงานของศูนย์
“พื้นที่ภายใต้การดูแลของ DC8 ไม่ได้มีเพียงจุดแข็งด้านการเกษตร แต่ยังมีฐานเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอาหารและการแปรรูปอย่างครบถ้วน ทั้งวัตถุดิบ ผู้ประกอบการ SMEs วิสาหกิจชุมชน และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง แต่ที่ผ่านมาผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังเผชิญข้อจำกัดด้านมาตรฐาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการขยายตลาด
ส่งผลให้สินค้าหลายประเภทแม้จะมีศักยภาพ แต่ยังเติบโตได้เพียงในระดับท้องถิ่นเท่านั้น โจทย์สำคัญไม่ใช่การตั้งต้นใหม่ แต่คือการนำจุดแข็งเดิมของพื้นที่มาต่อยอดด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้ เพื่อเปลี่ยนจากเกษตรกรรมดั้งเดิมไปสู่อุตสาหกรรมอาหารมูลค่าสูงที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดยุคใหม่ ด้วยเหตุนี้ DIPROM ITC จึงกลายเป็นกลไกสำคัญ ในการสนับสนุนผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี และจังหวัดใกล้เคียงแบบครบวงจร เพื่อช่วยลดข้อจำกัด ด้านต้นทุนและการลงทุนในช่วงเริ่มต้น รวมถึงเพิ่มโอกาสให้ SMEs และวิสาหกิจชุมชนสามารถพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่ได้มากขึ้น” นางสาวณัฏฐิญา กล่าวเพิ่มเติม
ปัจจุบัน มีการต่อยอดวัตถุดิบท้องถิ่นสู่ผลิตภัณฑ์ต้นแบบหลายประเภท อาทิ มะพร้าวน้ำหอมผง แป้งข้าว กข.43 ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low GI) สำหรับกลุ่มผู้รักสุขภาพ รวมถึง “ผำผงอบแห้ง” ที่พัฒนาจากพืชน้ำพื้นถิ่นสู่ผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคต ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยเพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบ ในชุมชน ตลอดจนสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการสามารถขยายตลาดและเติบโตได้อย่างยั่งยืนมากขึ้นในระยะยาว
เสียงสะท้อนจากสนามจริง บทพิสูจน์กลไก ‘ศูนย์ช่วยผลิต’ ปั้นนวัตกรรมเปลี่ยนชีวิต
ภาพของ DIPROM ITC ที่ชัดเจนที่สุด คือ “ผลลัพธ์” ที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการจริง หนึ่งในกรณีศึกษาที่สะท้อนบทบาทของ DIPROM ITC ได้อย่างเป็นรูปธรรม คือ “วิสาหกิจชุมชนหอมละมุนมะพร้าวไทย” อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี โดย นายสมพงศ์ บัวเกิด ประธานวิสาหกิจชุมชนหอมละมุนมะพร้าวไทย เล่าว่า วิสาหกิจชุมชนแห่งนี้เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม 7 ราย ครอบคลุมพื้นที่ปลูกกว่า 200 ไร่ ในอำเภอบางแพ ดำเนินสะดวก และ โพธาราม สร้างผลผลิตได้รอบละ 20,000 - 30,000 ลูก แม้มะพร้าวทุกลูกจะได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) แต่เกษตรกรยังคงเผชิญวิกฤตราคาหน้าสวนที่เคยตกลงเหลือเพียงลูกละ 2 บาท ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนการปลูกและดูแลรักษาอย่างมาก
นายสมพงศ์ ระบุว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นให้กลุ่มหันมามองเรื่องการแปรรูป โดยมีโจทย์คือการทำ "นมข้นหวานจากน้ำมะพร้าว' ที่ไม่มีส่วนผสมของนมวัว เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคที่แพ้แลคโตสและกลุ่มคนรักสุขภาพ แต่ปัญหาของการผลิตเองคือสินค้าเน่าเสียเร็วมากภายใน 1 วัน เนื่องจากขาดเทคโนโลยีในการยืดอายุผลิตภัณฑ์ เมื่อนำโจทย์นี้มาปรึกษาที่ DIPROM ITC ภายใน DIPROM Center 8 สุพรรณบุรี กระบวนการช่วยเหลืออย่างจริงจังจึงเริ่มต้นขึ้น โดยทีมงานและผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันอาหารได้เข้ามาวิจัยและพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย
