แชร์

เอสเอ็มอีโตได้ต้องมีพื้นที่ !! พาเปิด “DIPROM ITC” กลไกช่วย SMEs บ่มเพาะสินค้าดีก่อนออกสู่ตลาดจริง พร้อมถอดรหัส สุพรรณบุรีโมเดล DC8 พื้นที่ช่วยเตรียมธุรกิจ - ผลิตภัณฑ์ให้โตแบบ “ดีพร้อม”

อัพเดทล่าสุด: 29 พ.ค. 2026
137 ผู้เข้าชม

มะพร้าวน้ำหอมที่เคยขายได้เพียงลูกละ 2 บาท ข้าวพื้นถิ่นที่ไปได้ไกลเพียงตลาดในพื้นที่ หรือผลิตภัณฑ์อาหารดี ๆ ที่เต็มไปด้วยอัตลักษณ์และภูมิปัญญา แต่ไม่สามารถเข้าสู่ Modern Trade หรือส่งออกได้ เพราะติดข้อจำกัด ภาพเหล่านี้เป็นหนึ่งในอุปสรรคที่ผู้ประกอบการในหลาย ๆ ภูมิภาคต้องเผชิญ และเป็นโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจฐานรากไทยที่ต้องผลักดันสู่สินค้ามูลค่าสูง สรรหาช่องทางใหม่ ๆ และรายได้ให้เพิ่มสูงขึ้น



          จากปัญหาเหล่านี้ กระทรวงอุตสาหกรรมภายใต้การขับเคลื่อนของ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จึงได้เร่งผลักดันนโยบาย “ONE MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” ผ่านการทำงานของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) ที่มุ่งยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยให้สามารถเพิ่มมูลค่าและแข่งขันได้ในระยะยาว โดยมีหนึ่งแนวทางสำคัญ คือ การเร่งยกระดับ “DIPROM ITC” หรือศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ให้เปลี่ยนบทบาทจากหน่วยงานสนับสนุนภาครัฐไปสู่กลไกที่ช่วยให้ SMEs และวิสาหกิจชุมชน สามารถทดลอง พัฒนา และต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่เชิงพาณิชย์ได้จริง



ไขคำตอบ ทำไม SMEs ต้องไป DIPROM ITC ??

          นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงเป้าหมายของการขับเคลื่อนในครั้งนี้ว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการอยู่รอด แต่ต้องช่วยให้สามารถเติบโต และแข่งขันได้จริงในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยหนึ่งในอุปสรรคสำคัญของ SMEs ไทย คือ “ความกลัว
ในการเริ่มต้น” เพราะการพัฒนาสินค้าใหม่แต่ละครั้งเต็มไปด้วยความเสี่ยง ทั้งด้านต้นทุนเครื่องจักร เทคโนโลยี และกระบวนการผลิตที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง ดีพร้อม จึงได้เร่งขับเคลื่อนนโยบาย “DIPROM FLEXi : ดีพร้อมปรับ ยกระดับ พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง” ผ่านการยกระดับบทบาทของ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาค (DIPROM Center) ด้วยกลไก DIPROM ITC ทั่วประเทศ

          “ผู้ประกอบการจำนวนมากมีวัตถุดิบและไอเดียที่ดี แต่ขาดทั้งเครื่องจักร เทคโนโลยี นักวิจัย และพื้นที่ทดลองผลิตจริง สิ่งเหล่านี้ คือ ข้อจำกัดที่ทำให้สินค้าไทยจำนวนมากไปไม่ถึงตลาดที่ใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะ SMEs และวิสาหกิจชุมชนที่มีศักยภาพ แต่ไม่สามารถแบกรับต้นทุนการลงทุนด้านนวัตกรรมและกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานได้ตั้งแต่เริ่มต้น ดังนั้น DIPROM ITC จึงถูกพัฒนาให้เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนและลดความเสี่ยงในการพัฒนาสินค้าใหม่ โดยผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงทั้งเครื่องจักร เทคโนโลยี สภาพแวดล้อมการผลิตที่ได้มาตรฐาน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญ จากหน่วยงานเครือข่าย เช่น สถาบันอาหาร เพื่อร่วมพัฒนาสูตร ปรับปรุงกระบวนการผลิต และยกระดับผลิตภัณฑ์ต้นแบบให้สามารถต่อยอดสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ได้จริง”



“DC8 Model” ต้นแบบปั้นสินค้าเฉพาะทางด้านอาหารและเครื่องดื่ม จากเมืองสุพรรณ

          หนึ่งในแนวทางสำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรมที่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมในภาพรวม คือ การพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงพื้นที่ โดยมุ่งให้แต่ละจังหวัดสามารถต่อยอดศักยภาพและอัตลักษณ์ของตนเองไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงมากขึ้น โดยพื้นที่ในการดูแลของศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 หรือ DIPROM Center 8 (DC8) จังหวัดสุพรรณบุรี มีทั้งสิ้น 12 จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี กาญจนบุรี พระนครศรีอยุธยา นครปฐม นนทบุรี ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สระบุรี และปทุมธานี พื้นที่เหล่านี้มีจุดร่วม คือ ความเข้มแข็งด้านอุตสาหกรรมอาหาร ทั้งในเชิงวัตถุดิบทางการเกษตรและทุนทางภูมิปัญญาท้องถิ่น สะท้อนผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงในระดับประเทศ เช่น ข้าว มะพร้าวน้ำหอม ผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป ขนมเปี๊ยะ ขนมสาลี่ และเป็นพื้นที่ในความดูแลของศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 (DC8) จึงถูกวางให้เป็นพื้นที่ต้นแบบที่จะสร้าง “ย่านเศรษฐกิจเฉพาะทางด้านอาหารและเครื่องดื่ม” ผ่านการขับเคลื่อนและการทำงานของศูนย์

          “พื้นที่ภายใต้การดูแลของ DC8 ไม่ได้มีเพียงจุดแข็งด้านการเกษตร แต่ยังมีฐานเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอาหารและการแปรรูปอย่างครบถ้วน ทั้งวัตถุดิบ ผู้ประกอบการ SMEs วิสาหกิจชุมชน และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง แต่ที่ผ่านมาผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังเผชิญข้อจำกัดด้านมาตรฐาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการขยายตลาด
ส่งผลให้สินค้าหลายประเภทแม้จะมีศักยภาพ แต่ยังเติบโตได้เพียงในระดับท้องถิ่นเท่านั้น โจทย์สำคัญไม่ใช่การตั้งต้นใหม่ แต่คือการนำจุดแข็งเดิมของพื้นที่มาต่อยอดด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้ เพื่อเปลี่ยนจากเกษตรกรรมดั้งเดิมไปสู่อุตสาหกรรมอาหารมูลค่าสูงที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดยุคใหม่ ด้วยเหตุนี้ DIPROM ITC จึงกลายเป็นกลไกสำคัญ ในการสนับสนุนผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี และจังหวัดใกล้เคียงแบบครบวงจร เพื่อช่วยลดข้อจำกัด ด้านต้นทุนและการลงทุนในช่วงเริ่มต้น รวมถึงเพิ่มโอกาสให้ SMEs และวิสาหกิจชุมชนสามารถพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่ได้มากขึ้น” นางสาวณัฏฐิญา กล่าวเพิ่มเติม

          ปัจจุบัน มีการต่อยอดวัตถุดิบท้องถิ่นสู่ผลิตภัณฑ์ต้นแบบหลายประเภท อาทิ มะพร้าวน้ำหอมผง แป้งข้าว กข.43 ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low GI) สำหรับกลุ่มผู้รักสุขภาพ รวมถึง “ผำผงอบแห้ง” ที่พัฒนาจากพืชน้ำพื้นถิ่นสู่ผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคต ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยเพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบ ในชุมชน ตลอดจนสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการสามารถขยายตลาดและเติบโตได้อย่างยั่งยืนมากขึ้นในระยะยาว