นวัตกรรมจาก DIPROM ITC พลิกอายุสินค้าจาก 1 วัน สู่ 6 เดือน
DIPROM ITC ได้ใช้เทคโนโลยีการทำแห้งแบบพ่นฝอย (Spray Dry) เปลี่ยนน้ำและเนื้อมะพร้าวให้กลายเป็นผง เพื่อรักษากลิ่นรสและคุณค่าอาหาร ก่อนจะปรับสูตรจนกลายเป็น “นมข้นหวานน้ำมะพร้าว” (Coconut Condensed Milk) ที่มีความหอม มัน ลงตัว กระบวนการวิจัยและผลิตจริงใช้เวลาเพียง 3 เดือน จนได้สูตรที่สมบูรณ์แบบ
“ความสำเร็จที่เกิดขึ้นคือ ผลิตภัณฑ์นมข้นมะพร้าวสามารถเก็บรักษาในอุณหภูมิห้องได้นานกว่า 6 เดือน โดยไม่ต้องใช้สารกันบูด อาศัยเพียงความหวานธรรมชาติและน้ำตาลเพียงเล็กน้อยในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย อีกทั้ง ยังคงรสชาติมะพร้าว GI แท้ไว้อย่างครบถ้วน โดยตลอดกระบวนการวิจัยและทดลองใช้เครื่องจักร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน
ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เพียงแค่จัดเตรียมวัตถุดิบมาให้ทางศูนย์ฯ เท่านั้น ถือเป็นการลดต้นทุนและลดความเสี่ยงให้แก่เกษตรกรอย่างมหาศาล”
ก้าวต่อไป ต่อยอดนวัตกรรม สู่ตลาดโลก
ปัจจุบันผลิตภัณฑ์นมข้นหวานน้ำมะพร้าว อยู่ระหว่างการส่งตรวจวิเคราะห์โภชนาการและขอรับรองมาตรฐาน อย. โดยมี DIPROM ITC เป็นที่ปรึกษาอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ “เนื้อมะพร้าว Freeze Dried” เจาะตลาดขนมสุขภาพ และวางแผนขยายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเตรียมพร้อมสู่มาตรฐานฮาลาลในอนาคต
นายสมพงศ์ ฝากข้อคิดถึงผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ว่า ไม่ควรหยุดพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเอง และควรใช้ประโยชน์จากหน่วยงานรัฐอย่าง DIPROM ITC ให้คุ้มค่า ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้ประกอบการจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม เปลี่ยนสินค้าจากราคาหลักหน่วยให้กลายเป็นหลักสิบหรือหลักร้อยได้ตลอดทั้งปี โดยไม่ต้องกังวลกับความผันผวน ของราคาผลผลิตสดอีกต่อไป
บทสรุปของ “DC8 Model” และกลไกของ DIPROM ITC ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จในการยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนชิ้นหนึ่ง แต่ คือ การสร้างหมุดหมายใหม่ ที่จุดประกายความหวังและปลดล็อกศักยภาพของผู้ประกอบการไทยทั่วประเทศ ให้กล้าก้าวออกจากกำแพงของความเสี่ยงและข้อจำกัดเดิม ๆ วันนี้ ดีพร้อม ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การพลิกโฉมสินค้าเกษตรท้องถิ่นให้ผงาดในตลาดโลกไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อม ขอเพียงมีเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ และมีหน่วยงานรัฐที่พร้อมเปลี่ยนบทบาทมาเป็น พี่เลี้ยง ที่คอยเคียงข้างคนตัวเล็กในทุกก้าวเดิน นี่คือฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของไทย ให้เติบโตอย่างสง่างาม แข็งแกร่ง และยืนหยัดแข่งขันบนเวทีสากลได้อย่างยั่งยืน