เสียงสะท้อนจากสนามจริง บทพิสูจน์กลไก ‘ศูนย์ช่วยผลิต’ ปั้นนวัตกรรมเปลี่ยนชีวิต

          ภาพของ DIPROM ITC ที่ชัดเจนที่สุด คือ “ผลลัพธ์” ที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการจริง หนึ่งในกรณีศึกษาที่สะท้อนบทบาทของ DIPROM ITC ได้อย่างเป็นรูปธรรม คือ “วิสาหกิจชุมชนหอมละมุนมะพร้าวไทย” อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี โดย นายสมพงศ์ บัวเกิด ประธานวิสาหกิจชุมชนหอมละมุนมะพร้าวไทย เล่าว่า วิสาหกิจชุมชนแห่งนี้เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม 7 ราย ครอบคลุมพื้นที่ปลูกกว่า 200 ไร่ ในอำเภอบางแพ ดำเนินสะดวก และ     โพธาราม สร้างผลผลิตได้รอบละ 20,000 - 30,000 ลูก แม้มะพร้าวทุกลูกจะได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) แต่เกษตรกรยังคงเผชิญวิกฤตราคาหน้าสวนที่เคยตกลงเหลือเพียงลูกละ 2 บาท ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนการปลูกและดูแลรักษาอย่างมาก

          นายสมพงศ์ ระบุว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นให้กลุ่มหันมามองเรื่องการแปรรูป โดยมีโจทย์คือการทำ "นมข้นหวานจากน้ำมะพร้าว' ที่ไม่มีส่วนผสมของนมวัว เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคที่แพ้แลคโตสและกลุ่มคนรักสุขภาพ แต่ปัญหาของการผลิตเองคือสินค้าเน่าเสียเร็วมากภายใน 1 วัน เนื่องจากขาดเทคโนโลยีในการยืดอายุผลิตภัณฑ์ เมื่อนำโจทย์นี้มาปรึกษาที่ DIPROM ITC ภายใน DIPROM Center 8 สุพรรณบุรี กระบวนการช่วยเหลืออย่างจริงจังจึงเริ่มต้นขึ้น โดยทีมงานและผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันอาหารได้เข้ามาวิจัยและพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย

นวัตกรรมจาก DIPROM ITC พลิกอายุสินค้าจาก 1 วัน สู่ 6 เดือน

          DIPROM ITC ได้ใช้เทคโนโลยีการทำแห้งแบบพ่นฝอย (Spray Dry) เปลี่ยนน้ำและเนื้อมะพร้าวให้กลายเป็นผง เพื่อรักษากลิ่นรสและคุณค่าอาหาร ก่อนจะปรับสูตรจนกลายเป็น “นมข้นหวานน้ำมะพร้าว” (Coconut Condensed Milk) ที่มีความหอม มัน ลงตัว กระบวนการวิจัยและผลิตจริงใช้เวลาเพียง 3 เดือน จนได้สูตรที่สมบูรณ์แบบ

          “ความสำเร็จที่เกิดขึ้นคือ ผลิตภัณฑ์นมข้นมะพร้าวสามารถเก็บรักษาในอุณหภูมิห้องได้นานกว่า 6 เดือน โดยไม่ต้องใช้สารกันบูด อาศัยเพียงความหวานธรรมชาติและน้ำตาลเพียงเล็กน้อยในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย อีกทั้ง ยังคงรสชาติมะพร้าว GI แท้ไว้อย่างครบถ้วน โดยตลอดกระบวนการวิจัยและทดลองใช้เครื่องจักร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน
ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เพียงแค่จัดเตรียมวัตถุดิบมาให้ทางศูนย์ฯ เท่านั้น ถือเป็นการลดต้นทุนและลดความเสี่ยงให้แก่เกษตรกรอย่างมหาศาล”

ก้าวต่อไป ต่อยอดนวัตกรรม สู่ตลาดโลก

          ปัจจุบันผลิตภัณฑ์นมข้นหวานน้ำมะพร้าว อยู่ระหว่างการส่งตรวจวิเคราะห์โภชนาการและขอรับรองมาตรฐาน อย. โดยมี DIPROM ITC เป็นที่ปรึกษาอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ “เนื้อมะพร้าว Freeze Dried” เจาะตลาดขนมสุขภาพ และวางแผนขยายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเตรียมพร้อมสู่มาตรฐานฮาลาลในอนาคต

          นายสมพงศ์ ฝากข้อคิดถึงผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ว่า ไม่ควรหยุดพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเอง และควรใช้ประโยชน์จากหน่วยงานรัฐอย่าง DIPROM ITC ให้คุ้มค่า ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้ประกอบการจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม เปลี่ยนสินค้าจากราคาหลักหน่วยให้กลายเป็นหลักสิบหรือหลักร้อยได้ตลอดทั้งปี โดยไม่ต้องกังวลกับความผันผวน ของราคาผลผลิตสดอีกต่อไป

          บทสรุปของ “DC8 Model” และกลไกของ DIPROM ITC ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จในการยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนชิ้นหนึ่ง แต่ คือ การสร้างหมุดหมายใหม่ ที่จุดประกายความหวังและปลดล็อกศักยภาพของผู้ประกอบการไทยทั่วประเทศ ให้กล้าก้าวออกจากกำแพงของความเสี่ยงและข้อจำกัดเดิม ๆ วันนี้ ดีพร้อม ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การพลิกโฉมสินค้าเกษตรท้องถิ่นให้ผงาดในตลาดโลกไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อม ขอเพียงมีเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ และมีหน่วยงานรัฐที่พร้อมเปลี่ยนบทบาทมาเป็น พี่เลี้ยง ที่คอยเคียงข้างคนตัวเล็กในทุกก้าวเดิน นี่คือฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของไทย ให้เติบโตอย่างสง่างาม แข็งแกร่ง และยืนหยัดแข่งขันบนเวทีสากลได้อย่างยั่งยืน


บทความที่เกี่ยวข้อง
OCEAN LIFE ไทยสมุทร บริจาคน้ำสนับสนุนการแข่งขันเปตองเยาวชน  Youth Chapion PPSA พัฒนาศักยภาพและสุขภาพของเยาวชนไทย
บมจ.ไทยสมุทรประกันชีวิต รักคือพลังของชีวิต โดยคุณสมรัฐ กุลจารุโอภาส ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการตลาด ได้มอบน้ำดื่มโอชิ เพื่อสนับสนุนการแข่งขันเปตองเยาวชน Youth Chapion PPSA โดยได้รับเกียรติ
22 ก.ย. 2025
ธอส. หนุนการลงทุนของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์  ผ่านสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ เพิ่มโอกาสคนไทยเข้าถึงที่อยู่อาศัยมากขึ้น
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์และเพิ่มโอกาสให้คนไทยเข้าถึงที่อยู่อาศัยมากขึ้น จัดทำสินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการ ปี 2569 ทั้งการพัฒนาโครงการใหม่ ต่อยอดธุรกิจ เพื่อสร้างรายได้ และการพัฒนาโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
30 ม.ค. 2026
เบเยอร์ กับเส้นทางที่เป็นหนึ่งเดียวในแบรนด์สีทาอาคาร ที่ดำเนินการเข้าร่วม แผนสำหรับ Net Zero Pathway ผ่านโครงการที่นำโดย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)
เบเยอร์ประกาศความมุ่งมั่นสู่การเป็นผู้นำด้านวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ ด้วยการเข้าร่วม แผนสำหรับ Net Zero Pathway ณ ห้อง Conference Hall สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)
7 พ.ย. 2025
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy